วิเคราะห์ หุ้น SFT บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น SFT บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น SFT บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) SFT อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม MAI สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)




รอบผลประกอบการเงินปันผล (ต่อหุ้น)หน่วยวันจ่ายปันผลประเภท
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 25680.07บาท22 พ.ค. 2569เงินปันผล
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 25670.03บาท23 พ.ค. 2568เงินปันผล
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 25660.05บาท23 พ.ค. 2567เงินปันผล
01 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 25650.07บาท19 พ.ค. 2566เงินปันผล
01 ม.ค. 2564 – 31 ธ.ค. 25640.10บาท17 พ.ค. 2565เงินปันผล
01 ม.ค. 2563 – 31 ธ.ค. 25630.07บาท25 พ.ค. 2564เงินปันผล

ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SFT ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหดรัดรูป บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับงานพิมพ์ โดยมีทรัพย์สินสำคัญ ได้แก่ ที่ดิน อาคารสำนักงานและโรงงาน เครื่องจักรผลิตและพิมพ์ ตลอดจนสินทรัพย์ที่ใช้สนับสนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์

  1. ทรัพย์สินหลักที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ
    1. ที่ดินและอาคารโรงงาน
      ใช้เป็นสถานที่ตั้งโรงงานผลิต พื้นที่ติดตั้งเครื่องจักร พื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงอาคารสำนักงานที่ใช้บริหารงานของบริษัท
    2. เครื่องจักรและอุปกรณ์การพิมพ์
      เครื่องจักรสำหรับผลิตฉลากฟิล์มหดด้วยระบบกราเวียร์ (Gravure Printing) และระบบดิจิทัล (Digital Printing) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการผลิตฉลากให้กับลูกค้า
    3. อุปกรณ์ผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป
      ใช้ผลิตฉลากที่หุ้มบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดเครื่องดื่ม ขวดสินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์สินค้าอื่น ๆ
    4. เครื่องจักรและอุปกรณ์ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว
      ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์จากฟิล์มที่มีความยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอื่น ๆ
    5. แม่พิมพ์และอุปกรณ์การพิมพ์
      แม่พิมพ์ลูกกลิ้งพิมพ์ (Printing Cylinder) ใช้ถ่ายทอดลวดลายและสีลงบนวัสดุสำหรับผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์
      ข้อมูลกลุ่มผลิตภัณฑ์และการลงทุนในอาคารกับเครื่องจักรสอดคล้องกับข้อมูลบริษัทและเอกสารการประชุมผู้ถือหุ้นของ SFT
  2. มูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
    ข้อมูลจากเอกสารบริษัทระบุว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 SFT มีสินทรัพย์สุทธิที่ใช้ในการประกอบธุรกิจรวม 557.87 ล้านบาท โดยรายละเอียดในรายงานประกอบด้วยที่ดินและทรัพย์สินอื่นที่ใช้ในการดำเนินงาน

สำหรับข้อมูลทางการเงินในช่วงหลัง มีรายละเอียดดังนี้

รายการมูลค่า
สินทรัพย์รวม ณ 31 ธ.ค. 25681,116.98 ล้านบาท
สินทรัพย์รวม ณ 30 มิ.ย. 25691,224.31 ล้านบาท
ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant and Equipment) ณ 30 มิ.ย. 2568575.61 ล้านบาท

ที่มา: ข้อมูลทางการเงินของบริษัทและเอกสารวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

ข้อควรทราบ: สินทรัพย์รวมไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจโดยตรงทั้งหมด และตัวเลขที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ข้างต้นเป็นข้อมูล ณ คนละวัน จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบโดยตรงโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม


กลุ่มบริษัทในเครือ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
หุ้น SFT จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหดรัดรูปและบรรจุภัณฑ์ โดยมีเทคโนโลยีการพิมพ์หลายรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค

  1. กลุ่มบริษัทในเครือและบริษัทย่อย
    จากข้อมูลบริษัทและเอกสารที่ตรวจสอบได้ในเบื้องต้น ยังไม่สามารถยืนยันรายชื่อบริษัทย่อยหรือบริษัทในเครือของ SFT พร้อมสัดส่วนการถือหุ้นได้อย่างครบถ้วน จึงไม่ควรระบุชื่อบริษัทอื่นว่าเป็นบริษัทในเครือโดยไม่มีหลักฐานยืนยันจากรายงานทางการ
    สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก รายงานประจำปี 2568 (แบบ 56-1 One Report) ของ SFT ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบโครงสร้างกลุ่มบริษัทและการลงทุนของกิจการ
  2. ธุรกิจหลักของ SFT ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกลุ่ม
    1. ผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป (Shrink Sleeve Labels)
      ผลิตฉลากสำหรับบรรจุภัณฑ์ด้วยระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure) และดิจิทัล (Digital) เพื่อรองรับสินค้าหลากหลายประเภท
    2. บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging)
      ผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุฟิล์มที่สามารถนำไปใช้ห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้า
    3. ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
      ได้แก่ แม่พิมพ์สำหรับงานพิมพ์ (Printing Cylinder) และผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์
  3. ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน
    • โครงสร้างการถือหุ้น: ควรตรวจสอบรายชื่อบริษัทย่อย บริษัทร่วม และสัดส่วนการลงทุนจาก One Report ปี 2568 ก่อนสรุปโครงสร้างกลุ่มบริษัท
    • การเชื่อมโยงธุรกิจ: ธุรกิจหลักของ SFT อยู่ในห่วงโซ่การผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์ แต่ไม่ควรตีความว่าผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายที่เกี่ยวข้องเป็นบริษัทในเครือโดยอัตโนมัติ
    • ผลต่อผลประกอบการ: ควรพิจารณารายได้ กำไร และสินทรัพย์ของแต่ละกิจการ รวมถึงรายการระหว่างกัน หากมีการลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม


งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


วิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SFT ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหดรัดรูป (Shrink Sleeve Label) บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) และแม่พิมพ์สำหรับงานพิมพ์ โดยมีลูกค้าจากธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์เป็นส่วนประกอบสำคัญ
ความเสี่ยงสำคัญของ SFT อยู่ที่ ต้นทุนวัตถุดิบ ความสามารถในการรักษาอัตรากำไร การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และการใช้กำลังการผลิตให้คุ้มค่า ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อกำไรและกระแสเงินสดของบริษัท

  1. ความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบผันผวน
    • บริษัทต้องใช้ฟิล์มและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบรรจุภัณฑ์ ซึ่งต้นทุนอาจเปลี่ยนแปลงตามราคาวัตถุดิบในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน
    • หากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องได้ทัน อาจทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
    • การสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าช่วยลดความผันผวนได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากราคาตลาดลดลงหลังจากซื้อวัตถุดิบในราคาสูง บริษัทอาจเสียเปรียบด้านต้นทุน
      บริษัทเคยระบุแนวทางจัดซื้อวัตถุดิบโดยกำหนดราคาล่วงหน้าเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน
  2. ความเสี่ยงจากการแข่งขันและแรงกดดันด้านราคา
    • ธุรกิจฉลากและบรรจุภัณฑ์มีการแข่งขันทั้งด้านราคา คุณภาพ ความรวดเร็วในการส่งมอบ และความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์
    • หากคู่แข่งเสนอราคาต่ำกว่า หรือมีเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยลดต้นทุนได้ดีกว่า SFT อาจต้องปรับราคาขายเพื่อรักษาฐานลูกค้า
    • การแข่งขันด้านราคาอาจทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรไม่เพิ่มตาม หากบริษัทต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูง
      ประเด็นที่ต้องติดตาม: การเติบโตของรายได้ควรเกิดควบคู่กับการรักษาอัตรากำไร ไม่ใช่การเพิ่มยอดขายด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียว
  3. ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อ
    ความต้องการฉลากและบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับยอดขายสินค้าของลูกค้า หากลูกค้าลดการผลิต ลดสินค้าคงคลัง หรือชะลอการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ปริมาณคำสั่งซื้อที่ส่งมายัง SFT อาจลดลงตามไปด้วย
    • รายได้อาจผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค
    • ลูกค้ารายใหญ่อาจมีอำนาจต่อรองด้านราคาและเงื่อนไขการชำระเงินสูง
    • การพึ่งพาลูกค้าหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่มมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงหากกลุ่มนั้นชะลอตัวพร้อมกัน
  4. ความเสี่ยงจากกำลังการผลิตและการลงทุน
    SFT มีการลงทุนในเครื่องจักรและพัฒนาระบบการพิมพ์ รวมถึงระบบเฟล็กโซ (FLEXO) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ
    ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
    • หากคำสั่งซื้อไม่เพียงพอ เครื่องจักรและโรงงานอาจถูกใช้งานไม่เต็มกำลัง ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น
    • หากลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม แต่ยอดขายเติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจต่ำกว่าคาด
    • เครื่องจักรขัดข้องหรือการหยุดผลิตอาจทำให้ส่งมอบสินค้าไม่ทันและกระทบความเชื่อมั่นของลูกค้า
  5. ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของบรรจุภัณฑ์
    ลูกค้าอาจต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากเดิม เช่น งานพิมพ์คุณภาพสูง การผลิตล็อตเล็ก การออกแบบเฉพาะแบรนด์ และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • หากบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีไม่ทันความต้องการของตลาด อาจเสียโอกาสในการรับคำสั่งซื้อใหม่
    • การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดของลูกค้า อาจทำให้ต้องลงทุนในเครื่องจักรหรือวัสดุรูปแบบใหม่
    • หากผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ได้รับการตอบรับตามเป้าหมาย บริษัทอาจมีต้นทุนในการพัฒนาสินค้าโดยไม่สามารถสร้างรายได้กลับมาได้ตามที่คาดหวัง
  6. ความเสี่ยงจากคุณภาพสินค้าและการส่งมอบ
    ธุรกิจฉลากบรรจุภัณฑ์ต้องควบคุมสี ความคมชัด ขนาด ความสม่ำเสมอ และคุณสมบัติของวัสดุให้ตรงตามข้อกำหนดของลูกค้า
    หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือส่งมอบล่าช้า อาจเกิดการคืนสินค้า การผลิตซ้ำ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และความเสียหายต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่มีสายการผลิตต่อเนื่องและกำหนดเวลาส่งมอบอย่างเข้มงวด
  7. ความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน
    แม้บริษัทจะมียอดขาย แต่หากลูกค้าชำระเงินล่าช้า ขณะที่บริษัทต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการผลิตอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเกิดแรงกดดันต่อกระแสเงินสดได้
    ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ในปี 2568 SFT มีรายได้ประมาณ 1,058.28 ล้านบาท กำไรสุทธิ 67.01 ล้านบาท และกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก 158.34 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 12.97 ล้านบาท เทียบกับ 19.47 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน 5.63 ล้านบาท
    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผลประกอบการทั้งปี 2568 จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 แต่ควรติดตามผลประกอบการและกระแสเงินสดรายไตรมาสอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าการเติบโตมีความสม่ำเสมอเพียงใด
  8. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจ
    หากบริษัทมีการจัดซื้อวัตถุดิบหรือทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอาจส่งผลต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันได้
    นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลต่อปริมาณการผลิตของลูกค้า ราคาวัตถุดิบ และต้นทุนพลังงาน ทั้งนี้ ผลกระทบจริงจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนธุรกรรมต่างประเทศ เงื่อนไขการซื้อขาย และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า

สรุปความเสี่ยงหุ้น SFT สำหรับนักลงทุน

ประเด็นความเสี่ยงสิ่งที่ควรติดตาม
ต้นทุนวัตถุดิบราคาฟิล์ม ต้นทุนต่อหน่วย และอัตรากำไรขั้นต้น
การแข่งขันการเติบโตของยอดขายควบคู่กับกำไร
คำสั่งซื้อรายได้จากลูกค้าและปริมาณการผลิต
การลงทุนการใช้กำลังการผลิตและผลตอบแทนจากเครื่องจักร
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมการพัฒนาสินค้าและความต้องการของลูกค้า
เงินทุนหมุนเวียนกระแสเงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ
อัตราแลกเปลี่ยนต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและผลกระทบจากค่าเงิน

มุมมองสำหรับนักลงทุน: ความเสี่ยงสำคัญของ SFT คือความสามารถในการเปลี่ยนยอดขายให้เป็นกำไรและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนควรพิจารณาอัตรากำไรขั้นต้น ปริมาณคำสั่งซื้อ การใช้กำลังการผลิต และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานควบคู่กัน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะการเติบโตของรายได้หรืออัตราส่วนราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว


ข้อมูล ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569

ลำดับผู้ถือหุ้นจำนวนหุ้น (หุ้น)%หุ้น
1MR. Sung Cheong Tsoi104,010,00023.64
2น.ส. จุไรรัตน์ พงษ์สอน77,010,00017.50
3นาง สุกัญญา ทอย64,000,00014.55
4นาย สมิทธ์ ทอย32,000,0007.27
5นาง จารุณี ชินวงศ์วรกุล30,520,3006.94
6นาย กิตติ ปิยะตรึงส์16,800,0003.82
7น.ส. วศินี ปิยะตรึงส์16,800,0003.82
8น.ส. ศิริพร ปิยะตรึงส์16,800,0003.82
9น.ส. พวงเพชร ปิยะตรึงส์6,500,0001.48
10น.ส. ศิวรัตน์ โชติหิรัญวรศิริ5,499,4001.25
11นาย ภาคภูมิ สุรวิทย์4,500,8001.02
12นาย มนัส ปิยะตรึงส์4,321,9000.98
13นาย คเชนทร์ เบญจกุล3,722,9000.85
14น.ส. อุไรวรรณ แซ่หลี2,955,0000.67
15นาง อรรัตน์ โรจน์ทินกร2,394,6000.54
16น.ส. กนกวรรณ ปาลพันธุ์2,371,5000.54

ลำดับรายชื่อตำแหน่ง
1นาย กฤษณะ วจีไกรลาศประธานกรรมการบริษัท, กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ
2นาย ซุง ชง ทอยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ
3นาย กิตติ ปิยะตรึงส์กรรมการ
4นางสาว วศินี ปิยะตรึงส์กรรมการ
5นาย สมิทธ์ ทอยกรรมการ
6นางสาว ศันธยา กิตติโกวิทกรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ
7นาย สุธีร์ สธนสถาพรกรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ

พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
หุ้น SFT (Shrinkflex (Thailand) PCL) เป็นหุ้นในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ โดยธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายฟิล์มหดรัดรูปและฉลากบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุตสาหกรรม
หากต้องการวิเคราะห์พัฒนาการของ SFT สำหรับนักลงทุน ควรติดตามทั้งการขยายกำลังการผลิต การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มฐานลูกค้า และความสามารถในการทำกำไร เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อแนวโน้มผลประกอบการและมูลค่าหุ้นในระยะยาว
สรุปพัฒนาการสำคัญของ SFT ตามช่วงเวลา
ปี 2550–2557: วางรากฐานธุรกิจการพิมพ์

  • ก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550
  • พัฒนาการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยระบบพิมพ์กราเวียร์
  • เริ่มนำระบบพิมพ์ดิจิทัลมาใช้ในปี 2557 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตและตอบสนองความต้องการของลูกค้า
    ปี 2558–2563: ยกระดับเทคโนโลยีและเข้าสู่ตลาดทุน
  • ลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตเพิ่มเติม
  • ได้รับการรับรอง ISO 9001:2015 ในปี 2560
  • แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 2563 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563
    ปี 2564–2566: ขยายกำลังการผลิตและธุรกิจใหม่
  • เริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ในปี 2564 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ
  • ขยายเข้าสู่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์อ่อน (Flexible Packaging)
  • ในปี 2566 ลงทุนเครื่องทำซอง เครื่องกรอม้วนฟิล์ม และเครื่องพิมพ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต
    ปี 2567–2568: เพิ่มศักยภาพและมุ่งสู่ความยั่งยืน
  • ลงทุนเครื่องพิมพ์ระบบเฟล็กโซ (Flexographic Printing) เพื่อรองรับฉลากและบรรจุภัณฑ์อ่อน
  • ในปี 2568 ได้รับการรับรอง Carbon Footprint of Product สำหรับผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดและบรรจุภัณฑ์อ่อน
  • พัฒนาบรรจุภัณฑ์ PE Mono Material ที่สามารถรีไซเคิลได้ และได้รับการรับรองสมาชิก CAC ด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน
    ปี 2569: มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิม
  • เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของระบบพิมพ์ Flexo ในไตรมาส 1/2569
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบพิมพ์กราเวียร์และการจัดสรรงานผลิต
  • เน้นใช้กำลังการผลิตและเครื่องจักรให้คุ้มค่า เพื่อสนับสนุนการเติบโตของรายได้และกำไร
    ผลประกอบการที่นักลงทุนควรติดตาม
    ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แสดงให้เห็นว่าผลประกอบการของ SFT มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่ารายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายในระบบการพิมพ์ต่าง ๆ ปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ลดลงบางส่วนจากเงินบาทแข็งค่า
สำหรับปี 2569 ข้อมูลไตรมาส 1 ระบุรายได้จากการดำเนินงาน 250.7 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13.0 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลหกเดือนแรกของปีจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุรายได้รวม 543.71 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 33.20 ล้านบาท
มุมมองสำหรับนักลงทุน: จุดเด่นและความเสี่ยง
ปัจจัยสนับสนุน

  • มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งฉลากฟิล์มหด บรรจุภัณฑ์อ่อน และผลิตภัณฑ์อื่น
  • การลงทุนระบบ Flexo ช่วยเพิ่มทางเลือกในการให้บริการลูกค้า
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
  • ราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน
  • การแข่งขันด้านราคาและต้นทุนพลังงาน
  • ความสามารถในการใช้กำลังการผลิตให้คุ้มค่าหลังลงทุนเครื่องจักร
  • กำไรที่ผันผวนระหว่างปี จึงไม่ควรประเมินจากรายได้เพียงอย่างเดียว

สรุปสไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค: SFT กำลังเดินหน้าจากธุรกิจฉลากฟิล์มหดรัดรูปไปสู่การเป็นผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น จุดสำคัญคือการเปลี่ยนกำลังการผลิตและเทคโนโลยีที่ลงทุนไปให้กลายเป็นยอดขายและกำไรอย่างต่อเนื่อง
นักลงทุนควรติดตามงบไตรมาสถัดไป อัตรากำไรขั้นต้น กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และการเติบโตของธุรกิจ Flexible Packaging ควบคู่กับกราฟราคาและปริมาณซื้อขาย ทั้งนี้ พัฒนาการของธุรกิจไม่ได้รับประกันว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น


งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการ
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด16.0020.6926.0518.7619.80
ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ188.58185.39191.09212.98221.81
สินค้าคงเหลือ250.38256.42260.88239.81292.55
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน471.75483.78486.97493.67552.95
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ557.87594.91556.51575.61606.78
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน630.23675.43630.01653.68671.36
รวมสินทรัพย์1,101.981,159.201,116.981,147.351,224.31
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืม72.4447.612.7151.1878.25
เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ126.67148.23145.56136.34147.40
หนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี19.5837.9438.7438.7448.24
รวมหนี้สินหมุนเวียน232.76248.41202.68241.39290.13
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน113.06150.52104.94126.21122.42
รวมหนี้สิน345.82398.93307.61367.60412.54
ทุนจดทะเบียน220.00220.00220.00220.00220.00
ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า220.00220.00220.00220.00220.00
ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น378.76378.76378.76378.76378.76
กำไร(ขาดทุน)สะสม157.40161.52210.61180.99213.01
หุ้นทุนรับซื้อคืน–––––
หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย–––––
องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น–––––
– ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) ทุน–––––
รวมส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่756.16760.27809.37779.75811.77
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย–––––

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการ
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ920.00978.821,052.79540.88533.81
รายได้อื่น5.765.285.491.299.90
รวมรายได้925.76984.101,058.28542.18543.71
ต้นทุน754.19814.23830.24426.73426.99
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร124.42131.44134.8066.8069.90
รวมต้นทุนและค่าใช้จ่าย878.62945.67965.04493.61496.89
EBITDA123.70119.19170.7187.0287.22
ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย76.5580.7677.4738.4540.40
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้47.1438.4393.2448.5746.83
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่30.2224.1467.0134.4833.20
กำไรต่อหุ้น (บาท)0.070.050.150.080.08

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการ
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน77.0399.61158.3461.7613.17
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน-137.10-78.29-31.64-21.31-85.77
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน45.12-16.63-121.33-42.3866.34
เงินสดสุทธิ-14.954.685.37-1.93-6.26

งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า)5.235.594.724.81
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน)69.7365.2677.3275.88
อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (เท่า)3.213.213.513.12
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (วัน)113.59113.71103.86116.98
อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (เท่า)5.925.655.645.85
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (วัน)61.6264.5864.7762.35
วงจรเงินสด (วัน)121.70114.39116.41130.51

วิเคราะห์กราฟเทคนิคหุ้น SFT
สไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค | Technical Stock Analysis
หุ้น SFT — บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ควรวิเคราะห์ทั้งแนวโน้มราคา แนวรับ–แนวต้าน ปริมาณซื้อขาย และแรงซื้อขายของนักลงทุน เพื่อประเมินว่าราคากำลังสะสมกำลัง ฟื้นตัว หรือมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อ
หัวใจสำคัญของการอ่านกราฟคือ อย่าดูแค่ราคาขึ้นหรือลง แต่ต้องดูว่าราคายืนเหนือแนวสำคัญได้หรือไม่ และมีวอลุ่มสนับสนุนหรือเปล่า
ราคาปิดล่าสุด 23 ต.ค. 2569
1.50 บาท
-0.01 บาท (-0.66%)
สูงสุด 1.51 | ต่ำสุด 1.48
ปริมาณซื้อขาย
432,000 หุ้น
มูลค่าซื้อขายประมาณ 643,670 บาท

  1. อ่านกราฟ: แนวโน้มราคา
    ฟื้นตัว
    จากฐานเดิมบริเวณ 1.36–1.40 บาท
    ราคาหุ้นดีดขึ้นจากช่วงต้นเดือนกันยายนที่ระดับประมาณ 1.37 บาท มาทดสอบบริเวณ 1.50–1.56 บาท ก่อนเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวแคบลงในเดือนตุลาคม
    Sideways
    ระยะสั้นยังต้องรอเลือกทิศทาง
    ราคาปิดล่าสุดยังอยู่ในกรอบที่มีแรงซื้อขายใกล้ 1.48–1.52 บาท จึงยังไม่ควรสรุปว่าเป็นขาขึ้นรอบใหม่ จนกว่าจะผ่านแนวต้านพร้อมวอลุ่มที่สนับสนุน
  2. แนวรับ–แนวต้านสำคัญ
    กรอบราคาเฝ้าระวังจากพฤติกรรมราคาในอดีต ไม่ใช่ราคาคาดการณ์ที่รับประกัน
    แนวต้านถัดไป
    1.53–1.56 บาท
    เป็นโซนที่ราคาต้องผ่านเพื่อเพิ่มโอกาสเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น
    แนวต้านใกล้
    1.51–1.52 บาท
    ด่านแรกที่ต้องผ่านและยืนให้ได้
    แนวรับระยะสั้น
    1.48–1.49 บาท
    หากยืนได้ มีโอกาสแกว่งสะสมกำลังต่อ
    แนวรับถัดไป
    1.45–1.46 บาท
    ควรจับตาหากราคาหลุดแนวรับระยะสั้น
  3. สัญญาณเทคนิคที่ต้องติดตาม
    Price Action — พฤติกรรมราคา
    ราคายังแกว่งใกล้ 1.50 บาท การยืนเหนือ 1.52 บาทได้ต่อเนื่องจะช่วยยืนยันแรงซื้อระยะสั้น ส่วนการหลุด 1.48 บาทเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนตัว
    Volume — ปริมาณซื้อขาย
    วันที่ 22 ตุลาคมมีปริมาณซื้อขาย 432,000 หุ้น ขณะที่วันที่ 21 ตุลาคมอยู่ที่ 77,700 หุ้น จึงเห็นกิจกรรมซื้อขายเพิ่มขึ้นในวันล่าสุดที่มีข้อมูล แต่ยังต้องดูว่ามีวอลุ่มต่อเนื่องหรือไม่
    Momentum — โมเมนตัม
    ต้องติดตาม RSI และ MACD ประกอบ โดยเฉพาะสัญญาณที่เกิดพร้อมการผ่านแนวต้าน ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลอินดิเคเตอร์ที่คำนวณจากราคาปิดล่าสุดอย่างครบถ้วนเพียงพอให้ยืนยันสัญญาณซื้อ ณ ตอนนี้
  4. วางแผนรับมือ 3 สถานการณ์
    กรณีบวก: ผ่าน 1.52 บาท
    หากผ่าน 1.52 บาท และทะลุ 1.53–1.56 บาทด้วยวอลุ่มเพิ่มขึ้น จะเป็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น ควรรอการยืนยัน ไม่ไล่ราคาจากการทะลุชั่วคราว
    กรณีแกว่งตัว: 1.48–1.52 บาท
    หากราคายังอยู่ในกรอบนี้และวอลุ่มไม่เพิ่มชัดเจน แนวโน้มยังเป็นการแกว่งสะสมกำลัง ควรรอให้ราคาเลือกทางก่อนตัดสินใจ
    กรณีลบ: หลุด 1.48 บาท
    หากปิดต่ำกว่า 1.48 บาท มีโอกาสทดสอบโซน 1.45–1.46 บาท และควรประเมินความเสี่ยงใหม่หากแรงขายเพิ่มขึ้น
  5. สรุปแบบเพจหุ้นสายเทคนิค
    SFT — จับตาด่าน 1.52 บาท!
    หุ้นฟื้นตัวจากฐานเดิม แต่ระยะสั้นยังแกว่งตัวในกรอบ 1.48–1.52 บาท ด่านสำคัญคือ 1.53–1.56 บาท หากทะลุพร้อมวอลุ่ม มีโอกาสเห็นโมเมนตัมเชิงบวกชัดขึ้น แต่ถ้าหลุด 1.48 บาท ต้องระวังแรงขายกดดันต่อ
    มุมมองระยะสั้น
    รอสัญญาณยืนยัน
    แนวต้านชี้ขาด
    1.53–1.56 บาท
    แนวรับที่ต้องรักษา
    1.48 บาท
    หมายเหตุ: เป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคจากข้อมูลราคาย้อนหลัง ไม่ใช่คำแนะนำซื้อขายเฉพาะบุคคล หุ้น SFT มีมูลค่าซื้อขายค่อนข้างต่ำในหลายวัน จึงควรระวังสภาพคล่องและความผันผวนของราคา

วิเคราะห์หุ้น SFT บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET: SFT | ตลาดหุ้นไทย | สไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค
หุ้น SFT เป็นหุ้นในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ควรพิจารณาทั้ง แนวโน้มผลประกอบการ ความสามารถในการทำกำไร ต้นทุนวัตถุดิบ และสัญญาณทางเทคนิคของราคา ก่อนตัดสินใจลงทุน

  1. SFT ทำธุรกิจอะไร?
    บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหด (Shrink Sleeve Label) และงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งนำไปใช้กับสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เครื่องดื่ม อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค
    จุดที่น่าจับตาคือ ความต้องการบรรจุภัณฑ์ของลูกค้า ต้นทุนฟิล์มและวัตถุดิบ ประสิทธิภาพการผลิต และการแข่งขันด้านราคา เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่ออัตรากำไรของบริษัทได้
  2. ผลประกอบการและฐานะการเงิน
    ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ งบการเงินไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นว่ากำไรของ SFT ผันผวนตามช่วงเวลา โดยปี 2568 ฟื้นตัวจากปี 2566–2567 อย่างชัดเจน

ผลประกอบการรายปีและงวด 6 เดือน ปี 2569
รายได้ปี 2568
1,058.28 ลบ.
เพิ่มขึ้นประมาณ 7.5% จากปี 2567
กำไรสุทธิปี 2568
67.01 ลบ.
ฟื้นตัวจาก 24.14 ลบ. ในปี 2567
รายได้ 6 เดือนแรก 2569
543.71 ลบ.
กำไรสุทธิ 6 เดือนแรก 2569
33.20 ลบ.
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตัวเลขงบการเงินล่าสุดที่เผยแพร่


ประเด็นที่ต้องติดตาม

  • กำไรฟื้นตัวในปี 2568: กำไรสุทธิเพิ่มจาก 24.14 ล้านบาท เป็น 67.01 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการ
  • กำไรไตรมาส 1/2569 ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน: บริษัทมีกำไร 12.97 ล้านบาท เทียบกับ 19.47 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568
  • การลงทุนและประสิทธิภาพการผลิต: บริษัทเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ระบบพิมพ์ Flexo เพื่อรองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม และเพิ่มทางเลือกด้านบรรจุภัณฑ์
    สิ่งที่ต้องดูต่อคือกำไรในไตรมาสถัดไปสามารถรักษาระดับได้หรือไม่ และการเพิ่มกำลังผลิตจะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนเพียงใด

3. วิเคราะห์มูลค่าหุ้น (Valuation) ข้อมูลอ้างอิงราคาหุ้น 22 ต.ค. 2569

ตัวชี้วัดค่า
ราคาหุ้น1.50 บาท
P/E10.04 เท่า
P/BV0.81 เท่า
มูลค่าตลาด660 ล้านบาท
มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น1.84 บาท

มุมมอง: หุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น โดยมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนที่มองหาหุ้นมูลค่าไม่สูงเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม การซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะต้องปรับขึ้น และควรตรวจสอบความสามารถในการทำกำไรในอนาคตประกอบด้วย

  1. วิเคราะห์กราฟทางเทคนิค
    ราคาอ้างอิงล่าสุดที่ค้นพบ: 1.50 บาท ณ 22 ต.ค. 2569
    จากข้อมูลราคาที่ค้นพบ SFT ปรับลดลงจาก 2.14 บาท ณ สิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 1.50 บาทในเดือนตุลาคม 2569 หรือลดลงประมาณ 29.9%
    ในเชิงเทคนิคจึงควรระวังการเข้าซื้อเพียงเพราะราคาปรับลงมามากแล้ว โดยใช้หลักการดังนี้
  • แนวรับ: ควรตรวจสอบบริเวณจุดต่ำเดิมจากกราฟรายวัน พร้อมดูปริมาณซื้อขายประกอบ ยังไม่ควรระบุตัวเลขแนวรับที่แน่นอนหากไม่มีข้อมูลกราฟย้อนหลังที่ละเอียดเพียงพอ
  • แนวต้าน: พิจารณาบริเวณที่ราคาเคยถูกขายลงมา และรอให้ราคาทะลุผ่านพร้อมปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้น
  • สัญญาณกลับตัว: มองหาการสร้างฐานราคา การยกจุดต่ำขึ้น และการกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น
  • ความเสี่ยง: หากราคาทำจุดต่ำใหม่ต่อเนื่อง ควรระวังแนวโน้มขาลงที่ยังไม่จบ
  1. ปัจจัยบวกและความเสี่ยง
    ปัจจัยบวก
  • กำไรปี 2568 ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
  • ธุรกิจฉลากและบรรจุภัณฑ์รองรับลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม
  • ระบบพิมพ์ใหม่ช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์
  • ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งอาจเป็นประเด็นให้ศึกษาต่อ
    ความเสี่ยง
  • ราคาหุ้นปรับตัวลงมากเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568
  • กำไรไตรมาส 1/2569 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ต้นทุนฟิล์มและวัตถุดิบอาจกดดันอัตรากำไร
  • การแข่งขันด้านราคาและการใช้กำลังการผลิตอาจกระทบผลตอบแทนจากการลงทุน
  1. สรุปมุมมองหุ้น SFT
    สถานะที่ควรติดตาม
    การประเมินจากข้อมูลพื้นฐานและราคา ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายแบบเรียลไทม์
    พื้นฐาน: มีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2568 แต่ต้องติดตามกำไรปี 2569 ต่อเนื่อง
    มูลค่า: P/E ประมาณ 10 เท่า และ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า แต่ยังต้องพิจารณาคุณภาพกำไรและแนวโน้มธุรกิจ
    เทคนิค: ควรรอหลักฐานการสร้างฐานและสัญญาณกลับตัวก่อนสรุปว่าราคาผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

บทสรุป: SFT เป็นหุ้นที่น่าศึกษาต่อในแง่การฟื้นตัวของกำไรและมูลค่าทางบัญชี แต่ยังไม่ควรสรุปว่าเป็นหุ้นราคาถูกที่ต้องรีบซื้อ เพราะแนวโน้มกำไรและทิศทางราคายังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ


Disclaimer

ใส่ความเห็น