รูปโฆษณา โดยมีข้างหลังเป็นกราฟหุ้น มีรูปตึก SET ประกอบ

วิเคราะห์ หุ้น SINGER บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น SINGER บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น SINGER บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ SINGER อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ พาณิชย์ (Commerce) อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม บริการ (Services)




SINGER ทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ รวมทั้งจักรเย็บผ้า และให้บริการขายผ่านระบบ “เช่าซื้อ / ผ่อนชำระ (hire-purchase / loans)” เป็นหลัก โดยใช้แบรนด์ “Singer” เป็นแบรนด์หลัก
บริษัทมี 3 สายธุรกิจหลัก ได้แก่
Trade Sales — ขายสินค้าปลีก, เครื่องใช้ไฟฟ้า, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักร, สินค้าเชิงพาณิชย์ ฯลฯ
Hire Purchase & Loans — ให้บริการผ่อนชำระ / เช่าซื้อ / สินเชื่อ (ทั้งสำหรับของใช้ในบ้าน รถยนต์ ฯลฯ)
Service and Others — บริการหลังการขาย ซ่อมบำรุง ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้า และบริการอื่น ๆ เช่น ประกัน (ผ่านบริษัทลูก)

บริษัท U City Public Company Limited (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Rabbit Holdings Public Company Limited) เคยเข้าลงทุนถือ หุ้น SINGER ประมาณ 24.9% (ซื้อหุ้นจำนวน ~ 197.10 ล้านหุ้น) เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ SINGER
เนชั่นทีวี
การเข้ามาของ U City / Rabbit Holdings ถือเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น และมีผลต่อแผนธุรกิจของ SINGER และบริษัทในเครือ (เช่น การขยายสินเชื่อ เช่าซื้อ การเงิน การร่วมมือด้านธุรกิจ)


ตามข้อมูลจากรายงานของ SINGER หน่วยธุรกิจในเครือ (Group / Subsidiaries) หลัก ประกอบด้วย:

SG Capital Public Company Limited (SGC) ~ 74.92%
บริษัทให้บริการเงินกู้และเช่าซื้อ (non-bank lender): hire-purchase สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในบ้าน/พาณิชย์, “จำนำทะเบียนรถ / สินเชื่อจำนำทะเบียน (Car-for-cash / auto-title loan / “Rod Tum Ngern”)”, สินเชื่อบุคคล และบริการสินเชื่อสำหรับลูกค้า SINGER และพันธมิตรอื่น ๆ
SG Service Plus Co., Ltd. (SGS) ~ 99.96%
ให้บริการซ่อมบำรุง / ติดตั้ง / ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้า — เป็นบริการหลังการขายของ SINGER/กลุ่มบริษัท
SG Broker Co., Ltd. (SGB) ~ 99.99%
ทำหน้าที่เป็น “โบรกเกอร์ประกัน” — brokerage ด้านประกันชีวิตและประกันวินาศภัย (life & non-life insurance broker) ให้กับลูกค้า SINGER/เครือข่าย



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 399,407,284.00181,894,864.00316,090,000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของหุ้น SINGER ถือว่า “สูงกว่าค่าเฉลี่ย” ของกลุ่มค้าปลีกและเช่าซื้อ เพราะโมเดลธุรกิจพึ่งพา “สินเชื่อผ่อนชำระ” เป็นหลัก โดยยอดขายกว่า 80% เป็นระบบเช่าซื้อผ่านบริษัทลูก SGC ทำให้คุณภาพลูกหนี้และเศรษฐกิจฐานรากมีผลโดยตรงต่อกำไรบริษัท
ความเสี่ยงหลักของธุรกิจ SINGER

ความเสี่ยงด้านสินค้าคงคลังและต้นทุนนำเข้า
SINGER จำหน่ายสินค้าไฟฟ้าและสินค้าเชิงพาณิชย์จำนวนมาก
ความเสี่ยงคือ
ค่าเงินบาทอ่อน
ต้นทุนนำเข้าสูง
สินค้าตกรุ่นเร็ว
สต๊อกค้าง
อาจกดอัตรากำไรและทำให้ต้องลดราคาเร่งระบายสินค้า
จุดที่นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษ
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาหุ้น SINGER ได้แก่
อัตราหนี้เสีย (NPL)
การตั้งสำรอง
คุณภาพพอร์ตลูกหนี้
กำไรของ SGC
กระแสเงินสด
ความสามารถในการเก็บหนี้
ภาระดอกเบี้ย
การฟื้นตัวของกำลังซื้อฐานราก
สรุปภาพรวม
SINGER เป็นหุ้นที่ “อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ” สูงมาก
ช่วงเศรษฐกิจดี:
ยอดผ่อนโตเร็ว
กำไรขยายแรง
หุ้นมักวิ่งแรง
แต่ช่วงเศรษฐกิจชะลอ:
NPL เพิ่มเร็ว
กำไรหดแรง
ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดเร็วเช่นกัน
ดังนั้นหุ้นตัวนี้เหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้สูง และต้องติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิดทุกไตรมาส

ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) พุ่ง
จุดอ่อนสำคัญที่สุดของ SINGER คือ ลูกค้าหลักเป็นกลุ่มรายได้ปานกลางถึงล่าง หากเศรษฐกิจชะลอ ค่าครองชีพสูง หรือกำลังซื้ออ่อนตัว จะทำให้ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นทันที
ผลกระทบคือ
ต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่ม
กำไรลดแรง
กระแสเงินสดตึงตัว
นักลงทุนกังวลคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ
นี่คือความเสี่ยงที่ตลาดจับตาหนักที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

พึ่งพาธุรกิจเช่าซื้อสูง
แม้บริษัทจะขายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าเชิงพาณิชย์หลายประเภท แต่รายได้หลักยังผูกกับ “สินเชื่อผ่อนสินค้า”
ถ้า
ธนาคารเข้มงวดเครดิต
ดอกเบี้ยสูง
ลูกค้ากู้ยาก
กำลังซื้อหด
ยอดขายจะชะลอทันที เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อผ่านการผ่อน ไม่ใช่เงินสด

ความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและต้นทุนการเงิน
ธุรกิจเช่าซื้อต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก
หาก
ดอกเบี้ยขาขึ้น
ต้นทุนกู้เงินสูง
การออกหุ้นกู้ยากขึ้น
จะกดส่วนต่างกำไรทันที เพราะต้นทุนทางการเงินเพิ่มเร็วกว่ารายได้
โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน นักลงทุนจะกังวลเรื่องสภาพคล่องของบริษัทเช่าซื้อเป็นพิเศษ

ความเสี่ยงจากการแข่งขันรุนแรง
SINGER ไม่ได้แข่งแค่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่แข่งกับ
ธนาคาร
Non-bank
แอปปล่อยกู้
E-commerce
ผู้ให้บริการ Buy Now Pay Later
คู่แข่งจำนวนมากทำให้
ต้องเร่งโปรโมชั่น
มาร์จิ้นลด
แย่งลูกค้าคุณภาพดี

ความเสี่ยงด้านกฎหมายและการกำกับสินเชื่อ
ธุรกิจเช่าซื้อถูกกำกับโดยหน่วยงานรัฐ เช่น ธปท. และ สคบ.
หากมี
การคุมเพดานดอกเบี้ย
กฎคุมการปล่อยสินเชื่อ
มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเข้มขึ้น
จะกระทบความสามารถทำกำไรของบริษัทโดยตรง


ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2568



ประวัติ & ภาพรวมของ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (SINGER Thailand)
บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้ภายในบ้าน–พาณิชย์ (household & commercial appliances) และมีบริการแบ่งชำระ (hire-purchase / credit / loan) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่จักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงอุปกรณ์พาณิชย์ เช่น ตู้แช่ น้ำอัดลม/เบียร์ เครื่องกาแฟ ตู้จำหน่ายอัตโนมัติ ฯลฯ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินธุรกิจบริการหลังการขาย การซ่อมและบำรุงรักษา ตลอดจนธุรกิจสินเชื่อ/การให้เช่าซื้อ (hire-purchase/loans) ผ่านโครงสร้างของตนเองและบริษัทย่อย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการเป็นเจ้าของสินค้าโดยการผ่อนชำระ
พัฒนาการและ “ช่วงสำคัญ” ในประวัติศาสตร์ของ SINGER
ด้านล่างคือไทม์ไลน์ของพัฒนาการ/การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ SINGER (ประเทศไทย) ที่มีการบันทึกไว้ในรายงานบริษัทและสื่อธุรกิจ:
ปี / ช่วงเวลา เหตุการณ์ / ความเปลี่ยนแปลง
2009 SINGER เริ่มใช้ระบบเครดิตแบบ “pre-approval” ผ่านการอนุมัติโดยเจ้าหน้าที่ Credit Center — แม้ทำให้ยอดขายลดลงประมาณ >20% จากปีก่อนหน้า แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับคุณภาพบัญชีผ่อน/เครดิต และลดความเสี่ยงหนี้เสียในระยะยาว
2011 บริษัทเริ่มขยายกลุ่มลูกค้าไปยัง ภาคพาณิชย์ (commercial customers) โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าปลีกขนาดเล็กในต่างจังหวัด — ส่งผลให้ยอดขายจาก segment นี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าประเภทตู้เย็น, ตู้แช่, เครื่องแช่ – เย็น, ตู้เติมเงิน/เติมบัตรโทรศัพท์ เป็นต้น
ในปีเดียวกัน SINGER ได้รับรางวัล “Best Investor Relations Award” จากตลาดหลักทรัพย์ (SET) สำหรับบริษัทจดทะเบียน — สะท้อนความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใสในการสื่อสารกับนักลงทุน
ช่วงหลัง (ปี 2010s) SINGER เผชิญ “แรงกดดัน” จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี, ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค และเศรษฐกิจ — ส่งผลให้ภาพลักษณ์เดิม (เครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อน – “ของครัวเรือนในชนบท/ต่างจังหวัด”) เริ่มไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่
ประมาณ 2016 SINGER หันมารีแบรนด์ และปรับโมเดลธุรกิจ (New Business Model) — ภายใต้แผน “New SINGER” เพื่อให้สามารถอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนไป เช่น ปรับโครงสร้างธุรกิจ, กลยุทธ์การขาย และการเงิน ให้เหมาะกับยุคสมัยใหม่
หลังจากถูกซื้อหุ้นใหญ่โดย เจ มาร์ท เมื่อบริษัท เจ มาร์ท เข้ามาถือหุ้น 24.99% (จากผู้ถือหุ้นเดิม SINGER (THAILAND) B.V.) — สะท้อนว่า SINGER กำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้าง และเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ ภายใต้การนำของผู้บริหาร/นักลงทุนรุ่นใหม่
ช่วงปี 2021 เป็นต้นมา SINGER ปรับกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด “Brand Modernization” — เพื่อเปลี่ยนแบรนด์จากที่คนมองว่าเป็นแบรนด์ “เครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อนยอดนิยมในอดีต” ให้เป็น “แบรนด์ไลฟ์สไตล์ (lifestyle brand)” ที่เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ (Gen Millennials / คนเมือง) โดยเริ่มแตกไลน์สินค้าใหม่ เช่น “บิวตี้โปรดักส์” (เครื่องจัดแต่งทรงผม, ไดร์ผม, หนีบผม ฯลฯ) และสินค้าด้านไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แบรนด์ทันสมัยขึ้น
ปีล่าสุด (2023–2024) บริษัทได้รับผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าจากวิกฤต COVID-19 (ลดอัตราดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้ ลดภาระผ่อน) ทำให้มีการตั้งสำรองหนี้เสียจำนวนมาก ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิจำนวนมากในปี 2023
แต่ในช่วง 9 เดือนแรกของ 2024 บริษัทกลับมามีกำไรสุทธิ (สำหรับบริษัทแม่) อีกครั้ง โดยเป็นผลจากการลดสำรองหนี้เสีย, ลดค่าใช้จ่ายบริหาร และลดค่าเสื่อมสต็อกสินค้า — สะท้อนถึงความสำเร็จในการฟื้นฟู และปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้วางแผนขยาย “โครงข่ายการขาย & บริการ (network, sales-agents, platform)” ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคใหม่ — เช่น การใช้แพลตฟอร์ม financing ใหม่ (SG Finance+), E-Catalog, และพันธมิตรกับร้านค้ากระจายไปยังต่างจังหวัด/ออฟไลน์พาร์ทเนอร์ เพื่อกระจายสินค้า/บริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์: จาก “เครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อน” สู่ “แบรนด์ไลฟ์สไตล์ + การเงิน + เครือข่าย”
แนวคิด “Brand Modernization”: SINGER ริเริ่มทำให้แบรนด์ดูทันสมัย ปรับภาพลักษณ์ให้เข้ากับตลาดคนรุ่นใหม่ และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ — โดยไม่ทิ้ง heritage เดิม (เรื่องคุณภาพ ความทนทาน ราคาเข้าถึงได้ และบริการหลังขาย)
แตกไลน์สินค้า: จากเดิมที่โฟกัสเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน/ครัวเรือน ขยายไปยัง “สินค้าด้านไลฟ์สไตล์ / บิวตี้ / personal grooming” เพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสินค้าทันสมัยและตอบไลฟ์สไตล์เมือง
ปรับโครงสร้างธุรกิจการเงินและการขาย: ใช้แพลตฟอร์มทางการเงินใหม่ (hire-purchase / credit / financing) ผสานกับ E-commerce, ช่องทางจำหน่ายแบบแฟรนไชส์/พันธมิตร, ตัวแทนจำหน่าย — เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งในเมือง–ชนบท และแบบรายย่อย–พาณิชย์ ตามบริบทการเปลี่ยนแปลงของตลาด
หมายเหตุ & บทเรียน
การตัดสินใจยอมรับ “ยอดขายลดลง” ในปี 2009 เพื่อปรับโครงสร้างเครดิต เป็นตัวอย่างของบริษัทที่มอง “คุณภาพระยะยาว” มากกว่าการมุ่งหา “ยอดขายระยะสั้น” — แม้จะเจ็บปวดในช่วงสั้น แต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านหนี้เสียในอนาคต
เมื่อตลาดเปลี่ยน (เทคโนโลยี–พฤติกรรมผู้บริโภค) หากไม่ปรับ แบรนด์อาจ “ตกยุค/กลายเป็นของเก่า” — SINGER ใช้ยุทธศาสตร์รีแบรนด์ + ขยายไลน์สินค้า + ประยุกต์โมเดลธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อความอยู่รอดและเติบโต
การมีฐานลูกค้าและเครือข่ายที่กว้าง (ทั้งเมือง–ชนบท, ร้านค้าปลีก–แฟรนไชส์–ตัวแทน) ช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่น รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีขึ้น








วิเคราะห์หุ้น Singer Thailand Public Company Limited หรือ SINGER
ภาพรวมธุรกิจ
SINGER เป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเชิงพาณิชย์ เช่น จักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้แช่ โทรศัพท์มือถือ รวมถึงธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อผ่านบริษัทลูก SGC โดยจุดเด่นคือ “ระบบผ่อนชำระ” และเครือข่ายตัวแทนทั่วประเทศ
ธุรกิจหลักแบ่งเป็น
เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
สินค้าเชิงพาณิชย์
โทรศัพท์มือถือ
ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อรายย่อย
แพลตฟอร์ม SG Finance+
จุดแข็งของ SINGER

ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังไม่กลับเต็มที่
แม้ผลประกอบการเริ่มฟื้น แต่ตลาดยังระวังเรื่องคุณภาพลูกหนี้และเสถียรภาพกำไรระยะยาว
แนวโน้มธุรกิจปี 2569
ปัจจัยบวก
ตั้งสำรองลดลง
รายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม
SG Finance+ ช่วยขยายฐานลูกค้า
ยอดขายมือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าฟื้นตัว
ปัจจัยกดดัน
เศรษฐกิจชะลอ
กำลังซื้ออ่อน
หนี้ครัวเรือนสูง
ความเสี่ยง NPL กลับมา
มุมมองเชิงลงทุน
นักลงทุนสายเก็งกำไร
SINGER เป็นหุ้น “Turnaround”
หากกำไรฟื้นต่อเนื่อง ตลาดอาจกลับมาให้ค่า PE สูงขึ้นได้ ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสรีบาวด์แรง
นักลงทุนสายพื้นฐาน
ต้องติดตาม
NPL
การตั้งสำรอง
คุณภาพสินเชื่อ
กระแสเงินสด
ความสามารถทำกำไรระยะยาว
เพราะธุรกิจยังอยู่ในช่วง “ฟื้นตัว” ไม่ใช่ช่วงเติบโตมั่นคงเต็มตัว
สรุปสั้นๆ
SINGER คือหุ้นฟื้นตัวที่เคยเจ็บหนักจากหนี้เสีย
วันนี้เริ่มกลับมายืนได้อีกครั้งจากการลดตั้งสำรอง และยอดขายฟื้น
แต่…
“ความเสี่ยงหลักยังคงเป็นคุณภาพลูกหนี้”
ถ้าเศรษฐกิจฐานรากฟื้น → หุ้นมีโอกาสกลับมาโดดเด่น
แต่ถ้าหนี้เสียกลับมาอีก → กำไรอาจสะดุดได้ทันที

เครือข่ายขายทั่วประเทศ
SINGER มีจุดกระจายสินค้าและดีลเลอร์จำนวนมาก ทำให้เข้าถึงลูกค้าต่างจังหวัดและฐานรากได้ดี

เชี่ยวชาญ “ขายผ่อน”
โมเดลธุรกิจเด่นคือขายสินค้าแบบผ่อนชำระ ทำให้ลูกค้าที่เข้าถึงสินเชื่อยากสามารถซื้อสินค้าได้

ฟื้นตัวจากวิกฤติหนี้เสีย
หลังปี 2566 บริษัทเผชิญปัญหา NPL และตั้งสำรองมหาศาล แต่ปี 2567–2568 เริ่มกลับมาพลิกกำไรอีกครั้ง จากการลดตั้งสำรองและควบคุมคุณภาพสินเชื่อดีขึ้น

รายได้เริ่มกลับมาโต
ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 344% และรายได้โต 43% จากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและมือถือที่ฟื้นตัว
จุดอ่อน และความเสี่ยงสำคัญ

ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL)
นี่คือ “หัวใจ” ของความเสี่ยง SINGER
เพราะบริษัทเน้นลูกค้ารายย่อยและฐานราก หากเศรษฐกิจชะลอ ลูกค้าอาจผิดนัดชำระหนี้ง่าย ส่งผลให้ต้องตั้งสำรองเพิ่ม
อดีตเคยขาดทุนหนักกว่า 3,200 ล้านบาทจากปัญหาสินเชื่อ

กำลังซื้อผู้บริโภคยังเปราะบาง
ลูกค้าหลักของ SINGER ได้รับผลกระทบจาก
หนี้ครัวเรือนสูง
ค่าครองชีพ
ดอกเบี้ยสูง
รายได้เกษตรผันผวน
หากเศรษฐกิจฐานรากไม่ฟื้น อาจกระทบยอดขายผ่อนทันที

แข่งขันรุนแรง
คู่แข่งมีทั้ง
ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่
E-Commerce
ผู้ให้สินเชื่อรายอื่น
ธุรกิจมือถือ
ทำให้อัตรากำไรถูกกดดัน


Disclaimer

ใส่ความเห็น