วิเคราะห์ หุ้น SFT บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) SFT อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม MAI สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)
1. ข้อมูลพื้นฐานบริษัท
| วันที่เริ่มต้นซื้อขาย | ทุนจดทะเบียน (ล้านบาท) | หมวดธุรกิจ | ชื่อหุ้น |
|---|---|---|---|
| 29 ต.ค. 2563 | 220.00 | อาหารและเครื่อง | SFT |
ผลิตภัณฑ์และบริการ
การประกอบธุรกิจของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามระบบการพิมพ์ได้แก่ ระบบการพิมพ์กราเวียร์ และระบบการพิมพ์ดิจิตอล 2. บรรจุภัณฑ์อ่อน (Flexible Packaging) 3.ผลิตภัณฑ์อื่น ได้แก่ แม่พิมพ์ (Printing Cylinder) และฟิล์มยืด (Stretch Film)
กำไรต่อหุ้น (บาท)
| งบปี -> | งบปี 2566 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | งบปี 2568 31 ธ.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/2568 01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568 | งบ 6 เดือน/2569 01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 |
|---|---|---|---|---|---|
| กำไรต่อหุ้น (บาท) | 0.07 | 0.05 | 0.15 | 0.08 | 0.08 |
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า)
| งบปี -> | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | งบปี 2568 31 ธ.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/2568 01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568 | งบ 6 เดือน/2569 01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 |
|---|---|---|---|---|
| อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) | 1.95 | 2.40 | 2.05 | 1.91 |
การจ่ายปันผล
| รอบผลประกอบการ | เงินปันผล (ต่อหุ้น) | หน่วย | วันจ่ายปันผล | ประเภท |
|---|---|---|---|---|
| 01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 | 0.07 | บาท | 22 พ.ค. 2569 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567 | 0.03 | บาท | 23 พ.ค. 2568 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566 | 0.05 | บาท | 23 พ.ค. 2567 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2565 | 0.07 | บาท | 19 พ.ค. 2566 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2564 – 31 ธ.ค. 2564 | 0.10 | บาท | 17 พ.ค. 2565 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2563 – 31 ธ.ค. 2563 | 0.07 | บาท | 25 พ.ค. 2564 | เงินปันผล |
ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุกิจ
ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SFT ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหดรัดรูป บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับงานพิมพ์ โดยมีทรัพย์สินสำคัญ ได้แก่ ที่ดิน อาคารสำนักงานและโรงงาน เครื่องจักรผลิตและพิมพ์ ตลอดจนสินทรัพย์ที่ใช้สนับสนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์
- ทรัพย์สินหลักที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ
- ที่ดินและอาคารโรงงาน
ใช้เป็นสถานที่ตั้งโรงงานผลิต พื้นที่ติดตั้งเครื่องจักร พื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงอาคารสำนักงานที่ใช้บริหารงานของบริษัท - เครื่องจักรและอุปกรณ์การพิมพ์
เครื่องจักรสำหรับผลิตฉลากฟิล์มหดด้วยระบบกราเวียร์ (Gravure Printing) และระบบดิจิทัล (Digital Printing) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการผลิตฉลากให้กับลูกค้า - อุปกรณ์ผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป
ใช้ผลิตฉลากที่หุ้มบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดเครื่องดื่ม ขวดสินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์สินค้าอื่น ๆ - เครื่องจักรและอุปกรณ์ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว
ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์จากฟิล์มที่มีความยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอื่น ๆ - แม่พิมพ์และอุปกรณ์การพิมพ์
แม่พิมพ์ลูกกลิ้งพิมพ์ (Printing Cylinder) ใช้ถ่ายทอดลวดลายและสีลงบนวัสดุสำหรับผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์
ข้อมูลกลุ่มผลิตภัณฑ์และการลงทุนในอาคารกับเครื่องจักรสอดคล้องกับข้อมูลบริษัทและเอกสารการประชุมผู้ถือหุ้นของ SFT
- ที่ดินและอาคารโรงงาน
- มูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
ข้อมูลจากเอกสารบริษัทระบุว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 SFT มีสินทรัพย์สุทธิที่ใช้ในการประกอบธุรกิจรวม 557.87 ล้านบาท โดยรายละเอียดในรายงานประกอบด้วยที่ดินและทรัพย์สินอื่นที่ใช้ในการดำเนินงาน
สำหรับข้อมูลทางการเงินในช่วงหลัง มีรายละเอียดดังนี้
| รายการ | มูลค่า |
|---|---|
| สินทรัพย์รวม ณ 31 ธ.ค. 2568 | 1,116.98 ล้านบาท |
| สินทรัพย์รวม ณ 30 มิ.ย. 2569 | 1,224.31 ล้านบาท |
| ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant and Equipment) ณ 30 มิ.ย. 2568 | 575.61 ล้านบาท |
ที่มา: ข้อมูลทางการเงินของบริษัทและเอกสารวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน
ข้อควรทราบ: สินทรัพย์รวมไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจโดยตรงทั้งหมด และตัวเลขที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ข้างต้นเป็นข้อมูล ณ คนละวัน จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบโดยตรงโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม
กลุ่มบริษัทในเครือ
กลุ่มบริษัทในเครือ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
หุ้น SFT จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหดรัดรูปและบรรจุภัณฑ์ โดยมีเทคโนโลยีการพิมพ์หลายรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค
- กลุ่มบริษัทในเครือและบริษัทย่อย
จากข้อมูลบริษัทและเอกสารที่ตรวจสอบได้ในเบื้องต้น ยังไม่สามารถยืนยันรายชื่อบริษัทย่อยหรือบริษัทในเครือของ SFT พร้อมสัดส่วนการถือหุ้นได้อย่างครบถ้วน จึงไม่ควรระบุชื่อบริษัทอื่นว่าเป็นบริษัทในเครือโดยไม่มีหลักฐานยืนยันจากรายงานทางการ
สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก รายงานประจำปี 2568 (แบบ 56-1 One Report) ของ SFT ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบโครงสร้างกลุ่มบริษัทและการลงทุนของกิจการ - ธุรกิจหลักของ SFT ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกลุ่ม
- ผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป (Shrink Sleeve Labels)
ผลิตฉลากสำหรับบรรจุภัณฑ์ด้วยระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure) และดิจิทัล (Digital) เพื่อรองรับสินค้าหลากหลายประเภท - บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging)
ผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุฟิล์มที่สามารถนำไปใช้ห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้า - ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
ได้แก่ แม่พิมพ์สำหรับงานพิมพ์ (Printing Cylinder) และผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป (Shrink Sleeve Labels)
- ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน
- โครงสร้างการถือหุ้น: ควรตรวจสอบรายชื่อบริษัทย่อย บริษัทร่วม และสัดส่วนการลงทุนจาก One Report ปี 2568 ก่อนสรุปโครงสร้างกลุ่มบริษัท
- การเชื่อมโยงธุรกิจ: ธุรกิจหลักของ SFT อยู่ในห่วงโซ่การผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์ แต่ไม่ควรตีความว่าผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายที่เกี่ยวข้องเป็นบริษัทในเครือโดยอัตโนมัติ
- ผลต่อผลประกอบการ: ควรพิจารณารายได้ กำไร และสินทรัพย์ของแต่ละกิจการ รวมถึงรายการระหว่างกัน หากมีการลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม
2. โครงสร้างรายได้ของบริษัท
โครงสร้างรายได้ของสายผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มธุรกิจ
| งบปี | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| อื่น ๆ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
โครงสร้างรายได้จากในประเทศและจากต่างประเทศ
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้จากในประเทศ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศจีน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศอื่น ๆ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
รายได้อื่น ตามที่ระบุในงบการเงิน
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รายได้อื่นรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้อื่นจากการดำเนินงาน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้อื่นนอกเหนือจากการดำเนินงาน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
3. ต้นทุนการบริหาร
การใช้เชื้อเพลิง
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| น้ำมันดีเซล (ลิตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| น้ำมันเบนซิน (ลิตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การใช้ไฟฟ้า
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวม (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การใช้น้ำ
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
จำนวนพนักงานทั้งหมด
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| พนักงานชาย (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| พนักงานหญิง (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| พนักงานรวม (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การฝึกอบรมและพัฒนาพนักงาน
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
ค่าตอบแทนของคณะกรรมการบริษัท
| รายชื่อกรรมการ | วันที่ลาออก/พ้นตำแหน่ง | ค่าเบี้ยประชุมต่อปี | ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินอื่นๆ | ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน |
| 1. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 2. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 3. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 4. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 5. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 6. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 7. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 8. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 9. | 0.00 | 0.00 | ไม่มี | |
| 10. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 11. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 12. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 13. | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
4. ความเสี่ยงของธุรกิจ
วิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SFT ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหดรัดรูป (Shrink Sleeve Label) บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) และแม่พิมพ์สำหรับงานพิมพ์ โดยมีลูกค้าจากธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์เป็นส่วนประกอบสำคัญ
ความเสี่ยงสำคัญของ SFT อยู่ที่ ต้นทุนวัตถุดิบ ความสามารถในการรักษาอัตรากำไร การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และการใช้กำลังการผลิตให้คุ้มค่า ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อกำไรและกระแสเงินสดของบริษัท
- ความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบผันผวน
- บริษัทต้องใช้ฟิล์มและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบรรจุภัณฑ์ ซึ่งต้นทุนอาจเปลี่ยนแปลงตามราคาวัตถุดิบในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน
- หากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องได้ทัน อาจทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
- การสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าช่วยลดความผันผวนได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากราคาตลาดลดลงหลังจากซื้อวัตถุดิบในราคาสูง บริษัทอาจเสียเปรียบด้านต้นทุน
บริษัทเคยระบุแนวทางจัดซื้อวัตถุดิบโดยกำหนดราคาล่วงหน้าเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน
- ความเสี่ยงจากการแข่งขันและแรงกดดันด้านราคา
- ธุรกิจฉลากและบรรจุภัณฑ์มีการแข่งขันทั้งด้านราคา คุณภาพ ความรวดเร็วในการส่งมอบ และความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์
- หากคู่แข่งเสนอราคาต่ำกว่า หรือมีเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยลดต้นทุนได้ดีกว่า SFT อาจต้องปรับราคาขายเพื่อรักษาฐานลูกค้า
- การแข่งขันด้านราคาอาจทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรไม่เพิ่มตาม หากบริษัทต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูง
ประเด็นที่ต้องติดตาม: การเติบโตของรายได้ควรเกิดควบคู่กับการรักษาอัตรากำไร ไม่ใช่การเพิ่มยอดขายด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียว
- ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อ
ความต้องการฉลากและบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับยอดขายสินค้าของลูกค้า หากลูกค้าลดการผลิต ลดสินค้าคงคลัง หรือชะลอการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ปริมาณคำสั่งซื้อที่ส่งมายัง SFT อาจลดลงตามไปด้วย- รายได้อาจผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค
- ลูกค้ารายใหญ่อาจมีอำนาจต่อรองด้านราคาและเงื่อนไขการชำระเงินสูง
- การพึ่งพาลูกค้าหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่มมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงหากกลุ่มนั้นชะลอตัวพร้อมกัน
- ความเสี่ยงจากกำลังการผลิตและการลงทุน
SFT มีการลงทุนในเครื่องจักรและพัฒนาระบบการพิมพ์ รวมถึงระบบเฟล็กโซ (FLEXO) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ
ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่- หากคำสั่งซื้อไม่เพียงพอ เครื่องจักรและโรงงานอาจถูกใช้งานไม่เต็มกำลัง ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น
- หากลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม แต่ยอดขายเติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจต่ำกว่าคาด
- เครื่องจักรขัดข้องหรือการหยุดผลิตอาจทำให้ส่งมอบสินค้าไม่ทันและกระทบความเชื่อมั่นของลูกค้า
- ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของบรรจุภัณฑ์
ลูกค้าอาจต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากเดิม เช่น งานพิมพ์คุณภาพสูง การผลิตล็อตเล็ก การออกแบบเฉพาะแบรนด์ และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม- หากบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีไม่ทันความต้องการของตลาด อาจเสียโอกาสในการรับคำสั่งซื้อใหม่
- การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดของลูกค้า อาจทำให้ต้องลงทุนในเครื่องจักรหรือวัสดุรูปแบบใหม่
- หากผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ได้รับการตอบรับตามเป้าหมาย บริษัทอาจมีต้นทุนในการพัฒนาสินค้าโดยไม่สามารถสร้างรายได้กลับมาได้ตามที่คาดหวัง
- ความเสี่ยงจากคุณภาพสินค้าและการส่งมอบ
ธุรกิจฉลากบรรจุภัณฑ์ต้องควบคุมสี ความคมชัด ขนาด ความสม่ำเสมอ และคุณสมบัติของวัสดุให้ตรงตามข้อกำหนดของลูกค้า
หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือส่งมอบล่าช้า อาจเกิดการคืนสินค้า การผลิตซ้ำ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และความเสียหายต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่มีสายการผลิตต่อเนื่องและกำหนดเวลาส่งมอบอย่างเข้มงวด - ความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน
แม้บริษัทจะมียอดขาย แต่หากลูกค้าชำระเงินล่าช้า ขณะที่บริษัทต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการผลิตอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเกิดแรงกดดันต่อกระแสเงินสดได้
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ในปี 2568 SFT มีรายได้ประมาณ 1,058.28 ล้านบาท กำไรสุทธิ 67.01 ล้านบาท และกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก 158.34 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 12.97 ล้านบาท เทียบกับ 19.47 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน 5.63 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผลประกอบการทั้งปี 2568 จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 แต่ควรติดตามผลประกอบการและกระแสเงินสดรายไตรมาสอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าการเติบโตมีความสม่ำเสมอเพียงใด - ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจ
หากบริษัทมีการจัดซื้อวัตถุดิบหรือทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอาจส่งผลต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันได้
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลต่อปริมาณการผลิตของลูกค้า ราคาวัตถุดิบ และต้นทุนพลังงาน ทั้งนี้ ผลกระทบจริงจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนธุรกรรมต่างประเทศ เงื่อนไขการซื้อขาย และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า
สรุปความเสี่ยงหุ้น SFT สำหรับนักลงทุน
| ประเด็นความเสี่ยง | สิ่งที่ควรติดตาม |
|---|---|
| ต้นทุนวัตถุดิบ | ราคาฟิล์ม ต้นทุนต่อหน่วย และอัตรากำไรขั้นต้น |
| การแข่งขัน | การเติบโตของยอดขายควบคู่กับกำไร |
| คำสั่งซื้อ | รายได้จากลูกค้าและปริมาณการผลิต |
| การลงทุน | การใช้กำลังการผลิตและผลตอบแทนจากเครื่องจักร |
| เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม | การพัฒนาสินค้าและความต้องการของลูกค้า |
| เงินทุนหมุนเวียน | กระแสเงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ |
| อัตราแลกเปลี่ยน | ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและผลกระทบจากค่าเงิน |
มุมมองสำหรับนักลงทุน: ความเสี่ยงสำคัญของ SFT คือความสามารถในการเปลี่ยนยอดขายให้เป็นกำไรและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนควรพิจารณาอัตรากำไรขั้นต้น ปริมาณคำสั่งซื้อ การใช้กำลังการผลิต และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานควบคู่กัน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะการเติบโตของรายได้หรืออัตราส่วนราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว
5. ผู้ถือหุ้นใหญ่ คณะกรรมการ และผู้บริหาร
รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่
ข้อมูล ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569
| ลำดับ | ผู้ถือหุ้น | จำนวนหุ้น (หุ้น) | %หุ้น |
|---|---|---|---|
| 1 | MR. Sung Cheong Tsoi | 104,010,000 | 23.64 |
| 2 | น.ส. จุไรรัตน์ พงษ์สอน | 77,010,000 | 17.50 |
| 3 | นาง สุกัญญา ทอย | 64,000,000 | 14.55 |
| 4 | นาย สมิทธ์ ทอย | 32,000,000 | 7.27 |
| 5 | นาง จารุณี ชินวงศ์วรกุล | 30,520,300 | 6.94 |
| 6 | นาย กิตติ ปิยะตรึงส์ | 16,800,000 | 3.82 |
| 7 | น.ส. วศินี ปิยะตรึงส์ | 16,800,000 | 3.82 |
| 8 | น.ส. ศิริพร ปิยะตรึงส์ | 16,800,000 | 3.82 |
| 9 | น.ส. พวงเพชร ปิยะตรึงส์ | 6,500,000 | 1.48 |
| 10 | น.ส. ศิวรัตน์ โชติหิรัญวรศิริ | 5,499,400 | 1.25 |
| 11 | นาย ภาคภูมิ สุรวิทย์ | 4,500,800 | 1.02 |
| 12 | นาย มนัส ปิยะตรึงส์ | 4,321,900 | 0.98 |
| 13 | นาย คเชนทร์ เบญจกุล | 3,722,900 | 0.85 |
| 14 | น.ส. อุไรวรรณ แซ่หลี | 2,955,000 | 0.67 |
| 15 | นาง อรรัตน์ โรจน์ทินกร | 2,394,600 | 0.54 |
| 16 | น.ส. กนกวรรณ ปาลพันธุ์ | 2,371,500 | 0.54 |
คณะกรรมการ และผู้บริหาร
| ลำดับ | รายชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1 | นาย กฤษณะ วจีไกรลาศ | ประธานกรรมการบริษัท, กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ |
| 2 | นาย ซุง ชง ทอย | ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ |
| 3 | นาย กิตติ ปิยะตรึงส์ | กรรมการ |
| 4 | นางสาว วศินี ปิยะตรึงส์ | กรรมการ |
| 5 | นาย สมิทธ์ ทอย | กรรมการ |
| 6 | นางสาว ศันธยา กิตติโกวิท | กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ |
| 7 | นาย สุธีร์ สธนสถาพร | กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ |
6. พัฒนาการที่สำคัญ
พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
หุ้น SFT (Shrinkflex (Thailand) PCL) เป็นหุ้นในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ โดยธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายฟิล์มหดรัดรูปและฉลากบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุตสาหกรรม
หากต้องการวิเคราะห์พัฒนาการของ SFT สำหรับนักลงทุน ควรติดตามทั้งการขยายกำลังการผลิต การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มฐานลูกค้า และความสามารถในการทำกำไร เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อแนวโน้มผลประกอบการและมูลค่าหุ้นในระยะยาว
สรุปพัฒนาการสำคัญของ SFT ตามช่วงเวลา
ปี 2550–2557: วางรากฐานธุรกิจการพิมพ์
- ก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550
- พัฒนาการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยระบบพิมพ์กราเวียร์
- เริ่มนำระบบพิมพ์ดิจิทัลมาใช้ในปี 2557 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตและตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ปี 2558–2563: ยกระดับเทคโนโลยีและเข้าสู่ตลาดทุน - ลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตเพิ่มเติม
- ได้รับการรับรอง ISO 9001:2015 ในปี 2560
- แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 2563 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563
ปี 2564–2566: ขยายกำลังการผลิตและธุรกิจใหม่ - เริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ในปี 2564 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ
- ขยายเข้าสู่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์อ่อน (Flexible Packaging)
- ในปี 2566 ลงทุนเครื่องทำซอง เครื่องกรอม้วนฟิล์ม และเครื่องพิมพ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต
ปี 2567–2568: เพิ่มศักยภาพและมุ่งสู่ความยั่งยืน - ลงทุนเครื่องพิมพ์ระบบเฟล็กโซ (Flexographic Printing) เพื่อรองรับฉลากและบรรจุภัณฑ์อ่อน
- ในปี 2568 ได้รับการรับรอง Carbon Footprint of Product สำหรับผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดและบรรจุภัณฑ์อ่อน
- พัฒนาบรรจุภัณฑ์ PE Mono Material ที่สามารถรีไซเคิลได้ และได้รับการรับรองสมาชิก CAC ด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน
ปี 2569: มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิม - เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของระบบพิมพ์ Flexo ในไตรมาส 1/2569
- ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบพิมพ์กราเวียร์และการจัดสรรงานผลิต
- เน้นใช้กำลังการผลิตและเครื่องจักรให้คุ้มค่า เพื่อสนับสนุนการเติบโตของรายได้และกำไร
ผลประกอบการที่นักลงทุนควรติดตาม
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แสดงให้เห็นว่าผลประกอบการของ SFT มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่ารายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายในระบบการพิมพ์ต่าง ๆ ปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ลดลงบางส่วนจากเงินบาทแข็งค่า
สำหรับปี 2569 ข้อมูลไตรมาส 1 ระบุรายได้จากการดำเนินงาน 250.7 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13.0 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลหกเดือนแรกของปีจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุรายได้รวม 543.71 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 33.20 ล้านบาท
มุมมองสำหรับนักลงทุน: จุดเด่นและความเสี่ยง
ปัจจัยสนับสนุน
- มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งฉลากฟิล์มหด บรรจุภัณฑ์อ่อน และผลิตภัณฑ์อื่น
- การลงทุนระบบ Flexo ช่วยเพิ่มทางเลือกในการให้บริการลูกค้า
- การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง - ราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน
- การแข่งขันด้านราคาและต้นทุนพลังงาน
- ความสามารถในการใช้กำลังการผลิตให้คุ้มค่าหลังลงทุนเครื่องจักร
- กำไรที่ผันผวนระหว่างปี จึงไม่ควรประเมินจากรายได้เพียงอย่างเดียว
สรุปสไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค: SFT กำลังเดินหน้าจากธุรกิจฉลากฟิล์มหดรัดรูปไปสู่การเป็นผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น จุดสำคัญคือการเปลี่ยนกำลังการผลิตและเทคโนโลยีที่ลงทุนไปให้กลายเป็นยอดขายและกำไรอย่างต่อเนื่อง
นักลงทุนควรติดตามงบไตรมาสถัดไป อัตรากำไรขั้นต้น กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และการเติบโตของธุรกิจ Flexible Packaging ควบคู่กับกราฟราคาและปริมาณซื้อขาย ทั้งนี้ พัฒนาการของธุรกิจไม่ได้รับประกันว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น
7. งบการเงิน
งบแสดงฐานะทางการเงิน
| งบปี 2566 01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567 | งบปี 2568 01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/2568 01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568 | งบ 6 เดือน/2569 01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด | 16.00 | 20.69 | 26.05 | 18.76 | 19.80 |
| ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ | 188.58 | 185.39 | 191.09 | 212.98 | 221.81 |
| สินค้าคงเหลือ | 250.38 | 256.42 | 260.88 | 239.81 | 292.55 |
| รวมสินทรัพย์หมุนเวียน | 471.75 | 483.78 | 486.97 | 493.67 | 552.95 |
| ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ | 557.87 | 594.91 | 556.51 | 575.61 | 606.78 |
| รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | 630.23 | 675.43 | 630.01 | 653.68 | 671.36 |
| รวมสินทรัพย์ | 1,101.98 | 1,159.20 | 1,116.98 | 1,147.35 | 1,224.31 |
| เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืม | 72.44 | 47.61 | 2.71 | 51.18 | 78.25 |
| เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ | 126.67 | 148.23 | 145.56 | 136.34 | 147.40 |
| หนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี | 19.58 | 37.94 | 38.74 | 38.74 | 48.24 |
| รวมหนี้สินหมุนเวียน | 232.76 | 248.41 | 202.68 | 241.39 | 290.13 |
| รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน | 113.06 | 150.52 | 104.94 | 126.21 | 122.42 |
| รวมหนี้สิน | 345.82 | 398.93 | 307.61 | 367.60 | 412.54 |
| ทุนจดทะเบียน | 220.00 | 220.00 | 220.00 | 220.00 | 220.00 |
| ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า | 220.00 | 220.00 | 220.00 | 220.00 | 220.00 |
| ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น | 378.76 | 378.76 | 378.76 | 378.76 | 378.76 |
| กำไร(ขาดทุน)สะสม | 157.40 | 161.52 | 210.61 | 180.99 | 213.01 |
| หุ้นทุนรับซื้อคืน | – | – | – | – | – |
| หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย | – | – | – | – | – |
| องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น | – | – | – | – | – |
| – ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) ทุน | – | – | – | – | – |
| รวมส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ | 756.16 | 760.27 | 809.37 | 779.75 | 811.77 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย | – | – | – | – | – |
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ
| งบปี 2566 01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567 | งบปี 2568 01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/2568 01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568 | งบ 6 เดือน/2569 01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ |
| รายได้จากการดำเนินธุรกิจ | 920.00 | 978.82 | 1,052.79 | 540.88 | 533.81 |
| รายได้อื่น | 5.76 | 5.28 | 5.49 | 1.29 | 9.90 |
| รวมรายได้ | 925.76 | 984.10 | 1,058.28 | 542.18 | 543.71 |
| ต้นทุน | 754.19 | 814.23 | 830.24 | 426.73 | 426.99 |
| ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร | 124.42 | 131.44 | 134.80 | 66.80 | 69.90 |
| รวมต้นทุนและค่าใช้จ่าย | 878.62 | 945.67 | 965.04 | 493.61 | 496.89 |
| EBITDA | 123.70 | 119.19 | 170.71 | 87.02 | 87.22 |
| ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย | 76.55 | 80.76 | 77.47 | 38.45 | 40.40 |
| กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ | 47.14 | 38.43 | 93.24 | 48.57 | 46.83 |
| กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ | 30.22 | 24.14 | 67.01 | 34.48 | 33.20 |
| กำไรต่อหุ้น (บาท) | 0.07 | 0.05 | 0.15 | 0.08 | 0.08 |
งบกระแสเงินสด
| งบปี 2566 01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567 | งบปี 2568 01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/2568 01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568 | งบ 6 เดือน/2569 01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ | งบเฉพาะกิจการ |
| เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน | 77.03 | 99.61 | 158.34 | 61.76 | 13.17 |
| เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน | -137.10 | -78.29 | -31.64 | -21.31 | -85.77 |
| เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน | 45.12 | -16.63 | -121.33 | -42.38 | 66.34 |
| เงินสดสุทธิ | -14.95 | 4.68 | 5.37 | -1.93 | -6.26 |
วงจรเงินสด วงจรเงินสดปรับข้อมูลเต็มปี
| งบปี 2567 01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567 | งบปี 2568 01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/2568 01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568 | งบ 6 เดือน/2569 01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 | |
|---|---|---|---|---|
| อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า) | 5.23 | 5.59 | 4.72 | 4.81 |
| ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน) | 69.73 | 65.26 | 77.32 | 75.88 |
| อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (เท่า) | 3.21 | 3.21 | 3.51 | 3.12 |
| ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (วัน) | 113.59 | 113.71 | 103.86 | 116.98 |
| อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (เท่า) | 5.92 | 5.65 | 5.64 | 5.85 |
| ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (วัน) | 61.62 | 64.58 | 64.77 | 62.35 |
| วงจรเงินสด (วัน) | 121.70 | 114.39 | 116.41 | 130.51 |
8. วิเคราะห์กราฟเทคนิค
วิเคราะห์กราฟเทคนิคหุ้น SFT
สไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค | Technical Stock Analysis
หุ้น SFT — บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ควรวิเคราะห์ทั้งแนวโน้มราคา แนวรับ–แนวต้าน ปริมาณซื้อขาย และแรงซื้อขายของนักลงทุน เพื่อประเมินว่าราคากำลังสะสมกำลัง ฟื้นตัว หรือมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อ
หัวใจสำคัญของการอ่านกราฟคือ อย่าดูแค่ราคาขึ้นหรือลง แต่ต้องดูว่าราคายืนเหนือแนวสำคัญได้หรือไม่ และมีวอลุ่มสนับสนุนหรือเปล่า
ราคาปิดล่าสุด 23 ต.ค. 2569
1.50 บาท
-0.01 บาท (-0.66%)
สูงสุด 1.51 | ต่ำสุด 1.48
ปริมาณซื้อขาย
432,000 หุ้น
มูลค่าซื้อขายประมาณ 643,670 บาท
- อ่านกราฟ: แนวโน้มราคา
ฟื้นตัว
จากฐานเดิมบริเวณ 1.36–1.40 บาท
ราคาหุ้นดีดขึ้นจากช่วงต้นเดือนกันยายนที่ระดับประมาณ 1.37 บาท มาทดสอบบริเวณ 1.50–1.56 บาท ก่อนเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวแคบลงในเดือนตุลาคม
Sideways
ระยะสั้นยังต้องรอเลือกทิศทาง
ราคาปิดล่าสุดยังอยู่ในกรอบที่มีแรงซื้อขายใกล้ 1.48–1.52 บาท จึงยังไม่ควรสรุปว่าเป็นขาขึ้นรอบใหม่ จนกว่าจะผ่านแนวต้านพร้อมวอลุ่มที่สนับสนุน - แนวรับ–แนวต้านสำคัญ
กรอบราคาเฝ้าระวังจากพฤติกรรมราคาในอดีต ไม่ใช่ราคาคาดการณ์ที่รับประกัน
แนวต้านถัดไป
1.53–1.56 บาท
เป็นโซนที่ราคาต้องผ่านเพื่อเพิ่มโอกาสเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น
แนวต้านใกล้
1.51–1.52 บาท
ด่านแรกที่ต้องผ่านและยืนให้ได้
แนวรับระยะสั้น
1.48–1.49 บาท
หากยืนได้ มีโอกาสแกว่งสะสมกำลังต่อ
แนวรับถัดไป
1.45–1.46 บาท
ควรจับตาหากราคาหลุดแนวรับระยะสั้น - สัญญาณเทคนิคที่ต้องติดตาม
Price Action — พฤติกรรมราคา
ราคายังแกว่งใกล้ 1.50 บาท การยืนเหนือ 1.52 บาทได้ต่อเนื่องจะช่วยยืนยันแรงซื้อระยะสั้น ส่วนการหลุด 1.48 บาทเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนตัว
Volume — ปริมาณซื้อขาย
วันที่ 22 ตุลาคมมีปริมาณซื้อขาย 432,000 หุ้น ขณะที่วันที่ 21 ตุลาคมอยู่ที่ 77,700 หุ้น จึงเห็นกิจกรรมซื้อขายเพิ่มขึ้นในวันล่าสุดที่มีข้อมูล แต่ยังต้องดูว่ามีวอลุ่มต่อเนื่องหรือไม่
Momentum — โมเมนตัม
ต้องติดตาม RSI และ MACD ประกอบ โดยเฉพาะสัญญาณที่เกิดพร้อมการผ่านแนวต้าน ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลอินดิเคเตอร์ที่คำนวณจากราคาปิดล่าสุดอย่างครบถ้วนเพียงพอให้ยืนยันสัญญาณซื้อ ณ ตอนนี้ - วางแผนรับมือ 3 สถานการณ์
กรณีบวก: ผ่าน 1.52 บาท
หากผ่าน 1.52 บาท และทะลุ 1.53–1.56 บาทด้วยวอลุ่มเพิ่มขึ้น จะเป็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น ควรรอการยืนยัน ไม่ไล่ราคาจากการทะลุชั่วคราว
กรณีแกว่งตัว: 1.48–1.52 บาท
หากราคายังอยู่ในกรอบนี้และวอลุ่มไม่เพิ่มชัดเจน แนวโน้มยังเป็นการแกว่งสะสมกำลัง ควรรอให้ราคาเลือกทางก่อนตัดสินใจ
กรณีลบ: หลุด 1.48 บาท
หากปิดต่ำกว่า 1.48 บาท มีโอกาสทดสอบโซน 1.45–1.46 บาท และควรประเมินความเสี่ยงใหม่หากแรงขายเพิ่มขึ้น - สรุปแบบเพจหุ้นสายเทคนิค
SFT — จับตาด่าน 1.52 บาท!
หุ้นฟื้นตัวจากฐานเดิม แต่ระยะสั้นยังแกว่งตัวในกรอบ 1.48–1.52 บาท ด่านสำคัญคือ 1.53–1.56 บาท หากทะลุพร้อมวอลุ่ม มีโอกาสเห็นโมเมนตัมเชิงบวกชัดขึ้น แต่ถ้าหลุด 1.48 บาท ต้องระวังแรงขายกดดันต่อ
มุมมองระยะสั้น
รอสัญญาณยืนยัน
แนวต้านชี้ขาด
1.53–1.56 บาท
แนวรับที่ต้องรักษา
1.48 บาท
หมายเหตุ: เป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคจากข้อมูลราคาย้อนหลัง ไม่ใช่คำแนะนำซื้อขายเฉพาะบุคคล หุ้น SFT มีมูลค่าซื้อขายค่อนข้างต่ำในหลายวัน จึงควรระวังสภาพคล่องและความผันผวนของราคา
9. สรุปผลการวิเคราะห์
วิเคราะห์หุ้น SFT บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET: SFT | ตลาดหุ้นไทย | สไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค
หุ้น SFT เป็นหุ้นในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ควรพิจารณาทั้ง แนวโน้มผลประกอบการ ความสามารถในการทำกำไร ต้นทุนวัตถุดิบ และสัญญาณทางเทคนิคของราคา ก่อนตัดสินใจลงทุน
- SFT ทำธุรกิจอะไร?
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหด (Shrink Sleeve Label) และงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งนำไปใช้กับสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เครื่องดื่ม อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค
จุดที่น่าจับตาคือ ความต้องการบรรจุภัณฑ์ของลูกค้า ต้นทุนฟิล์มและวัตถุดิบ ประสิทธิภาพการผลิต และการแข่งขันด้านราคา เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่ออัตรากำไรของบริษัทได้ - ผลประกอบการและฐานะการเงิน
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ งบการเงินไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นว่ากำไรของ SFT ผันผวนตามช่วงเวลา โดยปี 2568 ฟื้นตัวจากปี 2566–2567 อย่างชัดเจน
ผลประกอบการรายปีและงวด 6 เดือน ปี 2569
รายได้ปี 2568
1,058.28 ลบ.
เพิ่มขึ้นประมาณ 7.5% จากปี 2567
กำไรสุทธิปี 2568
67.01 ลบ.
ฟื้นตัวจาก 24.14 ลบ. ในปี 2567
รายได้ 6 เดือนแรก 2569
543.71 ลบ.
กำไรสุทธิ 6 เดือนแรก 2569
33.20 ลบ.
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตัวเลขงบการเงินล่าสุดที่เผยแพร่
ประเด็นที่ต้องติดตาม
- กำไรฟื้นตัวในปี 2568: กำไรสุทธิเพิ่มจาก 24.14 ล้านบาท เป็น 67.01 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการ
- กำไรไตรมาส 1/2569 ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน: บริษัทมีกำไร 12.97 ล้านบาท เทียบกับ 19.47 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568
- การลงทุนและประสิทธิภาพการผลิต: บริษัทเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ระบบพิมพ์ Flexo เพื่อรองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม และเพิ่มทางเลือกด้านบรรจุภัณฑ์
สิ่งที่ต้องดูต่อคือกำไรในไตรมาสถัดไปสามารถรักษาระดับได้หรือไม่ และการเพิ่มกำลังผลิตจะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนเพียงใด
3. วิเคราะห์มูลค่าหุ้น (Valuation) ข้อมูลอ้างอิงราคาหุ้น 22 ต.ค. 2569
| ตัวชี้วัด | ค่า |
|---|---|
| ราคาหุ้น | 1.50 บาท |
| P/E | 10.04 เท่า |
| P/BV | 0.81 เท่า |
| มูลค่าตลาด | 660 ล้านบาท |
| มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น | 1.84 บาท |
มุมมอง: หุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น โดยมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนที่มองหาหุ้นมูลค่าไม่สูงเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม การซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะต้องปรับขึ้น และควรตรวจสอบความสามารถในการทำกำไรในอนาคตประกอบด้วย
- วิเคราะห์กราฟทางเทคนิค
ราคาอ้างอิงล่าสุดที่ค้นพบ: 1.50 บาท ณ 22 ต.ค. 2569
จากข้อมูลราคาที่ค้นพบ SFT ปรับลดลงจาก 2.14 บาท ณ สิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 1.50 บาทในเดือนตุลาคม 2569 หรือลดลงประมาณ 29.9%
ในเชิงเทคนิคจึงควรระวังการเข้าซื้อเพียงเพราะราคาปรับลงมามากแล้ว โดยใช้หลักการดังนี้
- แนวรับ: ควรตรวจสอบบริเวณจุดต่ำเดิมจากกราฟรายวัน พร้อมดูปริมาณซื้อขายประกอบ ยังไม่ควรระบุตัวเลขแนวรับที่แน่นอนหากไม่มีข้อมูลกราฟย้อนหลังที่ละเอียดเพียงพอ
- แนวต้าน: พิจารณาบริเวณที่ราคาเคยถูกขายลงมา และรอให้ราคาทะลุผ่านพร้อมปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้น
- สัญญาณกลับตัว: มองหาการสร้างฐานราคา การยกจุดต่ำขึ้น และการกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น
- ความเสี่ยง: หากราคาทำจุดต่ำใหม่ต่อเนื่อง ควรระวังแนวโน้มขาลงที่ยังไม่จบ
- ปัจจัยบวกและความเสี่ยง
ปัจจัยบวก
- กำไรปี 2568 ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
- ธุรกิจฉลากและบรรจุภัณฑ์รองรับลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม
- ระบบพิมพ์ใหม่ช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์
- ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งอาจเป็นประเด็นให้ศึกษาต่อ
ความเสี่ยง - ราคาหุ้นปรับตัวลงมากเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568
- กำไรไตรมาส 1/2569 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
- ต้นทุนฟิล์มและวัตถุดิบอาจกดดันอัตรากำไร
- การแข่งขันด้านราคาและการใช้กำลังการผลิตอาจกระทบผลตอบแทนจากการลงทุน
- สรุปมุมมองหุ้น SFT
สถานะที่ควรติดตาม
การประเมินจากข้อมูลพื้นฐานและราคา ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายแบบเรียลไทม์
พื้นฐาน: มีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2568 แต่ต้องติดตามกำไรปี 2569 ต่อเนื่อง
มูลค่า: P/E ประมาณ 10 เท่า และ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า แต่ยังต้องพิจารณาคุณภาพกำไรและแนวโน้มธุรกิจ
เทคนิค: ควรรอหลักฐานการสร้างฐานและสัญญาณกลับตัวก่อนสรุปว่าราคาผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
บทสรุป: SFT เป็นหุ้นที่น่าศึกษาต่อในแง่การฟื้นตัวของกำไรและมูลค่าทางบัญชี แต่ยังไม่ควรสรุปว่าเป็นหุ้นราคาถูกที่ต้องรีบซื้อ เพราะแนวโน้มกำไรและทิศทางราคายังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

