ONE REPORT ANALYSIS WOMEN

วิเคราะห์ หุ้น THE บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น THE บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น THE บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ THE อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ (Steel & Metal Products ) เป็นของกลุ่ม สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)




รอบผลประกอบการเงินปันผล (ต่อหุ้น)หน่วยวันจ่ายปันผลประเภท
–0.10บาท18 พ.ค. 2566เงินปันผล
–0.10บาท15 มิ.ย. 2565เงินปันผล
01 ม.ค. 2564 – 31 มี.ค. 25640.20บาท10 มิ.ย. 2564เงินปันผล

ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ หุ้น THE
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE ดำเนินธุรกิจศูนย์บริการเหล็กแบบครบวงจร โดยมีทั้งการผลิตเหล็กรูปพรรณและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น H-Beam, I-Beam และผลิตภัณฑ์เหล็กรูปพรรณประเภทต่าง ๆ ดังนั้นทรัพย์สินหลักจึงเป็น ที่ดิน อาคารสำนักงาน โรงงาน/พื้นที่ผลิต คลังสินค้า และพื้นที่สำหรับจัดเก็บและกระจายสินค้าเหล็ก

  1. สำนักงานใหญ่และพื้นที่ประกอบธุรกิจ
    สำนักงานใหญ่ของ THE ตั้งอยู่ที่ 7/4, 7/6 หมู่ 1 ตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการบริหารงานและการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  2. สาขาและศูนย์กระจายสินค้า
    จากข้อมูลของบริษัท ปัจจุบันมีสถานที่ดำเนินงานหลัก ได้แก่
    สำนักงานใหญ่ — ต.แคราย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
    สาขา 1 — 1401 ถนนเอกชัย แขวงบางบอนใต้ เขตบางบอน กรุงเทพฯ
    สาขา 2 — 99/16, 99/57, 99/61 หมู่ 3 ต.นาดี อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร
    สาขา 3 — 196 หมู่ 1 ต.แคราย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
    บริษัทระบุว่าในช่วงปี 2558–2560 ได้ซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจ และทำให้มีสาขาในจังหวัดสมุทรสาครเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาขา 2 (บางน้ำจืด) และสาขา 3 (นาดี)
  3. โรงงานและพื้นที่ผลิตเหล็ก
    THE มีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเหล็กรูปพรรณ เช่น ท่อเหล็กกลม เหล็กกล่อง และเหล็กกล่องแบน ซึ่งต้องอาศัยพื้นที่ผลิตและเครื่องจักรสำหรับแปรรูปเหล็ก
    ทรัพย์สินส่วนนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกิจ เพราะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจในลักษณะ One Stop Service ตั้งแต่การผลิต/แปรรูปไปจนถึงการจำหน่ายสินค้าเหล็กให้ลูกค้า
  4. คลังสินค้าและพื้นที่จัดเก็บเหล็ก
    ธุรกิจของ THE มีผลิตภัณฑ์เหล็กหลายประเภทและหลายขนาด จึงจำเป็นต้องมี คลังสินค้า ลานจัดเก็บ และพื้นที่สำหรับเตรียมสินค้าเพื่อการจัดส่ง รองรับทั้งเหล็กรูปพรรณและสินค้าเหล็กที่บริษัทจัดจำหน่าย เช่น เหล็กเส้น H-Beam และ I-Beam
  5. เครื่องจักรและอุปกรณ์
    ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจยังครอบคลุม เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับผลิตและแปรรูปเหล็ก รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนถ่ายและจัดเก็บสินค้า เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า
  6. ที่ดิน อาคาร และสิ่งปลูกสร้าง
    ที่ดินและอาคารในพื้นที่สำนักงานใหญ่ สาขา และพื้นที่ประกอบธุรกิจ เป็นทรัพย์สินพื้นฐานที่รองรับทั้ง สำนักงาน พื้นที่ผลิต คลังสินค้า และลานจัดเก็บสินค้า โดยบริษัทมีประวัติการเข้าซื้อทรัพย์สินเพื่อขยายสถานที่ประกอบธุรกิจมาแล้ว
    สรุปสำหรับใช้ในบทวิเคราะห์หุ้น
    ทรัพย์สินของ THE มีลักษณะเป็น Asset Base ของธุรกิจเหล็ก โดยประกอบด้วย ที่ดิน อาคารสำนักงาน โรงงานและพื้นที่ผลิต สาขา คลังสินค้า ลานจัดเก็บสินค้า เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและกระจายสินค้าเหล็ก กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจศูนย์บริการเหล็กแบบครบวงจรของบริษัท

กลุ่มบริษัทในเครือ หุ้น THE
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
จากข้อมูลโครงสร้างกลุ่มธุรกิจของ THE บริษัทมีธุรกิจหลักเกี่ยวกับ การจัดหา แปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก และมีบริษัทในกลุ่มที่ช่วยเสริมทั้งด้านการผลิต การจำหน่าย และโลจิสติกส์ โดยข้อมูลบริษัทระบุว่ามีการจัดทำ One Report ปี 2568 แล้ว และยื่นต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทในเครือที่สำคัญ

บริษัทลักษณะธุรกิจสัดส่วนการถือหุ้นของ THE*
บริษัท เดอะ สตีล โลจิสติก จำกัด (The Steel Logistic Co., Ltd.)ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์59.995%
บริษัท เดอะ สตีล อินดัสทรี จำกัด (The Steel Industry Co., Ltd.)ผลิตท่อเหล็กดำ99.99%
บริษัท ลิเบอร์ตี้ สตีล สยาม จำกัด (Liberty Steel Siam Co., Ltd.)จำหน่ายเหล็กเส้น เหล็กม้วนรีดร้อน และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กรูปพรรณ99.99%

*สัดส่วนดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ระบุในโครงสร้างกลุ่มบริษัทของ One Report ที่เผยแพร่ก่อนหน้า โดยควรตรวจสอบ One Report ปี 2568 สำหรับการเปลี่ยนแปลงล่าสุดของโครงสร้างการถือหุ้น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม THE
นอกจากบริษัทย่อยแล้ว ในโครงสร้างเดิมยังมีบริษัทที่ THE มีสถานะเป็น บริษัทร่วม/บริษัทที่เกี่ยวข้อง เช่น
Prime Steel Mill Co., Ltd. — ผลิตและจำหน่ายเหล็กม้วนรีดร้อน โดย THE เคยถือหุ้น 50%
Blox Co., Ltd. — ธุรกิจบ้านสำเร็จรูป โดย THE เคยถือหุ้น 20%
In-Tech Steel Co., Ltd. — บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจเหล็กของ THE
ข้อมูล One Report ระบุโครงสร้างดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยแยก The Steel Logistic, The Steel Industry และ Liberty Steel Siam เป็นบริษัทย่อย ขณะที่ Prime Steel Mill และ Blox อยู่ในกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้อง/บริษัทร่วมตามสัดส่วนการลงทุนในช่วงเวลานั้น
มองภาพรวมของกลุ่ม THE
สามารถมองโครงสร้างธุรกิจได้เป็น 3 แกนหลัก:
THE (บริษัทแม่)
→ 🏭 การผลิต/แปรรูปเหล็ก → The Steel Industry
→ 🚚 โลจิสติกส์และขนส่ง → The Steel Logistic
→ 🏗️ การจำหน่ายและจัดหาผลิตภัณฑ์เหล็ก → Liberty Steel Siam
→ 🔗 การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเหล็ก → Prime Steel Mill และบริษัทที่เกี่ยวข้อง
จุดสำคัญคือกลุ่ม THE ไม่ได้ทำเฉพาะการซื้อมา–ขายไป แต่มีการเชื่อมโยงตั้งแต่ วัตถุดิบ → การผลิต/แปรรูป → การจำหน่าย → การขนส่ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางธุรกิจแบบ One Stop Service ของบริษัท



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น THE — บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กและโลหะหลายประเภท เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่น เหล็กรูปพรรณ และท่อเหล็ก โดยข้อมูลของ SET จัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ
จากข้อมูลบริษัทและเอกสารที่เผยแพร่ล่าสุด ความเสี่ยงที่นักลงทุนควรติดตามมีดังนี้

  1. ความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบและราคาเหล็กผันผวน
    ธุรกิจเหล็กมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็ก หากราคาวัตถุดิบปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่บริษัทมีสินค้าคงเหลือในต้นทุนเดิม อาจทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือลดลงและกดดันอัตรากำไร
    ในทางกลับกัน หากราคาเหล็กปรับขึ้นเร็ว บริษัทอาจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพื่อจัดซื้อสินค้า
    ประเด็นที่ต้องจับตา: ราคาผลิตภัณฑ์เหล็ก, ต้นทุนจัดซื้อ และมูลค่าสินค้าคงเหลือ
  2. ความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมเหล็ก
    ตลาดเหล็กมีการแข่งขันด้านราคาและเงื่อนไขการขายค่อนข้างสูง การแข่งขันที่รุนแรงอาจทำให้บริษัทไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้เต็มที่ ส่งผลต่อ Gross Margin และกำไรสุทธิ
    นอกจากนี้ SET ระบุว่า THE มีผลิตภัณฑ์เหล็กหลายประเภท ทำให้บริษัทต้องบริหารทั้งราคา สต๊อก และความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาดอย่างใกล้ชิด
  3. ความเสี่ยงจากอุปสงค์ภาคก่อสร้างและโครงการลงทุน
    ความต้องการเหล็กมีความสัมพันธ์กับภาคก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน หากเศรษฐกิจชะลอตัว การก่อสร้างภาคเอกชนลดลง หรือการเบิกจ่ายโครงการภาครัฐล่าช้า อาจทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อเหล็กลดลง
    ผลกระทบ: ยอดขายลดลง → การใช้กำลังการดำเนินงานลดลง → อัตรากำไรอาจถูกกดดัน
  4. ความเสี่ยงจากสินค้าคงเหลือ
    ธุรกิจเหล็กต้องบริหารสินค้าคงคลังจำนวนมากเพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ทันความต้องการของลูกค้า แต่การถือสต๊อกสูงในช่วงที่ราคาเหล็กขาลงอาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อมูลค่าสินค้าคงเหลือ
    ดังนั้น นักลงทุนควรติดตาม Inventory Turnover, จำนวนวันสินค้าคงเหลือ และการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ ควบคู่กับทิศทางราคาเหล็ก
  5. ความเสี่ยงด้านเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง
    ธุรกิจซื้อและจำหน่ายเหล็กจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นหรือบริษัทต้องเพิ่มปริมาณสต๊อก
    หากลูกหนี้การค้าชำระเงินช้าลงพร้อมกับบริษัทมีสินค้าคงเหลือสูง อาจทำให้ Cash Flow จากการดำเนินงานตึงตัว และเพิ่มความจำเป็นในการใช้เงินกู้ระยะสั้น
    ปัจจุบัน SET แสดงข้อมูล THE ว่ามี EV สูงกว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ซึ่งสะท้อนว่าการวิเคราะห์บริษัทควรพิจารณาโครงสร้างเงินทุนและภาระทางการเงินควบคู่กับกำไรด้วย
  6. ความเสี่ยงจากการแข่งขันของเหล็กนำเข้า
    การนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาเหล็กต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ อาจเพิ่มการแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศ
    หากมีสินค้านำเข้าราคาต่ำเข้ามาในตลาดจำนวนมาก ผู้จำหน่ายเหล็กในประเทศอาจต้องปรับราคาขายลงเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ซึ่งอาจกดดัน Margin
  7. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
    หากบริษัทมีการนำเข้าวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่ใช้ชำระค่าสินค้าอาจส่งผลต่อต้นทุน
    เงินบาทอ่อนค่า → ต้นทุนนำเข้าเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถปรับราคาขายได้ทัน อาจกระทบกำไรขั้นต้น
  8. ความเสี่ยงจากลูกหนี้การค้า
    การจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าธุรกิจอาจมีระยะเวลาการให้เครดิต หากลูกค้าประสบปัญหาทางการเงินหรือชำระหนี้ล่าช้า บริษัทอาจมีความเสี่ยงด้าน หนี้สูญและกระแสเงินสด
    จึงควรติดตามลูกหนี้การค้า อายุลูกหนี้ และค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตอย่างต่อเนื่อง
  9. ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง
    ผลิตภัณฑ์เหล็กมีน้ำหนักมาก ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งมีความสำคัญ หากราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง หรือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาขาย อาจส่งผลต่อกำไร
  10. ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและนโยบายการค้า
    อุตสาหกรรมเหล็กได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้า เช่น ภาษีนำเข้า มาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และนโยบายส่งเสริม/ควบคุมอุตสาหกรรมเหล็กในแต่ละประเทศ
    การเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้สามารถทำให้ต้นทุนและโครงสร้างการแข่งขันในตลาดเปลี่ยนแปลงได้

🔎 สรุป Risk Map ของ THE

ความเสี่ยงสิ่งที่ต้องติดตาม
🏭 ราคาเหล็กผันผวนราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบ
📦 สต๊อกสูงInventory / Stock Turnover
💰 เงินทุนหมุนเวียนกระแสเงินสดและหนี้ระยะสั้น
🏗️ ภาคก่อสร้างชะลอปริมาณคำสั่งซื้อ
🌏 เหล็กนำเข้าราคาและปริมาณสินค้านำเข้า
💱 ค่าเงินบาทต้นทุนนำเข้า
👥 ลูกหนี้การค้าอายุลูกหนี้ / หนี้สูญ
🚚 ขนส่งและพลังงานค่าขนส่งและต้นทุนดำเนินงาน
📉 การแข่งขันGross Margin
🏛️ นโยบายการค้าภาษีและมาตรการนำเข้า

มุมมองสำหรับการติดตามหุ้น: ความเสี่ยงหลักของ THE อยู่ที่ “ราคาเหล็ก + สต๊อก + Margin + เงินทุนหมุนเวียน” เพราะทั้ง 4 ปัจจัยเชื่อมโยงกันโดยตรง หากราคาเหล็กปรับลงแรงในขณะที่มีสต๊อกต้นทุนสูง จะเป็นจุดที่ควรติดตามเป็นพิเศษ


ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.ย. 2568



พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น THE
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
2534 บริษัทก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2534 ด้วยทุนชำระแล้ว 20 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กรูปพรรณ ก่อนขยายกำลังการผลิตและเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง
2542–2546 บริษัทเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิต และลงทุนในเครื่องจักรสำหรับผลิตท่อเหล็ก รวมถึงเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเหล็ก
2549 บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 400 ล้านบาท ปรับมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้น และจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549
2550 หุ้นของบริษัทเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 เดิมใช้ชื่อย่อ TYM และอยู่ในหมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
2551–2552 บริษัทขยายธุรกิจต่อเนื่อง โดยจัดตั้ง บริษัท เดอะ สตีล โลจิสติกส์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้า และจัดตั้ง TYK Industries เพื่อผลิตท่อเหล็ก
2554 หลักทรัพย์ของบริษัทถูกย้ายจากหมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมาอยู่ในกลุ่ม เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ ภายใต้หมวดอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 500 ล้านบาท
2557 บริษัทเปลี่ยนชื่อจาก บริษัท ไทยง้วนเมทัล จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE เพื่อสะท้อนทิศทางธุรกิจเหล็กของบริษัทที่ชัดเจนขึ้น
2558 บริษัทเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบ Private Placement จำนวน 150 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายหุ้นละ 5 บาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มจากประมาณ 400.01 ล้านบาทเป็น 500.01 ล้านบาท
2558–2560 บริษัทเข้าซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้มีสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ สาขา 2 บางน้ำจืด และสาขา 3 นาดี
2560 บริษัทปรับโครงสร้างทุนโดยลดมูลค่าที่ตราไว้จาก 1 บาทเหลือ 0.50 บาท และเพิ่มจำนวนหุ้นรองรับการใช้สิทธิของ THE-W2 ขณะเดียวกัน บริษัทได้เข้าลงทุนใน บริษัท ไพรมัส สตีล มิลล์ จำกัด ซึ่งช่วยขยายฐานธุรกิจด้านการผลิตเหล็กของกลุ่ม
2563 บริษัทจดทะเบียนเพิ่มทุนชำระแล้วจาก 550.01 ล้านบาท เป็นประมาณ 551.03 ล้านบาท
2564 กลุ่มบริษัทมีโครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยมีบริษัทย่อยที่สำคัญ ได้แก่ บริษัท เดอะ สตีล โลจิสติกส์ จำกัด ธุรกิจขนส่ง, บริษัท เดอะ สตีล อินดัสทรี จำกัด ธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก และ บริษัท ลิเบอร์ตี้ สตีล สยาม จำกัด ธุรกิจรับจ้างผลิตท่อเหล็กดำ
2568–2569 บริษัทเดินหน้ารายงานผลการดำเนินงานและเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเผยแพร่ One Report ปี 2568 และ MD&A ประจำปี 2568 รวมถึงงบการเงินไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 2569 ผ่านช่องทางของบริษัทและ ก.ล.ต.
สรุปภาพรวมพัฒนาการ
THE พัฒนาจากผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็ก → ขยายกำลังการผลิตและเครื่องจักร → เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ → เพิ่มสาขาและธุรกิจโลจิสติกส์ → ขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตเหล็กและท่อเหล็ก → พัฒนาเป็นกลุ่มธุรกิจเหล็กที่มีทั้งการจำหน่าย การผลิต และบริการที่เกี่ยวเนื่องกัน
ปัจจุบันเว็บไซต์บริษัทระบุผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้ง เหล็กม้วน เหล็กแผ่น เหล็กรูปพรรณ เหล็กเส้น ท่อเหล็ก และผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบสังกะสี สะท้อนการดำเนินธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์ค่อนข้างหลากหลาย


งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด190.80143.51106.4632.3763.51
ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ918.691,172.59679.481,255.18691.59
สินค้าคงเหลือ1,212.961,089.89739.13834.62622.96
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน2,382.982,478.691,616.062,287.031,389.81
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ988.14770.34579.12753.80568.46
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน2,006.991,810.801,744.451,762.651,704.67
รวมสินทรัพย์4,389.974,289.493,360.514,049.673,094.48
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืม2,149.051,820.441,275.721,682.44674.87
เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ140.51485.33173.12380.14347.97
หนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี–––––
รวมหนี้สินหมุนเวียน2,331.182,330.311,476.952,110.021,058.52
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน43.4526.2416.9017.1617.55
รวมหนี้สิน2,374.632,356.561,493.842,127.181,076.07
ทุนจดทะเบียน825.01825.01825.01825.01825.01
ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า551.03551.03551.03551.03551.03
ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น947.95947.95947.95947.95947.95
กำไร(ขาดทุน)สะสม719.76641.11573.73630.08722.42
หุ้นทุนรับซื้อคืน–––––
หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย–––––
องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น-203.82-203.82-203.82-203.82-203.82
– ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) ทุน-203.82-203.82-203.82-203.82-203.82
รวมส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่2,014.911,936.261,868.881,925.232,017.57
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย0.42-3.32-2.21-2.740.85

งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ6,822.247,880.926,559.993,745.183,163.17
รายได้อื่น32.4925.7019.3612.792.89
รวมรายได้6,854.737,906.626,579.343,757.973,166.06
ต้นทุน6,665.647,710.916,421.263,630.542,880.87
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร249.71236.14173.1788.1091.64
รวมต้นทุนและค่าใช้จ่าย6,915.357,912.766,585.653,709.732,975.35
EBITDA50.4890.2559.1753.83201.93
ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย66.7066.2562.7832.2029.37
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้-16.2223.99-3.6021.63172.56
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่-99.72-81.36-68.56-11.03148.69
กำไรต่อหุ้น (บาท)-0.09-0.07-0.06-0.010.13

งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน652.10358.18454.3062.35581.62
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน-29.904.61117.29-0.58-0.42
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน-777.03-410.09-608.64-172.91-624.15
เงินสดสุทธิ-154.83-47.29-37.05-111.13-42.95

งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า)8.247.847.366.28
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน)44.2946.5849.5758.08
อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (เท่า)6.707.027.287.78
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (วัน)54.5051.9850.1746.90
อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (เท่า)28.6421.6727.4417.27
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (วัน)12.7516.8413.3021.14
วงจรเงินสด (วัน)86.0581.7286.4483.85

📈 วิเคราะห์กราฟเทคนิค หุ้น THE — เดอะ สตีล
THE ล่าสุด 1.09 บาท +0.02 บาท (+1.87%) ณ วันที่ 18 ก.ย. 2569 โดยระหว่างวันแกว่งในกรอบ 1.07–1.09 บาท และมีปริมาณซื้อขาย 170,800 หุ้น
🔥 สัญญาณเทคนิค: “เริ่มมีแรงซื้อกลับ แต่ต้องจับตาเบรก 1.10”
ราคาหุ้น THE เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากโซนต่ำ หลังราคาปัจจุบันขยับขึ้นมาที่ 1.09 บาท ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 0.54–1.30 บาท สะท้อนว่าหุ้นยังอยู่ในช่วงที่ต้องพิสูจน์แรงส่งของรอบใหม่อย่างชัดเจน
จุดที่ต้องจับตา:
🟢 1.07–1.08 บาท — โซนรับระยะสั้น
🟢 1.05 บาท — แนวรับถัดไป หากราคาหลุด 1.07
🔥 1.10 บาท — แนวต้านสำคัญ / จุดวัดแรงซื้อ
🚀 1.15–1.20 บาท — โซนเป้าหมายทางเทคนิค หากสามารถเบรก 1.10 พร้อม Volume
🚀 1.30 บาท — แนวต้านสำคัญจากกรอบสูงสุด 52 สัปดาห์
⚡ Breakout + Volume ต้องมา!
THE กำลังเข้าใกล้โซน 1.10 บาท ซึ่งเป็นระดับที่น่าจับตาเป็นพิเศษ หากราคาสามารถ ทะลุ 1.10 บาทได้อย่างชัดเจน พร้อมปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้น จะเป็นสัญญาณยืนยันโมเมนตัมเชิงบวกที่น่าสนใจมากขึ้น
แต่ถ้า ขึ้นทดสอบแล้วไม่ผ่าน + Volume ไม่สนับสนุน มีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรและกลับมาทดสอบแนวรับอีกครั้ง
🎯 สรุปเกมเทคนิค
THE = หุ้นกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญ
“1.10 บาท คือด่านวัดพลัง! เบรกได้ + วอลุ่มเข้า = โมเมนตัมมีโอกาสเร่งตัว แต่ถ้ายังไม่ผ่าน ต้องระวังแรงขายกดกลับ”
สำหรับสายเทคนิค จุดสำคัญจึงอยู่ที่ ราคา + Volume + การยืนเหนือแนวต้าน มากกว่าการดูเพียงการปรับขึ้นของราคาในวันเดียว


วิเคราะห์หุ้น THE — บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE อยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ ธุรกิจหลักคือการ จัดหา แปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแบบครบวงจร (One Stop Service) ตั้งแต่เหล็กม้วน เหล็กแผ่น เหล็กรูปพรรณ เหล็กเส้น ท่อเหล็ก ไปจนถึงเหล็กโครงสร้างต่าง ๆ

  1. ภาพรวมธุรกิจ
    จุดสำคัญของ THE คือไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะการขายเหล็กเพียงอย่างเดียว แต่มีทั้ง การแปรรูป + การจัดจำหน่าย + การขนส่ง ทำให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงสินค้าที่พร้อมใช้งาน
    ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่
    เหล็กม้วนรีดร้อน / รีดเย็น
    เหล็กแผ่น
    เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต
    เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน
    เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น
    เหล็กกล่อง
    เหล็กตัวซี
    ท่อเหล็ก
    เหล็กฉากและเหล็กรูปพรรณอื่น ๆ
    บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2534 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2550
  2. จุดเปลี่ยนสำคัญของผลประกอบการปี 2569
    ประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุดของ THE ตอนนี้คือ กำไรกลับมาโดดเด่นในไตรมาส 2/2569
    Q2/2569 บริษัทมีรายได้จากการขายประมาณ 1,341.91 ล้านบาท ลดลง 34.24% YoY แต่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นประมาณ 164.32 ล้านบาท จาก 55.50 ล้านบาทใน Q2/2568 และกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ประมาณ 94.38 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 6.20 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน
    จุดที่น่าสนใจคือ
    “รายได้ลด แต่กำไรเพิ่ม”
    สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล็กและโครงสร้างกำไรขั้นต้น รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอย่างมาก โดยต้นทุนทางการเงิน Q2/2569 ลดลงประมาณ 51% เหลือ 8.20 ล้านบาท
    ขณะเดียวกัน บริษัทไม่ได้ขายเหล็กวัตถุดิบ SLAB ในไตรมาสดังกล่าว จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ยอดขายลดลง
  3. ฐานะการเงิน
    ภาพฐานะการเงินดีขึ้นจากสิ้นปี 2568
    ณ 30 มิ.ย. 2569
    สินทรัพย์รวมประมาณ 3,094.48 ล้านบาท
    หนี้สินรวมประมาณ 1,076.07 ล้านบาท
    D/E ประมาณ 0.53 เท่า
    หนี้สินลดลงประมาณ 417.78 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568
    การลดลงของหนี้สินส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ลดลง ขณะที่การบริหารสินค้าคงคลังและวงจรเงินสดมีส่วนช่วยลดภาระทางการเงิน
    ดังนั้น จุดที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียง “กำไรโตหรือไม่” แต่คือ THE สามารถรักษาการควบคุมสินค้าคงคลังและหนี้ระยะสั้นได้ต่อเนื่องหรือไม่
  4. จุดแข็งของ THE
    ① ธุรกิจ One Stop Service
    บริษัทมีสินค้าเหล็กหลากหลายและมีบริการแปรรูป/จัดส่ง ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้หลายประเภท
    ② มีโอกาสได้ประโยชน์จากวัฏจักรราคาเหล็ก
    ธุรกิจเหล็กมีลักษณะเป็น Cyclical Business หากราคาขายและส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนวัตถุดิบเอื้ออำนวย กำไรสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว
    Q2/2569 เป็นตัวอย่างชัดเจนของปรากฏการณ์ดังกล่าว
    ③ ลดภาระหนี้ได้
    D/E ลดลงมาอยู่ประมาณ 0.53 เท่าใน Q2/2569 จากประมาณ 0.80 เท่า ณ สิ้นปี 2568
    ④ Valuation ยังต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี
    SET Factsheet ระบุ ณ 17 ก.ย. 2569 ราคา 1.07 บาท, P/BV ประมาณ 0.58 เท่า, P/E ประมาณ 12.94 เท่า และ Market Cap ประมาณ 1,179 ล้านบาท
  5. ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
    🔴 1. ราคาเหล็กผันผวน
    THE เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาเหล็ก หากราคาลดลงเร็ว อาจเกิดแรงกดดันต่อ Margin และมูลค่าสินค้าคงคลัง
    🔴 2. รายได้ยังมีแนวโน้มผันผวน
    แม้ Q2/2569 กำไรดีขึ้น แต่ยอดขายลดลงกว่า 34% YoY ดังนั้นต้องดูว่าการฟื้นตัวของกำไรเกิดจาก การเติบโตของปริมาณขาย หรือเกิดจาก Margin ที่ดีขึ้นชั่วคราว
    🔴 3. ความเสี่ยงจากสินค้าคงคลัง
    ธุรกิจเหล็กต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง การถือ Stock จำนวนมากในช่วงที่ราคาเหล็กปรับตัวลงอาจกระทบกำไรและกระแสเงินสด
    🔴 4. การแข่งขันสูง
    ตลาดเหล็กมีผู้ประกอบการจำนวนมาก และสินค้าโภคภัณฑ์มีการแข่งขันด้านราคา ทำให้การรักษา Margin ในระยะยาวไม่ง่าย
    🔴 5. การฟื้นตัวของกำไรยังต้องพิสูจน์
    ปี 2568 THE ยังขาดทุนสุทธิประมาณ 68.56 ล้านบาท แม้ขาดทุนน้อยกว่าปี 2567 ที่ประมาณ 81.36 ล้านบาท
    ดังนั้นกำไร Q2/2569 ถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่สำคัญ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นแนวโน้มถาวร
  6. มุมมองเชิงเทคนิค
    ราคาปิด 18 ก.ย. 2569 = 1.09 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือ 1.87% ปริมาณซื้อขาย 170,800 หุ้น
    จากข้อมูลราคาในช่วงที่ผ่านมา หุ้นเคยขึ้นไปถึงบริเวณ 1.30 บาท ก่อนปรับตัวลง โดย SET Factsheet ระบุกรอบ 52 สัปดาห์ประมาณ 0.54–1.30 บาท
    ในเชิงกราฟ ผมมองโซนสำคัญแบบนี้:
    แนวรับ
    1.05–1.07 บาท
    1.00 บาท
    0.90–0.95 บาท
    แนวต้าน
    1.12–1.15 บาท
    1.20 บาท
    1.30 บาท
    ภาพที่น่าสนใจคือ หากราคาสามารถกลับไป ยืนเหนือ 1.12–1.15 บาท พร้อม Volume เพิ่มขึ้น จะเป็นสัญญาณว่ากำลังพยายามเปลี่ยนจากการแกว่งพักตัวไปเป็นรอบฟื้นตัว
    แต่ถ้าหลุด 1.00 บาท อย่างมีนัยสำคัญ ภาพทางเทคนิคจะกลับมาอ่อนแรงอีกครั้ง
    สำหรับ THE หุ้นตัวนี้ควรให้ความสำคัญกับ Volume + ราคาเหล็ก + ผลประกอบการ มากกว่าดูกราฟเพียงอย่างเดียว

7. ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ผมมองว่ามี 4 ตัวแปรสำคัญ ที่จะเป็นตัวชี้ทิศทาง THE ในระยะต่อไป

ตัวแปรสิ่งที่ต้องดู
🏭 ปริมาณขายยอดขายกลับมาเติบโตหรือไม่
🧱 ราคาเหล็กMargin ยังรักษาระดับสูงได้หรือไม่
💰 หนี้ระยะสั้นลดลงต่อหรือกลับมาเพิ่ม
📦 Inventoryหมุนเร็วขึ้นหรือเกิด Stock สะสม

โดยเฉพาะ Q3/2569 จะมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยตอบว่า Q2 ที่กำไรพุ่งขึ้นนั้นเป็นการฟื้นตัวของธุรกิจจริง หรือเป็นผลจากจังหวะของราคาเหล็กและ Margin ในช่วงนั้น
🔎 สรุป THE แบบ “สายหุ้นเทคนิค + พื้นฐาน”
THE = หุ้นเหล็กที่กำลังอยู่ในช่วงจับตาการฟื้นตัวของกำไร
จุดน่าสนใจคือ Q2/69 พลิกมีกำไร 94.38 ล้านบาท, Gross Profit เพิ่มขึ้นแรง และ D/E ลดลงมาอยู่ประมาณ 0.53 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นล่าสุดยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุด 52 สัปดาห์ค่อนข้างมาก
แต่โจทย์ใหญ่คือ “กำไรจะรักษาระดับนี้ได้หรือไม่” เพราะรายได้ Q2 ลดลงมาก และธุรกิจเหล็กมีความผันผวนตามราคาเหล็กและปริมาณคำสั่งซื้อ
เชิงพื้นฐาน: จุดเปลี่ยนอยู่ที่การรักษา Margin + ลดหนี้ + บริหาร Stock
เชิงเทคนิค: จับตา 1.12–1.15 บาท เป็นโซนที่ราคาต้องผ่านเพื่อยืนยันแรงฟื้นตัว และ 1.00–1.07 บาท เป็นโซนที่ควรติดตามแรงรับ


Disclaimer

ใส่ความเห็น