วิเคราะห์ หุ้น STANLY บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ STANLY อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ ยานยนต์ (Automotive) เป็นส่วนของกลุ่ม สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)
1. ข้อมูลพื้นฐานบริษัท
| วันที่เริ่มต้นซื้อขาย | ทุนจดทะเบียน (ล้านบาท) | หมวดธุรกิจ | ชื่อหุ้น |
|---|---|---|---|
| 10 พ.ค. 2534 | 682.64 | ยานยนต์ (Automotive) | STANLY |
ผลิตภัณฑ์และบริการ
เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ส่องสว่างยานยนต์ ได้แก่ หลอดไฟ ชุดโคมไฟ และแม่พิมพ์ โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัท การผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยและประสิทธิภาพสูง ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล และมาตรฐานของลูกค้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากโรงงานผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์เจ้าแรกในประเทศไทยจวบจนถึงปัจจุบันด้วยการสั่งสมประสบการณ์และการพัฒนาเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงงานผลิต หลอดไฟสำหรับยานยนต์ของไทยสแตนเลย์ เป็นผู้นำในการผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์ที่มีคุณภาพระดับโลกเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศรวมทั้งได้รับการยอมรับให้ติดตั้งหลอดไฟในโคมไฟที่ต้องใช้ในการประกอบยานยนต์ออกจากโรงงานหรือเรียกว่าผลิตภัณฑ์ OEM ด้วยเช่นกัน
กำไรต่อหุ้น (บาท)
| งบปี -> | งบปี 2565 31 ธ.ค. 2565 | งบปี 2566 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2567 31 มี.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2568 31 มี.ค. 2568 |
|---|---|---|---|---|---|
| กำไรต่อหุ้น (บาท) | 22.78 | 22.93 | 18.11 | 8.29 | 12.87 |
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า)
| งบปี -> | งบปี 2566 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2567 31 มี.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2568 31 มี.ค. 2568 |
|---|---|---|---|---|
| อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) | 6.11 | 7.56 | 6.73 | 6.77 |
การจ่ายปันผล
| รอบผลประกอบการ | เงินปันผล (ต่อหุ้น) | หน่วย | วันจ่ายปันผล | ประเภท |
|---|---|---|---|---|
| 01 เม.ย. 2568 – 30 ก.ย. 2568 | 8.00 | บาท | 25 พ.ย. 2568 | เงินปันผล |
| 01 เม.ย. 2567 – 31 มี.ค. 2568 | 12.00 | บาท | 25 ก.ค. 2568 | เงินปันผล |
| 01 เม.ย. 2566 – 31 มี.ค. 2567 | 20.00 | บาท | 26 ก.ค. 2567 | เงินปันผล |
| 01 เม.ย. 2565 – 31 มี.ค. 2566 | 20.00 | บาท | 21 ก.ค. 2566 | เงินปันผล |
| 01 เม.ย. 2564 – 31 มี.ค. 2565 | 8.50 | บาท | 27 ก.ค. 2565 | เงินปันผล |
| 01 เม.ย. 2563 – 31 มี.ค. 2564 | 5.50 | บาท | 29 ก.ค. 2564 | เงินปันผล |
| 01 เม.ย. 2562 – 31 มี.ค. 2563 | 8.25 | บาท | 29 ก.ค. 2563 | เงินปันผล |
ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุกิจ
มีโรงงานผลิตหลอดไฟ โคมไฟ และแม่พิมพ์โลหะ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ 29/3 หมู่ 1 ถ.บางพูน-รังสิต ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี 12000
อาคารและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต (เครื่องจักรผลิตหลอดไฟ, เครื่องจักรขึ้นแม่พิมพ์ ฯลฯ) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ถาวรของบริษัท
กลุ่มบริษัทในเครือ
โครงสร้างกลุ่มบริษัทในเครือ (ณ ปัจจุบัน)
ประกอบด้วยบริษัทในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้
บริษัทในเครือของ Stanley Electric Co., Ltd. (ญี่ปุ่น)
ได้แก่ Stanley Electric (Vietnam) Co., Ltd., Stanley Electric (Indonesia) Co., Ltd. และ Stanley Electric (India) Pvt. Ltd. ซึ่งมีความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและตลาดกับบริษัท ไทยสแตนเลย์ฯ
สรุปบทบาทของกลุ่มบริษัท
กลุ่มบริษัทในเครือของ ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า ทำงานร่วมกันในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การออกแบบ วิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายโคมไฟยานยนต์ ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับ Stanley Electric Group ทั่วโลก
บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
บริษัทแม่ ทำหน้าที่ผลิตและจำหน่ายโคมไฟยานยนต์ เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟสัญญาณ และอุปกรณ์แสงสว่างอื่น ๆ
เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการของกลุ่มในประเทศไทย
บริษัท สแตนเลย์ เวิลด์ จำกัด (STANLEY WORLD CO., LTD.)
สัดส่วนการถือหุ้น: ถือโดยบริษัท ไทยสแตนเลย์ฯ 100%
ธุรกิจหลัก: จำหน่ายผลิตภัณฑ์โคมไฟยานยนต์และอุปกรณ์ส่องสว่างให้กับลูกค้าในประเทศ
บริษัท สแตนเลย์ เทค (ประเทศไทย) จำกัด (STANLEY TECH (THAILAND) CO., LTD.)
ธุรกิจหลัก: ให้บริการด้านวิศวกรรม การออกแบบแม่พิมพ์ และเทคโนโลยีการผลิตแก่บริษัทในกลุ่ม
บริษัท ไทย สแตนเลย์ เทรดดิ้ง จำกัด (THAI STANLEY TRADING CO., LTD.)
ธุรกิจหลัก: จัดจำหน่ายสินค้าและอะไหล่ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของกลุ่ม
บริษัท สแตนเลย์ ไวร์ เอเชีย จำกัด (STANLEY WIRE ASIA CO., LTD.)
ธุรกิจหลัก: ผลิตชิ้นส่วนโลหะและลวดโลหะสำหรับใช้ในโคมไฟและชิ้นส่วนยานยนต์
2. โครงสร้างรายได้ของบริษัท
โครงสร้างรายได้ของสายผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มธุรกิจ
| งบปี | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| อื่น ๆ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
โครงสร้างรายได้จากในประเทศและจากต่างประเทศ
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้จากในประเทศ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศจีน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศอื่น ๆ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
รายได้อื่น ตามที่ระบุในงบการเงิน
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รายได้อื่นรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้อื่นจากการดำเนินงาน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้อื่นนอกเหนือจากการดำเนินงาน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
3. ต้นทุนการบริหาร
การใช้เชื้อเพลิง
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| น้ำมันดีเซล (ลิตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| น้ำมันเบนซิน (ลิตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การใช้ไฟฟ้า
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวม (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การใช้น้ำ
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
จำนวนพนักงานทั้งหมด
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| พนักงานชาย (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| พนักงานหญิง (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| พนักงานรวม (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การฝึกอบรมและพัฒนาพนักงาน
| งบปี -> | 2565 | 2566 | 2567 |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
ค่าตอบแทนของคณะกรรมการบริษัท
| รายชื่อกรรมการ | วันที่ลาออก/พ้นตำแหน่ง | ค่าเบี้ยประชุมต่อปี | ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินอื่นๆ | ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน |
| 1. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 2. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 3. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 4. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 5. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 6. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 7. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 8. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 9. | 0.00 | 0.00 | ไม่มี | |
| 10. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 11. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 12. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 13. | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
4. ความเสี่ยงของธุรกิจ
ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น STANLY
บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
STANLY เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไฟส่องสว่างสำหรับยานยนต์ ธุรกิจจึงมีความเชื่อมโยงกับ อุตสาหกรรมยานยนต์โดยตรง ทำให้ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่แค่ต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงทิศทางยอดผลิตรถยนต์ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เทคโนโลยีไฟรถยนต์ และการแข่งขันด้านราคา โดยบริษัทมีรายงานประจำปีและเอกสาร 56-1/56-2 เผยแพร่ผ่านทั้งบริษัทและ ก.ล.ต.
🔧 ความเสี่ยงด้านคุณภาพและการเรียกคืนสินค้า
ชิ้นส่วนไฟส่องสว่างถือเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ความปลอดภัยในการขับขี่
หากเกิดปัญหาด้านคุณภาพ เช่น ระบบไฟผิดปกติ น้ำเข้า ความร้อนสูง หรืออายุการใช้งานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจนำไปสู่
การเคลม → ค่าใช้จ่ายรับประกัน → การเรียกคืนสินค้า → กระทบชื่อเสียง → ความสัมพันธ์กับลูกค้า
ความเสี่ยงประเภทนี้มีโอกาสกระทบทั้งกำไรและความน่าเชื่อถือในระยะยาว
🚗 ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์
STANLY มีรายได้หลักที่เกี่ยวข้องกับตลาดยานยนต์ ดังนั้นหากยอดผลิตรถยนต์ในไทยหรือภูมิภาคลดลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแอ หรือผู้ผลิตรถยนต์ลดกำลังการผลิต จะส่งผลโดยตรงต่อ คำสั่งซื้อและการใช้กำลังการผลิตของ STANLY
จุดที่ต้องติดตามคือ ยอดผลิตรถยนต์ + ยอดขายรถจักรยานยนต์ + แผนการผลิตของลูกค้ารายใหญ่
⚡ การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปสู่ EV
นี่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจมาก
แม้ EV ยังต้องใช้ระบบไฟส่องสว่าง แต่รูปแบบการแข่งขันและเทคโนโลยีเปลี่ยนไป เช่น
LED และระบบไฟอัจฉริยะ
Adaptive Lighting
Matrix LED
ระบบไฟที่เชื่อมโยงกับระบบช่วยขับ
การออกแบบโคมไฟที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
หาก STANLY ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันความต้องการของรถยนต์ยุคใหม่ อาจทำให้ สูญเสียโอกาสรับงานรุ่นใหม่ หรือถูกกดดันด้านราคา
🇨🇳 การแข่งขันจากผู้ผลิตจีนและผู้ผลิตรายใหม่
การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีนและ Supply Chain ใหม่ในไทยอาจทำให้ตลาดชิ้นส่วนยานยนต์แข่งขันรุนแรงขึ้น
ความเสี่ยงไม่ได้หมายถึง STANLY ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตโคมไฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันเรื่อง
ต้นทุน → เทคโนโลยี → คุณภาพ → ราคา → ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
หากคู่แข่งสามารถผลิตได้ถูกกว่า ขณะที่คุณภาพใกล้เคียงกัน ผู้ผลิตรถยนต์อาจมีอำนาจต่อรองกับ Supplier มากขึ้น
💰 ความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบ
ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มีต้นทุนจากวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท หากราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการปรับราคาขาย อาจทำให้ Gross Margin ถูกกดดัน
โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกค้ามีอำนาจต่อรองสูง บริษัทอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขายได้ทั้งหมด
ข้อมูลของบริษัทสะท้อนว่าต้นทุนขายและบริการเป็นรายการต้นทุนหลักของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
💱 ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
STANLY มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจของ Stanley Electric ในญี่ปุ่นและมีธุรกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ เงินบาท/เยน และสกุลเงินอื่น ๆ อาจกระทบ
ต้นทุนวัตถุดิบ
การนำเข้าเครื่องจักร/ชิ้นส่วน
รายได้จากต่างประเทศ
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
บริษัทเองมีการรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Stanley Electric Company Limited ในเอกสารที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ด้วย
🏭 ความเสี่ยงจากการลงทุนและเทคโนโลยี
ตลาดไฟรถยนต์กำลังเปลี่ยนจาก “โคมไฟ” ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น
ดังนั้น STANLY จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องใน
R&D + เครื่องจักร + ระบบ Automation + Software/Control + เทคโนโลยี LED
หากลงทุนมากเกินไปในช่วงที่ยอดผลิตรถยนต์ชะลอตัว อาจเกิดปัญหา กำลังการผลิตส่วนเกินและผลตอบแทนจากเงินลงทุนลดลง
👥 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์
ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์มีลักษณะเป็น OEM Supply Chain ลูกค้ารายใหญ่จึงมีอำนาจต่อรองสูง
หากลูกค้าปรับลดการผลิต เปลี่ยน Supplier หรือเปลี่ยนรูปแบบรถยนต์ อาจส่งผลต่อยอดคำสั่งซื้อของบริษัทได้
ดังนั้นนักลงทุนควรดูว่า STANLY มีการกระจายฐานลูกค้าและฐานผลิตภัณฑ์มากเพียงใด ไม่ควรมองเพียงตัวเลขกำไรสุทธิอย่างเดียว
🔴 ความเสี่ยงที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด
| ความเสี่ยง | ระดับ |
|---|---|
| 🚗 การชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ | 🔴 สูง |
| ⚡ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV/เทคโนโลยีใหม่ | 🔴 สูง |
| 🇨🇳 การแข่งขันจากผู้ผลิตจีน | 🔴 สูง |
| 💰 ต้นทุนวัตถุดิบและแรงกดดัน Margin | 🟠 ปานกลาง-สูง |
| 💱 อัตราแลกเปลี่ยน | 🟠 ปานกลาง |
| 🏭 การลงทุนด้านเทคโนโลยี/กำลังผลิต | 🟠 ปานกลาง |
| 👥 การพึ่งพาลูกค้า OEM | 🟠 ปานกลาง-สูง |
| 🔧 คุณภาพและการเรียกคืนสินค้า | 🟠 ปานกลาง |
🎯 มุมมองสำหรับนักลงทุน
จุดที่ต้องจับตา STANLY ไม่ใช่แค่ “กำไรโตหรือไม่” แต่คือ “กำไรนั้นเติบโตจากอะไร”
ถ้ายอดผลิตรถยนต์ฟื้น + บริษัทได้งานโมเดลใหม่ + ผลิตภัณฑ์ LED/เทคโนโลยีสูงเพิ่มขึ้น + ควบคุมต้นทุนได้ดี ความเสี่ยงหลายข้อจะลดลง
แต่ถ้าเกิดภาพตรงกันข้ามคือ ยอดผลิตรถยนต์ลดลง + การแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น + EV เปลี่ยนโครงสร้างคำสั่งซื้อ + Margin หดตัว จะเป็นแรงกดดันต่อกำไรของ STANLY ได้ค่อนข้างชัดเจน
ดังนั้นสำหรับการวิเคราะห์หุ้น STANLY ผมมองว่า “ยอดผลิตรถยนต์ + อัตรากำไรขั้นต้น + งานจากรถรุ่นใหม่ + การลงทุนด้าน EV/LED + ฐานลูกค้า” คือ 5 ตัวแปรที่ควรติดตามเป็นพิเศษ
5. ผู้ถือหุ้นใหญ่ คณะกรรมการ และผู้บริหาร
รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่
ข้อมูล ณ วันที่ 09 ก.ค. 2568
| ลำดับ | ผู้ถือหุ้น | จำนวนหุ้น (หุ้น) | %หุ้น |
|---|---|---|---|
| 1 | STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE, LTD. | 22,950,000 | 29.95 |
| 2 | บริษัท ทีเอชพีไอ จำกัด | 10,649,000 | 13.90 |
| 3 | นาย อภิชาต ลี้อิสสระนุกูล | 5,436,771 | 7.10 |
| 4 | นาง พรดี ลี้อิสสระนุกูล | 4,486,956 | 5.86 |
| 5 | STANLEY ELECTRIC HOLDING ASIA-PACIFIC PTE.LTD. | 4,370,950 | 5.70 |
| 6 | นาย ทนง ลี้อิสสระนุกูล | 4,144,855 | 5.41 |
| 7 | นาง พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ | 2,831,195 | 3.69 |
| 8 | บริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด | 2,556,074 | 3.34 |
| 9 | นาย ปริญญา เธียรวร | 2,050,000 | 2.68 |
| 10 | นาง พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล | 1,841,495 | 2.40 |
| 11 | บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด | 1,801,934 | 2.35 |
| 12 | บริษัท สุพรถวิทย์ จำกัด | 1,049,000 | 1.37 |
| 13 | MR. KENNETH RUDY KAMON | 822,200 | 1.07 |
| 14 | บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด | 383,400 | 0.50 |
คณะกรรมการ และผู้บริหาร
| ลำดับ | รายชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1 | นาย อภิชาต ลี้อิสสระนุกูล | ประธานกรรมการ |
| 2 | นาย คาซุโนริ นาคาอิ | กรรมการ |
| 3 | นาย ทนง ลี้อิสสระนุกูล | กรรมการ |
| 4 | นาย โทโมฮิโระ คอนโดะ | กรรมการ |
| 5 | นาง พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ | กรรมการ |
| 6 | นาง พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล | กรรมการ |
| 7 | นาย ยะสุอาคิ คาอิซูมิ | กรรมการ |
| 8 | นาย เอะทสึยะ คาวาชิมา | กรรมการ |
| 9 | นาย ฮารุกิ อุจิดะ | กรรมการ |
| 10 | นาย กฤษดา วิศวธีรานนท์ | กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ |
| 11 | นาย พิจารณ์ สุขภารังษี | กรรมการอิสระ |
| 12 | นาย วิบูลย์ รัศมีไพศาล | กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ |
| 13 | นาย สุชาติ พิศิษฐวานิช | กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ |
6. พัฒนาการที่สำคัญ
ก่อตั้ง: ปี 2518 (ค.ศ. 1975)
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: ปี 2534 (ค.ศ. 1991)
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่: จังหวัดปทุมธานี
ประเภทธุรกิจ: ผลิตและจำหน่ายโคมไฟรถยนต์และจักรยานยนต์ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก
พัฒนาการที่สำคัญตามลำดับเวลา
พ.ศ. 2518–2529 (เริ่มก่อตั้งและเริ่มผลิต)
จัดตั้งขึ้นภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด โดยร่วมทุนกับ Stanley Electric Co., Ltd. ประเทศญี่ปุ่น
เริ่มผลิต โคมไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับยานยนต์ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ
พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
แปรสภาพเป็น บริษัทมหาชนจำกัด และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เริ่มขยายการผลิตโคมไฟสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ และเพิ่มกำลังการผลิตรองรับตลาดส่งออก
พ.ศ. 2538–2545
ลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตโคมไฟแบบ Multi Reflector และ Halogen Projector
ขยายโรงงานแห่งที่ 2 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดยานยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9002 และ ISO 14001
พ.ศ. 2548–2558
ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อยกระดับการบริหารจัดการแบบญี่ปุ่น
เริ่มพัฒนาและผลิต โคมไฟ LED สำหรับยานยนต์ เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์
ขยายฐานการส่งออกไปยัง เอเชีย, ยุโรป และอเมริกา
ลงทุนในระบบ Automation และ Robotics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
พัฒนาเทคโนโลยี LED และ Laser Lighting ร่วมกับ Stanley Electric ประเทศญี่ปุ่น
ให้ความสำคัญกับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) และ การลดการปล่อยคาร์บอน
เดินหน้าพัฒนาโคมไฟสำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์อัจฉริยะ (Smart Vehicle)
ปัจจุบัน
บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้ผลิตโคมไฟยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
โดยมีลูกค้าหลักคือผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ เช่น Honda, Toyota, Mitsubishi, Nissan, Isuzu, Ford, Mazda และผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่
7. งบการเงิน
งบแสดงฐานะทางการเงิน
| งบปี 256631 มี.ค. 2566 | งบปี 256731 มี.ค. 2567 | งบปี 256831 มี.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/256830 ก.ย. 2567 | งบ 6 เดือน/256930 ก.ย. 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด | 2,084.20 | 2,000.19 | 1,356.92 | 1,446.51 | 1,630.56 |
| ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ | 2,557.39 | 2,390.40 | 1,957.82 | 2,007.91 | 2,054.96 |
| สินค้าคงเหลือ | 590.67 | 503.95 | 838.46 | 636.78 | 893.46 |
| รวมสินทรัพย์หมุนเวียน | 11,165.24 | 11,828.59 | 11,830.34 | 11,088.40 | 12,258.90 |
| ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ | 8,469.10 | 7,898.74 | 7,090.18 | 7,404.89 | 7,069.16 |
| รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | 13,160.16 | 12,949.24 | 12,227.71 | 12,149.88 | 11,919.77 |
| รวมสินทรัพย์ | 24,325.40 | 24,777.83 | 24,058.04 | 23,238.28 | 24,178.67 |
| เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืม | – | – | – | – | – |
| เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ | 1,430.68 | 1,321.25 | 1,032.01 | 1,129.83 | 1,180.09 |
| หนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี | – | – | – | – | – |
| รวมหนี้สินหมุนเวียน | 1,992.33 | 1,935.84 | 1,565.29 | 1,647.99 | 1,810.62 |
| รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน | 1,046.36 | 1,139.90 | 1,092.95 | 1,037.85 | 1,030.96 |
| รวมหนี้สิน | 3,038.69 | 3,075.74 | 2,658.25 | 2,685.84 | 2,841.58 |
| ทุนจดทะเบียน | 383.13 | 383.13 | 383.13 | 383.13 | 383.13 |
| ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า | 383.13 | 383.13 | 383.13 | 383.13 | 383.13 |
| ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น | 504.25 | 504.25 | 504.25 | 504.25 | 504.25 |
| กำไร(ขาดทุน)สะสม | 19,256.90 | 19,481.33 | 19,336.78 | 18,583.80 | 19,403.47 |
| หุ้นทุนรับซื้อคืน | – | – | – | – | – |
| หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย | – | – | – | – | – |
| องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น | 1,142.44 | 1,333.39 | 1,175.64 | 1,081.26 | 1,046.25 |
| – ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) ทุน | – | – | – | – | – |
| รวมส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ | 21,286.71 | 21,702.09 | 21,399.80 | 20,552.44 | 21,337.09 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย | – | – | – | – | – |
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ
| งบปี 256631 มี.ค. 2566 | งบปี 256731 มี.ค. 2567 | งบปี 256831 มี.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/256830 ก.ย. 2567 | งบ 6 เดือน/256930 ก.ย. 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย |
| รายได้จากการดำเนินธุรกิจ | 14,447.85 | 14,379.93 | 12,234.73 | 6,226.53 | 5,997.45 |
| รายได้อื่น | 104.12 | 94.97 | 13.76 | 6.89 | 15.48 |
| รวมรายได้ | 14,696.10 | 14,725.94 | 12,537.66 | 6,443.07 | 6,281.53 |
| ต้นทุน | 11,839.10 | 11,828.85 | 9,680.01 | 4,986.94 | 4,704.60 |
| ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร | 1,093.35 | 1,129.29 | 1,313.67 | 631.09 | 564.42 |
| รวมต้นทุนและค่าใช้จ่าย | 12,932.45 | 12,958.14 | 11,212.12 | 5,836.46 | 5,269.01 |
| EBITDA | 3,701.69 | 3,737.07 | 3,132.62 | 1,505.35 | 1,806.64 |
| ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย | 1,548.22 | 1,557.76 | 1,409.41 | 726.70 | 617.47 |
| กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ | 2,153.47 | 2,179.31 | 1,723.21 | 778.66 | 1,189.17 |
| กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ | 1,745.68 | 1,756.92 | 1,387.95 | 634.97 | 986.18 |
| กำไรต่อหุ้น (บาท) | 22.78 | 22.93 | 18.11 | 8.29 | 12.87 |
งบกระแสเงินสด
| งบปี 256631 มี.ค. 2566 | งบปี 256731 มี.ค. 2567 | งบปี 256831 มี.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/256830 ก.ย. 2567 | งบ 6 เดือน/256930 ก.ย. 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย |
| เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน | 2,995.26 | 3,016.49 | 2,113.69 | 1,097.94 | 1,115.37 |
| เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน | -2,911.40 | -1,571.86 | -1,224.52 | -114.70 | 76.96 |
| เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน | -651.31 | -1,532.49 | -1,532.50 | -1,532.50 | -919.50 |
| เงินสดสุทธิ | -567.45 | -87.86 | -643.33 | -549.26 | 272.84 |
วงจรเงินสด วงจรเงินสดปรับข้อมูลเต็มปี
งบปี 256731 มี.ค. 2567 | งบปี 256831 มี.ค. 2568 | งบ 6 เดือน/256830 ก.ย. 2567 | งบ 6 เดือน/256930 ก.ย. 2568 | |
|---|---|---|---|---|
| อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า) | 5.81 | 5.63 | 6.10 | 5.91 |
| ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน) | 62.79 | 64.86 | 59.86 | 61.76 |
| อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (เท่า) | 21.61 | 14.42 | 19.24 | 12.28 |
| ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (วัน) | 16.89 | 25.31 | 18.97 | 29.72 |
| อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (เท่า) | 8.60 | 8.23 | 8.81 | 8.14 |
| ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (วัน) | 42.46 | 44.37 | 41.44 | 44.86 |
| วงจรเงินสด (วัน) | 37.22 | 45.80 | 37.39 | 46.62 |
วิเคราะห์กราฟเทคนิค (Technical Analysis)
วิเคราะห์ STANLY – บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ในมุม “VI มืออาชีพ + ใช้กราฟเทคนิคเป็นตัวช่วยจับจังหวะ” โดยเน้นคุณภาพของราคา แนวโน้ม การสะสม และ Margin of Safety มากกว่าการไล่ราคา
ข้อมูลล่าสุดที่ค้นได้จาก SET ระบุว่า STANLY อยู่ในกรอบ 52 สัปดาห์ 176–256 บาท และข้อมูลวันที่ 10 ส.ค. 2569 ที่แสดงบน SET อยู่บริเวณ 230–233 บาท ขณะที่ข้อมูลย้อนหลังช่วงปลาย ก.ค. อยู่แถว 235–238 บาท
📊 มุมมองกราฟเทคนิค STANLY
ภาพใหญ่: “ขาขึ้นเดิมถูกพักฐาน”
โครงสร้างใหญ่ยังถือว่า ไม่ได้เสียทรงขาขึ้นอย่างชัดเจน เพราะราคายังอยู่เหนือจุดต่ำสุดรอบ 52 สัปดาห์ที่ 176 บาทค่อนข้างมาก แต่หลังจากขึ้นไปทดสอบบริเวณ 254–256 บาท แล้วเกิดแรงขาย ทำให้ราคาถอยลงมาสู่โซน 230 บาทต้น ๆ
จุดที่น่าสนใจคือช่วงต้นเดือน ก.ค. ราคาขึ้นไปบริเวณ 255–256 บาท ก่อนเกิดแรงขายหนักในวันที่ 8 ก.ค. ซึ่งราคาลงไปแตะ 230 บาทพร้อมปริมาณซื้อขายประมาณ 143,900 หุ้น ถือเป็นแท่งที่ต้องจับตา เพราะเป็นการเปลี่ยนโมเมนตัมระยะสั้นอย่างชัดเจน
มุมมองแบบ VI:
การปรับฐานไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากพื้นฐานธุรกิจยังแข็งแรง แต่สิ่งที่ต้องถามคือ “ราคากำลังลงเพราะพื้นฐานเปลี่ยน หรือเพียงแค่กำลังพักฐาน?”
สำหรับกราฟ ณ ตอนนี้ ยังให้น้ำหนักไปทาง พักฐาน/สร้างฐาน มากกว่าการเข้าสู่ขาลงระยะยาว
2. แนวรับสำคัญ
ผมแบ่งแนวรับเป็น 3 ชั้น
| ระดับ | ความสำคัญ | มุมมอง |
|---|---|---|
| 228–230 บาท | ⭐⭐⭐⭐ | แนวรับแรก / ฐานสำคัญ |
| 220–225 บาท | ⭐⭐⭐⭐⭐ | แนวรับเชิงโครงสร้าง |
| 205–210 บาท | ⭐⭐⭐⭐ | แนวรับใหญ่ หากตลาดปรับฐานแรง |
โดยเฉพาะ 230 บาท เป็นระดับที่ต้องจับตา เพราะราคาช่วงเดือน ก.ค. เคยลงมาบริเวณ 230 บาทแล้วมีแรงซื้อกลับ ก่อนฟื้นขึ้นไป 246 บาท ดังนั้น หากราคากลับมาทดสอบ 228–230 บาทแล้วไม่หลุด พร้อม Volume เพิ่มขึ้นในวันรีบาวด์ จะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจกว่าการไล่ซื้อบริเวณ 235–240 บาท
- แนวต้านที่ต้องผ่าน
แนวต้านสำคัญคือ
235–240 บาท → 245–250 บาท → 254–256 บาท
บริเวณ 254–256 บาทคือ High 52 สัปดาห์ ดังนั้นการผ่านโซนนี้ได้อย่างเด็ดขาดจะเปลี่ยนภาพจาก “หุ้นพักฐาน” เป็น “หุ้นเตรียมกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่”
จุดที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด
ถ้า STANLY สามารถปิดเหนือ 256 บาทได้ พร้อม Volume ขยายตัว
จะถือเป็นสัญญาณ Breakout ที่มีน้ำหนักมากขึ้น
เพราะเป็นการทำ New High ในรอบ 52 สัปดาห์
- 4. Moving Average — จุดที่ VI ควรสนใจ
ข้อมูล Technical ที่เผยแพร่ช่วงเดือน ก.ค. แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้นราคาอยู่เหนือ MA5/MA10/MA20 แต่ยังต่ำกว่า MA50/MA100/MA200 ซึ่งสะท้อนภาพที่น่าสนใจมาก คือ
ระยะสั้นเริ่มฟื้น แต่แนวโน้มระยะกลาง-ยาวยังต้องพิสูจน์ตัวเอง
ตัวเลขในช่วงดังกล่าว:
MA20 ≈ 237.85
MA50 ≈ 245.92
MA100 ≈ 247.25
MA200 ≈ 245.09
ดังนั้นโซน 245–248 บาท จึงไม่ใช่เพียงแนวต้านจาก Price Action แต่ยังเป็นบริเวณที่มีความสำคัญจากเส้นค่าเฉลี่ยระยะกลาง-ยาวด้วย
สรุปง่าย ๆ
ต่ำกว่า 245 = ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ตัวเอง
ยืนเหนือ 245–248 = เริ่มกลับมาแข็งแรง
ผ่าน 256 = Momentum เปลี่ยนเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ - RSI / MACD
ข้อมูล Technical ล่าสุดที่ค้นได้จากช่วงเดือน ก.ค. ระบุว่า RSI(14) อยู่ประมาณ 47.6 ซึ่งเป็นโซนกลาง ไม่ได้อยู่ในภาวะ Overbought หรือ Oversold ขณะที่ MACD ยังเป็นสัญญาณขายเล็กน้อย
ตรงนี้ผมมองว่า ไม่ใช่สัญญาณลบสำหรับนักลงทุน VI
เพราะ RSI ต่ำกว่า 50 แต่ไม่ได้ลงไปในเขต Oversold หมายความว่า
หุ้นยังไม่มี Momentum เชิงบวกที่แข็งแรง แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในภาวะถูกเทขายจนเกินเหตุ
สำหรับ VI สิ่งที่น่าสนใจกว่าการดู RSI เพียงอย่างเดียวคือ
“ราคาลงแล้วธุรกิจยังดีอยู่หรือไม่?”
ถ้าคำตอบคือใช่ การอ่อนตัวของราคากลับสามารถสร้าง Margin of Safety ได้มากขึ้น
🧠 มุมมองแบบ VI มืออาชีพ
สิ่งที่ผมจะไม่ทำกับ STANLY คือ
❌ เห็นราคาลงแล้วรีบขายเพราะกลัว
❌ เห็นราคาดีดแล้วไล่ซื้อ
❌ ใช้ RSI ตัวเดียวตัดสินใจ
❌ ซื้อเพียงเพราะราคาหุ้นลงจาก 256 เหลือ 230 บาท
แต่จะดู 3 เรื่องพร้อมกัน
① ราคาหุ้น
ต้องการเห็น ฐานราคายกสูงขึ้น
230 → 235 → 240 → 245
หากเกิด Higher Low ต่อเนื่อง จะเริ่มสะท้อนการกลับมาของแรงซื้อ
② Volume
หากราคาขึ้นจาก 230–235 ไปหา 240–245 บาท แต่ Volume เพิ่มขึ้น จะมีน้ำหนักมากกว่าการขึ้นแบบ Volume แห้ง
และถ้าเกิด
Breakout 245–250 + Volume สูงกว่าค่าเฉลี่ย
จะเป็นสัญญาณที่ผมให้น้ำหนักมากขึ้น
③ พื้นฐาน
VI จะไม่ซื้อเพราะกราฟสวยอย่างเดียว
ต้องตรวจสอบว่า กำไร กระแสเงินสด ความสามารถในการทำกำไร เงินปันผล และฐานะการเงิน ยังสนับสนุนมูลค่าหุ้นหรือไม่
SET มีข้อมูล Financial Statements ของ STANLY สำหรับใช้ตรวจสอบงบการเงินและพัฒนาการของบริษัทโดยตรง
🎯 กลยุทธ์ที่ผมมองสำหรับ STANLY
🟢 กรณีที่ 1 — นักลงทุนถืออยู่
ถือ / รอดูการสร้างฐาน
ตราบใดที่ราคายังรักษาโซน 228–230 บาท ได้ ผมยังไม่มองว่าโครงสร้างใหญ่เสีย
แต่ถ้าหลุด 228–230 บาทแบบมี Volume หนัก และไม่สามารถกลับขึ้นมาได้เร็ว ควรลดน้ำหนักและประเมินพื้นฐานใหม่
🟢 กรณีที่ 2 — ต้องการสะสมแบบ VI
ผมจะ ไม่รีบซื้อเต็มไม้บริเวณ 230–235 บาท
แต่แบ่งเป็นไม้ เช่น
ไม้ 1: โซน 228–232
ไม้ 2: เมื่อเห็นแรงรับชัดเจน
ไม้ 3: เมื่อราคากลับมายืนเหนือ 240–245
ไม้ 4: เมื่อ Breakout 256 พร้อม Volume
แนวคิดคือ ให้ตลาดพิสูจน์ตัวเองก่อนเพิ่มน้ำหนัก
🚀 กรณีที่ 3 — สัญญาณ Bullish ที่ต้องการเห็น
ถ้า STANLY ทำได้แบบนี้:
230 → 240 → 248 → 256 → Breakout
และ Volume เพิ่มขึ้นตามลำดับ
นี่จะเป็นโครงสร้างที่สวยมาก เพราะแสดงว่า
ฐานใหม่กำลังยกตัว + Momentum กลับมา + Supply ด้านบนถูกดูดซับ
เมื่อนั้นกราฟจะเริ่มน่าสนใจสำหรับทั้ง VI และ Momentum Investor
⚠️ จุดที่ต้องระวัง
จุดที่ผมระวังที่สุดคือ 230 บาท
ถ้าหลุดระดับนี้อย่างมีนัยสำคัญ อาจเปิดทางให้ราคาลงไปทดสอบ 220–225 บาท
และถ้าหลุด 220 บาทอีก โครงสร้างการพักฐานจะเริ่มลึกขึ้น และไม่ควรใช้คำว่า “ย่อเพื่อขึ้น” แบบอัตโนมัติ
เพราะ VI ที่ดีต้องแยกให้ออกระหว่าง
“หุ้นดีราคากำลังถูก”
กับ
“หุ้นที่ราคาลงเพราะตลาดกำลังมองเห็นปัญหาบางอย่าง”
🏆 บทสรุป STANLY
STANLY ณ บริเวณ 230 บาทต้น ๆ = “อยู่ในช่วงสะสมฐาน มากกว่าช่วงไล่ราคา”
ผมให้น้ำหนักทางเทคนิคประมาณ:
แนวโน้มใหญ่: 🟡 Neutral / ยังต้องพิสูจน์
ระยะกลาง: 🟡 พักฐาน
ระยะสั้น: 🟡 รอดูแรงซื้อ
Momentum: 🟡 ยังไม่เด่น
แนวรับ: 228–230 / 220–225 บาท
แนวต้าน: 240 / 245–250 / 254–256 บาท
Breakout สำคัญ: เหนือ 256 บาท + Volume
มุมมองแบบ VI
“STANLY ยังไม่ใช่จังหวะที่ต้องรีบไล่ราคา แต่เป็นหุ้นที่ควรจับตาเมื่อราคากำลังสร้างฐาน เพราะถ้าพื้นฐานยังแข็งแรงและกราฟสามารถกลับมายืนเหนือ 245–256 บาทได้ โอกาสเปลี่ยนจาก Sideway Down เป็นรอบขาขึ้นใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
ข้อมูลราคาที่ SET แสดงล่าสุดในช่วงที่ค้นได้อยู่ในบริเวณ 230–233 บาท ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 176–256 บาท ดังนั้น Margin of Safety ที่แท้จริงควรประเมินร่วมกับมูลค่าพื้นฐาน ไม่ใช่ดูเพียงว่าราคาต่ำกว่าจุดสูงสุดเท่าไร
หมายเหตุ: ตัวเลข RSI/Moving Average ที่ยกมาเป็นข้อมูล Technical จากช่วงล่าสุดที่แหล่งข้อมูลเผยแพร่ ไม่ใช่ค่าคำนวณ ณ ราคาวันนี้โดยตรง จึงควรใช้เป็น “บริบทของโครงสร้าง” มากกว่าสัญญาณซื้อขายแบบเรียลไทม์
เครื่องมือที่ใช้บ่อย MA
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ช่วยกรองสัญญาณรบกวนระยะสั้น ดูแนวโน้มราคาระยะยาว เช่น MA5, MA20, MA200 บ่งชี้ทิศทางและแรงของแนวโน้ม Volume / ปริมาณการซื้อขาย
ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI)
วัดภาวะ “ซื้อมากเกินไป” หรือ “ขายมากเกินไป”RSI > 70 = Overbought, RSI < 30 = Oversold
MACD (Moving Average Convergence Divergence)
ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม รูปแบบกราฟ (Chart Patterns) เช่น Cup & Handle, Triangle, Flag, Head & Shoulders
การวิเคราะห์ทางเทคนิค ไม่ได้พยากรณ์อนาคตแน่นอน แต่ช่วยเพิ่ม “โอกาส” ในการตัดสินใจ ควรใช้ร่วมกับ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ทางทีมงานไม่ได้นำเสนอในส่วนนี้ แต่ก่อนที่ผู้ลงทุนหุ้นตัวใดก็ตามที่ ได้วิเคราะห์ ปัจจัยพื้นฐาน มาทุกข้อแล้วเวลาจะเข้าลงทุนหุ้นตัวไหนก็ตามควรมีการวิเคราะห์ กราฟเทคนิค หรือ Technical analysis ก่อนทุกครั้งเพื่อจะได้ไม่เสียโอกาสในการลงทุน.
9. สรุปผลการวิเคราะห์
| หัวข้อการวิเคราะห์ | คะแนน | คะแนนที่ได้ |
|---|---|---|
| 1. ข้อมูลพื้นฐานบริษัท | 20 | 00 |
| 2. โครงสร้างรายได้ของบริษัท | 20 | 00 |
| 3. ต้นทุนการบริหาร | 15 | 00 |
| 4. ความเสี่ยงของบริษัท | 10 | 00 |
| 5. ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นใหญ่ | 10 | 00 |
| 6. พัฒนาการทางธุรกิจ | 5 | 0 |
| 7. งบการเงิน | 10 | 00 |
| 8. Technical analysis | 10 | 00 |
| รวมผลสรุป | 100 | 000 |
สรุปผลการวิเคราะห์ บริษัท
วิเคราะห์หุ้น STANLY — มุมมองนักลงทุน VI มืออาชีพ
Thai Stanley Electric Public Company Limited หรือ STANLY เป็นหุ้นที่ผมมองว่า “ไม่ได้เด่นเพราะการเติบโตหวือหวา แต่เด่นที่คุณภาพของงบดุล เงินสดสูง หนี้ต่ำ และราคาหุ้นไม่แพง” ซึ่งเป็นลักษณะที่นักลงทุน VI ให้ความสำคัญมาก
ข้อมูลล่าสุดจาก SET ณ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุราคาหุ้นบริเวณ 238–240 บาท Market Cap ราว 18.2–18.4 พันล้านบาท, P/E ประมาณ 9.5 เท่า และ P/BV เพียง 0.84–0.85 เท่า ขณะที่ EBITDA อยู่ราว 3.54 พันล้านบาท
- ธุรกิจ: เข้าใจง่าย และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
STANLY ผลิต ระบบไฟส่องสว่างสำหรับรถยนต์และรถจักร รวมถึงหลอดไฟ โคมไฟ แม่พิมพ์ และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยมีตั้งแต่ R&D การออกแบบ ไปจนถึงการผลิต และจำหน่ายให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จุดแข็งสำคัญคือ บริษัทไม่ได้แข่งขันด้วยสินค้า Commodity เพียงอย่างเดียว แต่มีความสัมพันธ์กับผู้ผลิตยานยนต์และมีมาตรฐานการผลิตที่ต้องผ่านการรับรองจากลูกค้า
มุมมอง VI: ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันจาก ความเชี่ยวชาญ + ความสัมพันธ์กับลูกค้า + Know-how ด้านระบบไฟรถยนต์ - ผลประกอบการ: ปีล่าสุด “กำไรดีขึ้น แม้รายได้ลดลง”
นี่คือจุดที่น่าสนใจมากสำหรับ STANLY
ปีบัญชี 2569 บริษัทมีรายได้ประมาณ 11,847 ล้านบาท ลดลงจาก 12,235 ล้านบาทในปีก่อน หรือประมาณ -3.2%
แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,925 ล้านบาท จาก 1,388 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 38.7%
EPS เพิ่มจาก 18.11 บาท เป็น 25.12 บาท
พูดง่าย ๆ คือ
“ยอดขายไม่ได้โต แต่บริษัททำกำไรจากยอดขายได้ดีขึ้นมาก”
นี่เป็นสิ่งที่ VI ควรให้ความสนใจ เพราะการเติบโตของกำไรไม่จำเป็นต้องมาจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจาก Product mix, การควบคุมต้นทุน, ประสิทธิภาพการผลิต และ Operating leverage
ข้อมูลประมาณการจาก Pi ระบุว่า FY2026 Gross Margin เพิ่มเป็นประมาณ 22.8% จาก 20.9% และ Net Profit Margin เพิ่มเป็นประมาณ 16.2% จาก 11.3% ซึ่งสะท้อนการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไรอย่างชัดเจน - จุดแข็งที่สุดของ STANLY: “งบดุลแข็งแรงมาก”
ถ้ามองแบบ VI ผมให้เรื่องนี้เป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่สนใจ STANLY
ข้อมูล FY2025 ระบุว่า บริษัทมี
สินทรัพย์รวมประมาณ 24,058 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 21,400 ล้านบาท
หนี้สินรวมเพียงประมาณ 2,658 ล้านบาท
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดประมาณ 8,947 ล้านบาท ตามข้อมูลประมาณการ/วิเคราะห์ของ Pi
ไม่มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น STANLY มีลักษณะเป็น Net Cash Company
นี่เป็นข้อได้เปรียบมหาศาลในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน
เพราะบริษัทไม่ได้ต้องพึ่งพาหนี้เพื่อขยายธุรกิจมากนัก และยังมีเงินสดรองรับการลงทุน การจ่ายปันผล หรือการรับมือกับวัฏจักรอุตสาหกรรม
VI จะชอบบริษัทลักษณะนี้มากกว่าบริษัทที่กำไรโตเร็วแต่ต้องกู้เงินจำนวนมาก - ROE ยังไม่สูงมาก — จุดที่ต้องระวัง
แม้งบดุลแข็งแรง แต่มีข้อสังเกตสำคัญ
ปี 2567 ROE ของ STANLY อยู่ประมาณ 6.49% ขณะที่ปีก่อนอยู่ 8.17% และปี 2565 อยู่ 8.45%
เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากบริษัทมี เงินสดและสินทรัพย์จำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดกำไร
ดังนั้น STANLY จึงไม่ใช่หุ้นประเภท
“เอาเงินทุน 100 บาท ไปสร้างกำไร 30–40 บาท”
แต่เป็นบริษัทลักษณะ
“มีเงินสดเยอะ หนี้ต่ำ กำไรสม่ำเสมอ และบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้ดี”
สำหรับ VI นี่เป็นข้อดีด้านความปลอดภัย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็หมายความว่า ประสิทธิภาพการใช้ทุนยังมีพื้นที่ให้พัฒนา - เงินปันผล: จุดขายที่โดดเด่นมาก
STANLY มีประวัติการจ่ายเงินปันผลค่อนข้างน่าสนใจ
ข้อมูลล่าสุดระบุเงินปันผลรวมในรอบล่าสุดประมาณ 25 บาท/หุ้น และมีการจ่ายเป็นงวด ๆ โดยงวดล่าสุด 17 บาท/หุ้นขึ้น XD วันที่ 8 กรกฎาคม 2569
ถ้าใช้ราคาประมาณ 238 บาท
25 ÷ 238 ≈ 10.5%
ดังนั้นในเชิง “Dividend Yield แบบย้อนหลัง/annualized” ตัวเลขอยู่ในระดับสูงมาก
แต่ต้องระวังว่า ไม่ควรนำ Dividend Yield 10%+ ในปีล่าสุดไปสมมติว่าจะได้ 10% ทุกปี
เพราะเงินปันผลสามารถเปลี่ยนแปลงตามกำไรและนโยบายของบริษัทได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ กระแสเงินสดจากหุ้น STANLY ถือว่าน่าสนใจมาก
6. Valuation: จุดที่ทำให้หุ้นนี้น่าสนใจ
ราคาประมาณ 238–240 บาท ตัวเลขสำคัญ:
| ตัวชี้วัด | STANLY |
|---|---|
| ราคา | ~238–240 บาท |
| P/E | ~9.5x |
| P/BV | ~0.84–0.85x |
| BVPS | ~279 บาท |
| EPS FY2026 | ~25.12 บาท |
| Dividend ล่าสุดรวม | ~25 บาท/หุ้น |
| Market Cap | ~18.2–18.4 พันล้านบาท |
จุดที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดคือ
ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
BVPS อยู่ประมาณ 279 บาท ขณะที่ราคาหุ้นประมาณ 238 บาท
เท่ากับตลาดให้ราคาประมาณ 0.85 เท่าของ Book Value
สำหรับบริษัทที่
มีกำไร
มีกระแสเงินสด
หนี้ต่ำ
มีเงินสดสูง
จ่ายปันผล
มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
การซื้อที่ต่ำกว่า Book Value จึงเป็น Margin of Safety ที่น่าสนใจ
- แต่ STANLY ไม่ใช่หุ้น “Growth” แบบชัดเจน
นี่คือสิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูก
STANLY เป็นธุรกิจ Automotive ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ วัฏจักรอุตสาหกรรมยานยนต์
ดังนั้นความเสี่ยงหลักคือ
ยอดผลิตรถยนต์ลด → ลูกค้าสั่งซื้อลด → รายได้ STANLY ลด
โดยเฉพาะตลาดรถยนต์สันดาปที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV
แต่ในทางกลับกัน ระบบไฟยังเป็นชิ้นส่วนที่รถทุกคันต้องใช้ และเทคโนโลยีไฟรถยนต์เองก็มีการพัฒนาไปสู่ LED และระบบไฟที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้นโจทย์สำคัญของ STANLY คือ
บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าต่อคันได้เร็วพอที่จะชดเชยจำนวนรถที่เติบโตช้าหรือไม่?
นี่คือสิ่งที่ VI ควรติดตามมากกว่าการดูยอดขายเพียงอย่างเดียว - Catalyst ที่น่าสนใจ
นักวิเคราะห์บางรายมองว่ากำไรของ STANLY มีโอกาสเติบโตต่อใน FY2027 จากการเริ่มผลิตคำสั่งซื้อใหม่ โดย InnovestX เคยประเมินกำไร FY2027 เติบโตประมาณ 8% และมองว่าการมี Net Cash รวมถึง Capex ที่ไม่สูงมากช่วยสนับสนุนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
หากกำไรเติบโตพร้อมกับการรักษา Dividend Payout ได้ดี
STANLY จะกลายเป็นหุ้นประเภท “กำไรโตเล็กน้อย + ปันผลสูง + Valuation ต่ำ”
ซึ่งเป็น Combination ที่น่าสนใจสำหรับ VI - ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
🔴 1. Automotive Cycle
หากยอดผลิตรถยนต์ไทยและต่างประเทศชะลอตัว รายได้มีโอกาสลดลง
🔴 2. EV Transition
โครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเปลี่ยนแปลง ต้องติดตามว่าบริษัทได้คำสั่งซื้อจาก Platform รถ EV มากน้อยเพียงใด
🔴 3. ราคาวัตถุดิบ
ต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะพลาสติก/เรซิน มีผลต่อ Margin โดย InnovestX ระบุว่าพลาสติกเรซินคิดเป็นประมาณ 20% ของวัตถุดิบ และราคาที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
🔴 4. ROE ต่ำ
เงินสดจำนวนมากเป็นข้อดีด้านความปลอดภัย แต่ถ้าไม่ได้ถูกนำไปสร้างผลตอบแทนที่ดี อาจทำให้ ROE ต่ำต่อเนื่อง
🔴 5. Dividend อาจไม่สูงเท่าปีล่าสุด
นักลงทุนไม่ควรตีมูลค่าหุ้นจาก Dividend 25 บาทเพียงปีเดียว - มุมมองแบบ VI: “ซื้อธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อกราฟ”
ถ้าผมมอง STANLY แบบนักลงทุน VI ผมจะให้น้ำหนักประมาณนี้
คุณภาพธุรกิจ: ⭐⭐⭐⭐☆
ฐานะการเงิน: ⭐⭐⭐⭐⭐
ความสามารถทำกำไร: ⭐⭐⭐⭐☆
การเติบโต: ⭐⭐⭐☆☆
เงินปันผล: ⭐⭐⭐⭐⭐
Valuation: ⭐⭐⭐⭐⭐
Margin of Safety: ⭐⭐⭐⭐☆
ความเสี่ยงจากวัฏจักร: ⭐⭐⭐☆☆
คะแนนรวม VI: 8.3/10 - มูลค่าที่เหมาะสมแบบ Conservative
หากใช้ EPS FY2026 ประมาณ 25.12 บาท
ผมจะไม่ให้ Multiple สูง เพราะ STANLY เป็นธุรกิจ Automotive ที่มีความเป็น Cyclical
ลองใช้กรอบ P/E:
8x → 201 บาท
9x → 226 บาท
10x → 251 บาท
11x → 276 บาท
12x → 301 บาท
ดังนั้นถ้าราคาประมาณ 238 บาท
ตลาดกำลังให้ STANLY ประมาณ 9.5x EPS
ถือว่าไม่ได้แพง
และหากบริษัทสามารถรักษา EPS ระดับ 25 บาทขึ้นไปได้ ราคาปัจจุบันมี Downside Protection จาก Valuation ค่อนข้างดี
ขณะเดียวกัน หากกำไรเติบโตและตลาดยอมให้ P/E กลับไป 10–11 เท่า Upside จะเริ่มน่าสนใจมากขึ้น
หมายเหตุ: นี่เป็นกรอบประเมินมูลค่าเพื่อการศึกษา ไม่ใช่ราคาเป้าหมายหรือคำแนะนำซื้อขายหลักทรัพย์ - บทสรุปแบบนักลงทุน VI
STANLY ไม่ใช่หุ้นที่ผมจะซื้อเพราะหวังว่า “พรุ่งนี้จะวิ่ง”
แต่เป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับแนวคิด
“ซื้อกิจการที่มีฐานะการเงินแข็งแรง ในราคาที่ไม่แพง และรอให้กำไร + เงินปันผล + มูลค่าที่แท้จริง ทำงานให้เรา”
สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ
① P/E ต่ำประมาณ 9–10 เท่า
② P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า
③ เงินสดสูง / หนี้ต่ำ
④ กำไร FY2026 ฟื้นตัวแรง
⑤ EPS เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 25 บาท
⑥ Dividend มีความน่าสนใจ
⑦ มีธุรกิจเฉพาะทางและฐานลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์
แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ
“กำไรที่โตขึ้นครั้งนี้จะกลายเป็นระดับกำไรปกติระยะยาว หรือเป็นเพียงการฟื้นตัวชั่วคราว?”
ถ้ากำไรระดับ 1.9 พันล้านบาท/ปี สามารถรักษาได้ และมีการเติบโตต่อ ขณะที่บริษัทสามารถใช้เงินสดสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้น ผมมองว่า STANLY มีลักษณะของหุ้น VI แบบ Deep Value + Dividend ที่น่าสนใจมากกว่าหุ้น Growth
มุมมองของผม: “สะสมได้เมื่อราคาให้ Margin of Safety” มากกว่า “ไล่ซื้อเพราะโมเมนตัม”

