ONE REPORT ANALYSIS

วิเคราะห์ หุ้น STGT บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น STGT บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น STGT บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) STGT อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ (Personal Products & Pharmaceuticals) อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products)





บริษัท Sri Trang Gloves (Thailand) Public Company Limited เป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของไทย มีทรัพย์สินหลักกระจายทั้ง “สำนักงาน – โรงงาน – สาขาในไทยและต่างประเทศ” โดยสรุปได้ดังนี้
1) สำนักงานใหญ่ (Head Office)
กรุงเทพฯ
อาคาร Park Ventures Ecoplex ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน
ใช้เป็นสำนักงานใหญ่ด้านบริหาร การเงิน และการตลาด
2) โรงงานผลิตหลัก (Factories)
บริษัทมีโรงงานผลิตถุงมือยางในประเทศไทย (ภาคใต้เป็นหลัก) โดยข้อมูลหลัก ได้แก่
โรงงานหลัก 3 แห่ง
สงขลา (หาดใหญ่)
สุราษฎร์ธานี (กาญจนดิษฐ์)
ตรัง (กันตัง)
เป็นฐานการผลิตหลักของบริษัท (Latex & Nitrile Gloves)
โรงงาน/สาขาการผลิตเพิ่มเติม (ตามโครงสร้างปัจจุบัน)
(รวมประมาณ 6 โรงงาน/หลายไลน์ผลิต)
ชุมพร
สุราษฎร์ธานี
ตรัง
หาดใหญ่ (สงขลา)
สะเดา P.S. (สงขลา)
Anvar (สงขลา)
รวมแล้วบริษัทมีหลาย “Production Lines” กระจายหลายจังหวัด และกำลังการผลิตระดับหลายหมื่นล้านชิ้น/ปี

5) ทรัพย์สินด้านโลจิสติกส์ (รถ / ขนส่ง)
แม้ไม่มีการเปิดเผยจำนวน “รถ” ชัดเจน แต่จากลักษณะธุรกิจ:
มีระบบขนส่งสินค้า (Logistics fleet)
ใช้ทั้งรถบรรทุกภายในประเทศ + ส่งออกทางเรือ
เชื่อมกับบริษัทแม่ (Sri Trang Group) ที่มีเครือข่ายยางครบวงจร
ลักษณะเป็น “Asset-heavy supply chain”
6) ที่ดิน (Land / Industrial Assets)
ที่ดินโรงงานในภาคใต้หลายจังหวัด (สงขลา, ตรัง, สุราษฎร์, ชุมพร)
อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบยางพารา
เชื่อมกับบริษัทแม่ Sri Trang Agro-Industry Public Company Limited ซึ่งมี:
โรงงานยาง
ศูนย์รวบรวมน้ำยาง
พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก
ทำให้ STGT มี “ห่วงโซ่อุปทานครบวงจร”


3) สาขาในประเทศไทย (Branches)
สาขาที่สำคัญ (ใช้เป็นทั้งโรงงาน + ศูนย์ปฏิบัติการ)
ชุมพร
สุราษฎร์ธานี
ตรัง
หาดใหญ่ (สงขลา)
สะเดา (Songkhla)
Anvar (Songkhla)
ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ “ภาคใต้” ใกล้แหล่งวัตถุดิบน้ำยาง
4) สำนักงาน/บริษัทในต่างประเทศ
เพื่อรองรับการขายทั่วโลก
สหรัฐอเมริกา (Chicago)
จีน (Shanghai)
เวียดนาม
สิงคโปร์
อินโดนีเซีย
ฟิลิปปินส์
ใช้เป็น Sales office / Distribution hub



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจหุ้น STGT
บริษัท Sri Trang Gloves (Thailand) Public Company Limited เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยางทางการแพทย์และอุตสาหกรรม ซึ่งมีความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม ดังนี้

ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินค้า
รายได้หลักของ STGT มาจากธุรกิจถุงมือยางเป็นหลัก หากความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้ลดลง บริษัทอาจได้รับผลกระทบมากกว่าบริษัทที่มีการกระจายธุรกิจหลากหลาย
สรุปสำหรับนักลงทุน
ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของ STGT ในปัจจุบัน คือ
การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
ภาวะอุปทานถุงมือยางล้นตลาด
ค่าเงินบาทแข็งค่า
ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
หากอุตสาหกรรมถุงมือยางกลับเข้าสู่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงบริษัทสามารถเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูงและควบคุมต้นทุนได้ดี STGT มีโอกาสฟื้นตัวของกำไรในระยะยาวได้ แต่ยังถือเป็นหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) ที่ผลประกอบการผันผวนตามภาวะอุตสาหกรรมโลกค่อนข้างมาก.

ความเสี่ยงจากการแข่งขันรุนแรงในอุตสาหกรรม
ตลาดถุงมือยางมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรายใหญ่ในมาเลเซียและจีนที่มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดสงครามราคาและกดดันอัตรากำไรของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงจากอุปทานล้นตลาด (Oversupply)
หลังสถานการณ์ COVID-19 ผู้ผลิตทั่วโลกเร่งขยายกำลังการผลิต ทำให้ปริมาณถุงมือยางในตลาดสูงกว่าความต้องการ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยลดลงและการแข่งขันรุนแรงขึ้น

ความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบผันผวน
วัตถุดิบหลัก ได้แก่ น้ำยางธรรมชาติและยางไนไตรล์ ซึ่งมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และอุปสงค์-อุปทาน หากต้นทุนปรับขึ้นเร็วกว่าราคาขาย จะกระทบต่อกำไรของบริษัทโดยตรง

ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
STGT ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง รายได้ส่วนใหญ่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจทำให้รายได้และกำไรเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทลดลง

ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออก
รายได้หลักของบริษัทมาจากต่างประเทศ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เกิดมาตรการกีดกันทางการค้า หรือความต้องการถุงมือยางลดลง อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและมาตรฐานทางการแพทย์
สินค้าของบริษัทต้องผ่านมาตรฐานจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม อาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานได้

ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG
ธุรกิจผลิตถุงมือยางใช้พลังงาน น้ำ และสารเคมีจำนวนมาก หากมีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลให้บริษัทต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรักษามาตรฐาน ESG และความยั่งยืนของธุรกิจ


ข้อมูล ณ วันที่ 21 เม.ย. 2568



พัฒนาการที่สำคัญของ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สามารถสรุปตามลำดับเหตุการณ์หลักได้ดังนี้
ระยะเริ่มต้นและการปรับโครงสร้าง (ก่อนปี 2562)
ปี 2560
ธุรกิจถุงมือยางของกลุ่มศรีตรังถูกพัฒนาอย่างจริงจัง และเปลี่ยนชื่อเป็น “ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)”
กลุ่มบริษัทเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจถุงมือยาง ทำให้เป็นธุรกิจหลักมากขึ้น
ปี 2562
ควบรวมกิจการกับบริษัท ไทยกอง จำกัด (มหาชน) (TK)
เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชน ใช้ชื่อ “ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” อย่างเป็นทางการ
การเติบโตและขยายธุรกิจ (ปี 2562–2563)
ปรับโครงสร้างธุรกิจในต่างประเทศ (จีน และสหรัฐฯ) ให้รวมอยู่ภายใต้ STGT เพื่อเน้นธุรกิจถุงมือยางโดยเฉพาะ
ปี 2563
เสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตในระดับสากล
การขยายตลาดต่างประเทศ (ปี 2564–2565)
ปี 2564
จัดตั้งบริษัทย่อยในเวียดนาม เพื่อขยายตลาดถุงมือยาง
ปี 2565
จัดตั้งบริษัทในสหรัฐอเมริกา (Sri Trang Responsible Gloves Supply Inc.)
จัดตั้งบริษัทในฟิลิปปินส์ (Sri Trang Gloves Philippines Inc.)
สะท้อนการรุกตลาดโลกอย่างชัดเจน
การเติบโตเชิงกลยุทธ์และความยั่งยืน (ปี 2566–ปัจจุบัน)
ขยายเครือข่ายการจำหน่ายและธุรกิจไปยังหลายประเทศ
ปี 2567
เริ่มจำหน่ายถุงมือยางที่สอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม (EUDR)
มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ภายในปี 2050 และ Carbon Neutral ภายในปี 2030
ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เช่น องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (CALO)
ภาพรวมพัฒนาการ
จากธุรกิจถุงมือยางในกลุ่มศรีตรัง → สู่บริษัทมหาชนระดับโลก
เติบโตจากการ ควบรวมกิจการ + IPO + ขยายต่างประเทศ
ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลก ส่งออกกว่า 170 ประเทศ

กระบวนการในสายการผลิต
เป็นขั้นตอนการขึ้นรูปถุงมือบนแบบพิมพ์มือ (Former) ครอบคลุมกระบวนการสำคัญ ได้แก่ การทำความสะอาดและเตรียมแบบพิมพ์ การจุ่ม
สารเคมี การขึ้นรูปและคงรูป (Vulcanization) การอบแห้ง การล้าง และการปรับสภาพผิว โดยรายละเอียดของกระบวนการ สูตรส่วนผสม
และสภาวะการผลิตจะแตกต่างกันตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ได้แก่
ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง
ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง
ถุงมือยางไนไตรล์








วิเคราะห์หุ้น STGT บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
Sri Trang Gloves (Thailand) PCL เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยางทางการแพทย์และอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติ (Latex Gloves) และถุงมือไนไตรล์ (Nitrile Gloves) ส่งออกไปทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย
จุดแข็งของ STGT

  1. ผู้นำอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทย
    STGT เป็นหนึ่งในผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลก และมีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการอยู่ในกลุ่มธุรกิจยางครบวงจรของ Sri Trang Agro-Industry ทำให้สามารถบริหารวัตถุดิบได้ดีเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  2. ฐานะการเงินแข็งแรง
    ปี 2025 บริษัทมีสินทรัพย์รวมประมาณ 44,745 ล้านบาท หนี้สินเพียง 7,504 ล้านบาท และมี D/E Ratio เพียง 0.20 เท่า ถือว่าหนี้ต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายบริษัทในอุตสาหกรรม
  3. กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวก
    แม้กำไรสุทธิจะอ่อนตัว แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปี 2025 ยังอยู่ที่เกือบ 4,000 ล้านบาท แสดงว่าธุรกิจหลักยังสร้างเงินสดได้ดี
    ความท้าทายของ STGT
  4. อุตสาหกรรมถุงมือยังเผชิญภาวะล้นตลาด
    หลังโควิด ผู้ผลิตทั่วโลกขยายกำลังการผลิตจำนวนมาก ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงและกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง
  5. ราคาขายเฉลี่ยยังถูกกดดัน
    ปี 2025 รายได้ลดลง 4.5% เหลือประมาณ 23,890 ล้านบาท ขณะที่บริษัทพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 108 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายถุงมืออ่อนตัวและมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากเหตุการณ์น้ำท่วมบางโรงงาน
  6. กำไรยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด
    กำไรสุทธิปี 2021 เคยสูงถึงกว่า 23,700 ล้านบาท แต่ปี 2025 กลายเป็นขาดทุนเล็กน้อย สะท้อนว่าอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วงปรับสมดุลหลังยุคโควิด

ผลประกอบการย้อนหลัง


มุมมองทางเทคนิคและพื้นฐาน
ระยะสั้น
ราคาหุ้นยังเคลื่อนไหวตามแนวโน้มอุตสาหกรรมถุงมือโลก
นักลงทุนจับตาการฟื้นตัวของราคาขายเฉลี่ย (ASP)
หากผลประกอบการกลับมาเป็นกำไรต่อเนื่อง อาจเป็นตัวเร่งสำคัญของราคา
ระยะกลาง-ยาว
จุดเด่นคือฐานะการเงินแข็งแรง หนี้ต่ำ
มีโอกาสได้ประโยชน์หากอุปทานถุงมือส่วนเกินเริ่มลดลง
การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ และยุโรปเป็นปัจจัยสำคัญในอนาคต
สรุป
STGT เป็นหุ้น Turnaround ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสายฟื้นตัว (Recovery Play)
✅ ผู้นำธุรกิจถุงมือยางระดับโลก
✅ ฐานะการเงินแข็งแรง หนี้ต่ำ
✅ กระแสเงินสดยังดี
✅ มีโอกาสฟื้นตัวหากอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุด
⚠️ แต่ยังต้องเผชิญการแข่งขันสูงและแรงกดดันด้านราคาขาย
⚠️ กำไรยังไม่กลับสู่ระดับปกติ
หากราคาถุงมือโลกเริ่มฟื้นและอุปทานส่วนเกินลดลง STGT อาจเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในกลุ่มยางและการแพทย์ของไทยในรอบถัดไป 📈🧤


Disclaimer

ใส่ความเห็น