วิเคราะห์ หุ้น STANLY บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น STANLY บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น STANLY บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ STANLY อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ ยานยนต์ (Automotive) เป็นส่วนของกลุ่ม สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)





มีโรงงานผลิตหลอดไฟ โคมไฟ และแม่พิมพ์โลหะ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ 29/3 หมู่ 1 ถ.บางพูน-รังสิต ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี 12000
อาคารและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต (เครื่องจักรผลิตหลอดไฟ, เครื่องจักรขึ้นแม่พิมพ์ ฯลฯ) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ถาวรของบริษัท


โครงสร้างกลุ่มบริษัทในเครือ (ณ ปัจจุบัน)
ประกอบด้วยบริษัทในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

บริษัทในเครือของ Stanley Electric Co., Ltd. (ญี่ปุ่น)
ได้แก่ Stanley Electric (Vietnam) Co., Ltd., Stanley Electric (Indonesia) Co., Ltd. และ Stanley Electric (India) Pvt. Ltd. ซึ่งมีความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและตลาดกับบริษัท ไทยสแตนเลย์ฯ
สรุปบทบาทของกลุ่มบริษัท
กลุ่มบริษัทในเครือของ ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า ทำงานร่วมกันในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การออกแบบ วิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายโคมไฟยานยนต์ ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับ Stanley Electric Group ทั่วโลก

บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
บริษัทแม่ ทำหน้าที่ผลิตและจำหน่ายโคมไฟยานยนต์ เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟสัญญาณ และอุปกรณ์แสงสว่างอื่น ๆ
เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการของกลุ่มในประเทศไทย

บริษัท สแตนเลย์ เวิลด์ จำกัด (STANLEY WORLD CO., LTD.)
สัดส่วนการถือหุ้น: ถือโดยบริษัท ไทยสแตนเลย์ฯ 100%
ธุรกิจหลัก: จำหน่ายผลิตภัณฑ์โคมไฟยานยนต์และอุปกรณ์ส่องสว่างให้กับลูกค้าในประเทศ

บริษัท สแตนเลย์ เทค (ประเทศไทย) จำกัด (STANLEY TECH (THAILAND) CO., LTD.)
ธุรกิจหลัก: ให้บริการด้านวิศวกรรม การออกแบบแม่พิมพ์ และเทคโนโลยีการผลิตแก่บริษัทในกลุ่ม

บริษัท ไทย สแตนเลย์ เทรดดิ้ง จำกัด (THAI STANLEY TRADING CO., LTD.)
ธุรกิจหลัก: จัดจำหน่ายสินค้าและอะไหล่ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของกลุ่ม

บริษัท สแตนเลย์ ไวร์ เอเชีย จำกัด (STANLEY WIRE ASIA CO., LTD.)
ธุรกิจหลัก: ผลิตชิ้นส่วนโลหะและลวดโลหะสำหรับใช้ในโคมไฟและชิ้นส่วนยานยนต์



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น STANLY
บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
STANLY เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไฟส่องสว่างสำหรับยานยนต์ ธุรกิจจึงมีความเชื่อมโยงกับ อุตสาหกรรมยานยนต์โดยตรง ทำให้ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่แค่ต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงทิศทางยอดผลิตรถยนต์ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เทคโนโลยีไฟรถยนต์ และการแข่งขันด้านราคา โดยบริษัทมีรายงานประจำปีและเอกสาร 56-1/56-2 เผยแพร่ผ่านทั้งบริษัทและ ก.ล.ต.

🔧 ความเสี่ยงด้านคุณภาพและการเรียกคืนสินค้า
ชิ้นส่วนไฟส่องสว่างถือเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ความปลอดภัยในการขับขี่
หากเกิดปัญหาด้านคุณภาพ เช่น ระบบไฟผิดปกติ น้ำเข้า ความร้อนสูง หรืออายุการใช้งานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจนำไปสู่
การเคลม → ค่าใช้จ่ายรับประกัน → การเรียกคืนสินค้า → กระทบชื่อเสียง → ความสัมพันธ์กับลูกค้า
ความเสี่ยงประเภทนี้มีโอกาสกระทบทั้งกำไรและความน่าเชื่อถือในระยะยาว

🚗 ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์
STANLY มีรายได้หลักที่เกี่ยวข้องกับตลาดยานยนต์ ดังนั้นหากยอดผลิตรถยนต์ในไทยหรือภูมิภาคลดลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแอ หรือผู้ผลิตรถยนต์ลดกำลังการผลิต จะส่งผลโดยตรงต่อ คำสั่งซื้อและการใช้กำลังการผลิตของ STANLY
จุดที่ต้องติดตามคือ ยอดผลิตรถยนต์ + ยอดขายรถจักรยานยนต์ + แผนการผลิตของลูกค้ารายใหญ่

⚡ การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปสู่ EV
นี่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจมาก
แม้ EV ยังต้องใช้ระบบไฟส่องสว่าง แต่รูปแบบการแข่งขันและเทคโนโลยีเปลี่ยนไป เช่น
LED และระบบไฟอัจฉริยะ
Adaptive Lighting
Matrix LED
ระบบไฟที่เชื่อมโยงกับระบบช่วยขับ
การออกแบบโคมไฟที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
หาก STANLY ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันความต้องการของรถยนต์ยุคใหม่ อาจทำให้ สูญเสียโอกาสรับงานรุ่นใหม่ หรือถูกกดดันด้านราคา

🇨🇳 การแข่งขันจากผู้ผลิตจีนและผู้ผลิตรายใหม่
การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีนและ Supply Chain ใหม่ในไทยอาจทำให้ตลาดชิ้นส่วนยานยนต์แข่งขันรุนแรงขึ้น
ความเสี่ยงไม่ได้หมายถึง STANLY ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตโคมไฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันเรื่อง
ต้นทุน → เทคโนโลยี → คุณภาพ → ราคา → ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
หากคู่แข่งสามารถผลิตได้ถูกกว่า ขณะที่คุณภาพใกล้เคียงกัน ผู้ผลิตรถยนต์อาจมีอำนาจต่อรองกับ Supplier มากขึ้น

💰 ความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบ
ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มีต้นทุนจากวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท หากราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการปรับราคาขาย อาจทำให้ Gross Margin ถูกกดดัน
โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกค้ามีอำนาจต่อรองสูง บริษัทอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขายได้ทั้งหมด
ข้อมูลของบริษัทสะท้อนว่าต้นทุนขายและบริการเป็นรายการต้นทุนหลักของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

💱 ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
STANLY มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจของ Stanley Electric ในญี่ปุ่นและมีธุรกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ เงินบาท/เยน และสกุลเงินอื่น ๆ อาจกระทบ
ต้นทุนวัตถุดิบ
การนำเข้าเครื่องจักร/ชิ้นส่วน
รายได้จากต่างประเทศ
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
บริษัทเองมีการรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Stanley Electric Company Limited ในเอกสารที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ด้วย

🏭 ความเสี่ยงจากการลงทุนและเทคโนโลยี
ตลาดไฟรถยนต์กำลังเปลี่ยนจาก “โคมไฟ” ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น
ดังนั้น STANLY จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องใน
R&D + เครื่องจักร + ระบบ Automation + Software/Control + เทคโนโลยี LED
หากลงทุนมากเกินไปในช่วงที่ยอดผลิตรถยนต์ชะลอตัว อาจเกิดปัญหา กำลังการผลิตส่วนเกินและผลตอบแทนจากเงินลงทุนลดลง

👥 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์
ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์มีลักษณะเป็น OEM Supply Chain ลูกค้ารายใหญ่จึงมีอำนาจต่อรองสูง
หากลูกค้าปรับลดการผลิต เปลี่ยน Supplier หรือเปลี่ยนรูปแบบรถยนต์ อาจส่งผลต่อยอดคำสั่งซื้อของบริษัทได้
ดังนั้นนักลงทุนควรดูว่า STANLY มีการกระจายฐานลูกค้าและฐานผลิตภัณฑ์มากเพียงใด ไม่ควรมองเพียงตัวเลขกำไรสุทธิอย่างเดียว

🔴 ความเสี่ยงที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด


🎯 มุมมองสำหรับนักลงทุน
จุดที่ต้องจับตา STANLY ไม่ใช่แค่ “กำไรโตหรือไม่” แต่คือ “กำไรนั้นเติบโตจากอะไร”
ถ้ายอดผลิตรถยนต์ฟื้น + บริษัทได้งานโมเดลใหม่ + ผลิตภัณฑ์ LED/เทคโนโลยีสูงเพิ่มขึ้น + ควบคุมต้นทุนได้ดี ความเสี่ยงหลายข้อจะลดลง
แต่ถ้าเกิดภาพตรงกันข้ามคือ ยอดผลิตรถยนต์ลดลง + การแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น + EV เปลี่ยนโครงสร้างคำสั่งซื้อ + Margin หดตัว จะเป็นแรงกดดันต่อกำไรของ STANLY ได้ค่อนข้างชัดเจน
ดังนั้นสำหรับการวิเคราะห์หุ้น STANLY ผมมองว่า “ยอดผลิตรถยนต์ + อัตรากำไรขั้นต้น + งานจากรถรุ่นใหม่ + การลงทุนด้าน EV/LED + ฐานลูกค้า” คือ 5 ตัวแปรที่ควรติดตามเป็นพิเศษ


ข้อมูล ณ วันที่ 09 ก.ค. 2568



ก่อตั้ง: ปี 2518 (ค.ศ. 1975)
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: ปี 2534 (ค.ศ. 1991)
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่: จังหวัดปทุมธานี
ประเภทธุรกิจ: ผลิตและจำหน่ายโคมไฟรถยนต์และจักรยานยนต์ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก
พัฒนาการที่สำคัญตามลำดับเวลา
พ.ศ. 2518–2529 (เริ่มก่อตั้งและเริ่มผลิต)
จัดตั้งขึ้นภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด โดยร่วมทุนกับ Stanley Electric Co., Ltd. ประเทศญี่ปุ่น
เริ่มผลิต โคมไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับยานยนต์ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ
พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
แปรสภาพเป็น บริษัทมหาชนจำกัด และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เริ่มขยายการผลิตโคมไฟสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ และเพิ่มกำลังการผลิตรองรับตลาดส่งออก
พ.ศ. 2538–2545
ลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตโคมไฟแบบ Multi Reflector และ Halogen Projector
ขยายโรงงานแห่งที่ 2 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดยานยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9002 และ ISO 14001
พ.ศ. 2548–2558
ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อยกระดับการบริหารจัดการแบบญี่ปุ่น
เริ่มพัฒนาและผลิต โคมไฟ LED สำหรับยานยนต์ เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์
ขยายฐานการส่งออกไปยัง เอเชีย, ยุโรป และอเมริกา
ลงทุนในระบบ Automation และ Robotics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
พัฒนาเทคโนโลยี LED และ Laser Lighting ร่วมกับ Stanley Electric ประเทศญี่ปุ่น
ให้ความสำคัญกับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) และ การลดการปล่อยคาร์บอน
เดินหน้าพัฒนาโคมไฟสำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์อัจฉริยะ (Smart Vehicle)
ปัจจุบัน
บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้ผลิตโคมไฟยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
โดยมีลูกค้าหลักคือผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ เช่น Honda, Toyota, Mitsubishi, Nissan, Isuzu, Ford, Mazda และผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่






2. แนวรับสำคัญ

ผมแบ่งแนวรับเป็น 3 ชั้น


โดยเฉพาะ 230 บาท เป็นระดับที่ต้องจับตา เพราะราคาช่วงเดือน ก.ค. เคยลงมาบริเวณ 230 บาทแล้วมีแรงซื้อกลับ ก่อนฟื้นขึ้นไป 246 บาท ดังนั้น หากราคากลับมาทดสอบ 228–230 บาทแล้วไม่หลุด พร้อม Volume เพิ่มขึ้นในวันรีบาวด์ จะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจกว่าการไล่ซื้อบริเวณ 235–240 บาท

🧠 มุมมองแบบ VI มืออาชีพ
สิ่งที่ผมจะไม่ทำกับ STANLY คือ
❌ เห็นราคาลงแล้วรีบขายเพราะกลัว
❌ เห็นราคาดีดแล้วไล่ซื้อ
❌ ใช้ RSI ตัวเดียวตัดสินใจ
❌ ซื้อเพียงเพราะราคาหุ้นลงจาก 256 เหลือ 230 บาท
แต่จะดู 3 เรื่องพร้อมกัน
① ราคาหุ้น
ต้องการเห็น ฐานราคายกสูงขึ้น
230 → 235 → 240 → 245
หากเกิด Higher Low ต่อเนื่อง จะเริ่มสะท้อนการกลับมาของแรงซื้อ
② Volume
หากราคาขึ้นจาก 230–235 ไปหา 240–245 บาท แต่ Volume เพิ่มขึ้น จะมีน้ำหนักมากกว่าการขึ้นแบบ Volume แห้ง
และถ้าเกิด
Breakout 245–250 + Volume สูงกว่าค่าเฉลี่ย
จะเป็นสัญญาณที่ผมให้น้ำหนักมากขึ้น
③ พื้นฐาน
VI จะไม่ซื้อเพราะกราฟสวยอย่างเดียว
ต้องตรวจสอบว่า กำไร กระแสเงินสด ความสามารถในการทำกำไร เงินปันผล และฐานะการเงิน ยังสนับสนุนมูลค่าหุ้นหรือไม่
SET มีข้อมูล Financial Statements ของ STANLY สำหรับใช้ตรวจสอบงบการเงินและพัฒนาการของบริษัทโดยตรง
🎯 กลยุทธ์ที่ผมมองสำหรับ STANLY
🟢 กรณีที่ 1 — นักลงทุนถืออยู่
ถือ / รอดูการสร้างฐาน
ตราบใดที่ราคายังรักษาโซน 228–230 บาท ได้ ผมยังไม่มองว่าโครงสร้างใหญ่เสีย
แต่ถ้าหลุด 228–230 บาทแบบมี Volume หนัก และไม่สามารถกลับขึ้นมาได้เร็ว ควรลดน้ำหนักและประเมินพื้นฐานใหม่
🟢 กรณีที่ 2 — ต้องการสะสมแบบ VI
ผมจะ ไม่รีบซื้อเต็มไม้บริเวณ 230–235 บาท
แต่แบ่งเป็นไม้ เช่น
ไม้ 1: โซน 228–232
ไม้ 2: เมื่อเห็นแรงรับชัดเจน
ไม้ 3: เมื่อราคากลับมายืนเหนือ 240–245
ไม้ 4: เมื่อ Breakout 256 พร้อม Volume
แนวคิดคือ ให้ตลาดพิสูจน์ตัวเองก่อนเพิ่มน้ำหนัก
🚀 กรณีที่ 3 — สัญญาณ Bullish ที่ต้องการเห็น
ถ้า STANLY ทำได้แบบนี้:
230 → 240 → 248 → 256 → Breakout
และ Volume เพิ่มขึ้นตามลำดับ
นี่จะเป็นโครงสร้างที่สวยมาก เพราะแสดงว่า
ฐานใหม่กำลังยกตัว + Momentum กลับมา + Supply ด้านบนถูกดูดซับ
เมื่อนั้นกราฟจะเริ่มน่าสนใจสำหรับทั้ง VI และ Momentum Investor
⚠️ จุดที่ต้องระวัง
จุดที่ผมระวังที่สุดคือ 230 บาท
ถ้าหลุดระดับนี้อย่างมีนัยสำคัญ อาจเปิดทางให้ราคาลงไปทดสอบ 220–225 บาท
และถ้าหลุด 220 บาทอีก โครงสร้างการพักฐานจะเริ่มลึกขึ้น และไม่ควรใช้คำว่า “ย่อเพื่อขึ้น” แบบอัตโนมัติ
เพราะ VI ที่ดีต้องแยกให้ออกระหว่าง
“หุ้นดีราคากำลังถูก”
กับ
“หุ้นที่ราคาลงเพราะตลาดกำลังมองเห็นปัญหาบางอย่าง”
🏆 บทสรุป STANLY
STANLY ณ บริเวณ 230 บาทต้น ๆ = “อยู่ในช่วงสะสมฐาน มากกว่าช่วงไล่ราคา”
ผมให้น้ำหนักทางเทคนิคประมาณ:
แนวโน้มใหญ่: 🟡 Neutral / ยังต้องพิสูจน์
ระยะกลาง: 🟡 พักฐาน
ระยะสั้น: 🟡 รอดูแรงซื้อ
Momentum: 🟡 ยังไม่เด่น
แนวรับ: 228–230 / 220–225 บาท
แนวต้าน: 240 / 245–250 / 254–256 บาท
Breakout สำคัญ: เหนือ 256 บาท + Volume
มุมมองแบบ VI
“STANLY ยังไม่ใช่จังหวะที่ต้องรีบไล่ราคา แต่เป็นหุ้นที่ควรจับตาเมื่อราคากำลังสร้างฐาน เพราะถ้าพื้นฐานยังแข็งแรงและกราฟสามารถกลับมายืนเหนือ 245–256 บาทได้ โอกาสเปลี่ยนจาก Sideway Down เป็นรอบขาขึ้นใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
ข้อมูลราคาที่ SET แสดงล่าสุดในช่วงที่ค้นได้อยู่ในบริเวณ 230–233 บาท ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 176–256 บาท ดังนั้น Margin of Safety ที่แท้จริงควรประเมินร่วมกับมูลค่าพื้นฐาน ไม่ใช่ดูเพียงว่าราคาต่ำกว่าจุดสูงสุดเท่าไร
หมายเหตุ: ตัวเลข RSI/Moving Average ที่ยกมาเป็นข้อมูล Technical จากช่วงล่าสุดที่แหล่งข้อมูลเผยแพร่ ไม่ใช่ค่าคำนวณ ณ ราคาวันนี้โดยตรง จึงควรใช้เป็น “บริบทของโครงสร้าง” มากกว่าสัญญาณซื้อขายแบบเรียลไทม์




วิเคราะห์หุ้น STANLY — มุมมองนักลงทุน VI มืออาชีพ
Thai Stanley Electric Public Company Limited หรือ STANLY เป็นหุ้นที่ผมมองว่า “ไม่ได้เด่นเพราะการเติบโตหวือหวา แต่เด่นที่คุณภาพของงบดุล เงินสดสูง หนี้ต่ำ และราคาหุ้นไม่แพง” ซึ่งเป็นลักษณะที่นักลงทุน VI ให้ความสำคัญมาก
ข้อมูลล่าสุดจาก SET ณ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุราคาหุ้นบริเวณ 238–240 บาท Market Cap ราว 18.2–18.4 พันล้านบาท, P/E ประมาณ 9.5 เท่า และ P/BV เพียง 0.84–0.85 เท่า ขณะที่ EBITDA อยู่ราว 3.54 พันล้านบาท


6. Valuation: จุดที่ทำให้หุ้นนี้น่าสนใจ

ราคาประมาณ 238–240 บาท ตัวเลขสำคัญ:


จุดที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดคือ
ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
BVPS อยู่ประมาณ 279 บาท ขณะที่ราคาหุ้นประมาณ 238 บาท
เท่ากับตลาดให้ราคาประมาณ 0.85 เท่าของ Book Value
สำหรับบริษัทที่
มีกำไร
มีกระแสเงินสด
หนี้ต่ำ
มีเงินสดสูง
จ่ายปันผล
มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
การซื้อที่ต่ำกว่า Book Value จึงเป็น Margin of Safety ที่น่าสนใจ


Disclaimer

ใส่ความเห็น