ONE REPORT ANALYSIS FREE

วิเคราะห์ หุ้น GCAP บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น GCAP บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น GCAP บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ GCAP อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม MAI ธุรกิจการเงิน (Financials)




รอบผลประกอบการเงินปันผล (ต่อหุ้น)หน่วยวันจ่ายปันผลประเภท
01 ม.ค. 2564 – 31 ธ.ค. 25640.10บาท10 พ.ค. 2565เงินปันผล
01 ม.ค. 2563 – 31 ธ.ค. 25630.05บาท25 พ.ค. 2564เงินปันผล

ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ หุ้น GCAP
บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อเงินกู้ สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ ดังนั้นทรัพย์สินที่ใช้ดำเนินธุรกิจจึงเน้น อุปกรณ์สำนักงาน ระบบเทคโนโลยี และยานพาหนะ มากกว่าทรัพย์สินประเภทโรงงานหรือที่ดินขนาดใหญ่

  1. คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
    ใช้สำหรับการดำเนินงานด้านสินเชื่อ เช่น ระบบข้อมูลลูกค้า การพิจารณาสินเชื่อ การจัดการบัญชีลูกหนี้ ระบบงานภายใน และงานสำนักงาน
    ข้อมูลที่เปิดเผยในเอกสารของบริษัทระบุว่า ณ งวดสิ้นสุด 31 มีนาคม 2568 คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์มีมูลค่าสุทธิตามบัญชีประมาณ 0.06 ล้านบาท
  2. เครื่องตกแต่งสำนักงาน
    เป็นทรัพย์สินที่ใช้ภายในสำนักงาน เช่น เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งพื้นที่ทำงาน
    ณ 31 มีนาคม 2568 มีมูลค่าสุทธิตามบัญชีประมาณ 6.05 ล้านบาท และบริษัทเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว โดยไม่มีภาระผูกพันตามข้อมูลที่เปิดเผย
  3. เครื่องใช้และอุปกรณ์สำนักงาน
    เป็นอุปกรณ์สนับสนุนการดำเนินงานประจำวันของบริษัท เช่น อุปกรณ์สำนักงานและเครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงานของพนักงาน
    ณ 31 มีนาคม 2568 มีมูลค่าสุทธิตามบัญชีประมาณ 0.59 ล้านบาท โดยบริษัทเป็นเจ้าของและไม่มีภาระผูกพัน
  4. ยานพาหนะ
    บริษัทมีรถยนต์ที่ใช้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการปฏิบัติงานของบริษัท โดย ณ 31 มีนาคม 2568 มียานพาหนะมูลค่าสุทธิตามบัญชีประมาณ 0.65 ล้านบาท และไม่มีภาระผูกพันตามข้อมูลที่เปิดเผย
  5. สินทรัพย์ไม่มีตัวตนและระบบซอฟต์แวร์
    สำหรับธุรกิจสินเชื่อ ระบบเทคโนโลยีและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถือเป็นทรัพยากรสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า การบริหารสินเชื่อ การติดตามหนี้ การประเมินความเสี่ยง และการดำเนินงานภายใน แม้สินทรัพย์กลุ่มนี้อาจไม่ได้ปรากฏในหมวด “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” โดยตรง
  6. ทรัพย์สินสำคัญที่สุดของ GCAP ในเชิงธุรกิจ
    จุดที่ควรแยกให้ชัดคือ “ทรัพย์สินที่ใช้ประกอบธุรกิจ” ไม่ได้มีเฉพาะสินทรัพย์ถาวร สำหรับ GCAP ซึ่งเป็นธุรกิจการเงิน สินทรัพย์ที่สร้างรายได้โดยตรงคือ เงินให้สินเชื่อและลูกหนี้
    ข้อมูล SET ณ 25 กันยายน 2569 ระบุว่า GCAP มี เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ 281.87 ล้านบาท โดยเป็นเงินให้สินเชื่อและลูกหนี้ 281.87 ล้านบาท ขณะที่ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิอยู่ที่ 1.29 ล้านบาท และทรัพย์สินรอการขายสุทธิ 11.15 ล้านบาท

สรุปสำหรับใช้ในบทวิเคราะห์
GCAP เป็นธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ได้พึ่งพาทรัพย์สินถาวรขนาดใหญ่เหมือนธุรกิจโรงงานหรืออสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินถาวรหลักประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งสำนักงาน เครื่องใช้และอุปกรณ์สำนักงาน และยานพาหนะ ขณะที่ทรัพย์สินที่มีความสำคัญต่อการสร้างรายได้โดยตรงคือ พอร์ตสินเชื่อและลูกหนี้ ซึ่งสะท้อนลักษณะของธุรกิจการเงินอย่างชัดเจน
ตัวเลขสำคัญ
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ: 281.87 ล้านบาท
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิ: 1.29 ล้านบาท
ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ: 11.15 ล้านบาท
สินทรัพย์รวม: 1,245.88 ล้านบาท ณ 25 ก.ย. 2569
บริษัทมี One Report ปี 2568 เผยแพร่ผ่านช่องทาง ก.ล.ต. แล้ว จึงสามารถใช้เป็นฐานสำหรับเจาะรายละเอียดทรัพย์สินและพอร์ตสินเชื่อของ GCAP ต่อได้


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น GCAP
บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อเงินกู้ สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ ดังนั้นความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่ คุณภาพลูกหนี้ ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

  1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพลูกหนี้และหนี้เสีย
    ธุรกิจสินเชื่อมีความเสี่ยงโดยตรงจากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด หากเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ของลูกค้าลดลง หรือภาระหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น อาจทำให้ NPL และสินเชื่อ Stage 2/Stage 3 เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตเพิ่มขึ้นและกระทบกำไร
    ประเด็นนี้ควรจับตาเป็นพิเศษ เพราะงบ 6 เดือนปี 2569 ของ GCAP มี ROE -19.26%, ROA -5.39% และอัตรากำไรสุทธิ -29.65% สะท้อนแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรในช่วงดังกล่าว
  2. ความเสี่ยงจากการตั้งสำรองเครดิต
    เมื่อคุณภาพพอร์ตสินเชื่อแย่ลง บริษัทต้องรับรู้ Expected Credit Loss (ECL) เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถกดดันกำไรได้อย่างรวดเร็ว แม้รายได้ดอกเบี้ยจะยังเติบโตอยู่ก็ตาม
    ในงบไตรมาส 2/2569 มีการแสดงรายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณ 2.30 ล้านบาท และมีขาดทุนจากการด้อยค่าประมาณ 5.50 ล้านบาท
  3. ความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงิน
    GCAP เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนเพื่อปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นหากต้นทุนการกู้ยืมหรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อให้สอดคล้องได้ จะทำให้ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ลดลง และกระทบความสามารถในการทำกำไร
  4. ความเสี่ยงจากการขยายสินเชื่อ
    การเติบโตของสินเชื่อไม่จำเป็นต้องหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะการเร่งปล่อยสินเชื่ออาจเพิ่มความเสี่ยงด้านเครดิตตามมา
    ข้อมูล SET ระบุว่าเงินให้สินเชื่อของ GCAP ในปี 2567 และ 2568 ลดลง 33.20% และ 33.84% ตามลำดับ ก่อนที่งวด 6 เดือนปี 2569 จะกลับมาเพิ่มขึ้น 10.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงต้องติดตามว่าการกลับมาเติบโตของสินเชื่อจะมาพร้อมกับคุณภาพลูกหนี้ที่ดีหรือไม่
  5. ความเสี่ยงจากการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อ
    ตลาดสินเชื่อมีการแข่งขันสูง ทั้งจากธนาคาร บริษัทลีสซิ่ง ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย และแพลตฟอร์มดิจิทัล หากการแข่งขันรุนแรงขึ้น อาจเกิดแรงกดดันทั้งด้าน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม เงื่อนไขสินเชื่อ และต้นทุนในการหาลูกค้า
  6. ความเสี่ยงจากหลักประกันและการด้อยค่าของทรัพย์สิน
    สินเชื่อบางประเภทของ GCAP มีหลักประกัน หากลูกหนี้ผิดนัด บริษัทอาจต้องยึดและจำหน่ายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ หากราคาทรัพย์สินหรือราคาขายทอดตลาดลดลง บริษัทอาจได้รับเงินคืนต่ำกว่ามูลหนี้ ทำให้เกิดผลขาดทุนเพิ่มเติม
  7. ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์และการกำกับดูแล
    ธุรกิจสินเชื่ออยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลหลายด้าน ทั้งเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค การคิดดอกเบี้ย การทวงถามหนี้ การเปิดเผยข้อมูล และมาตรฐานการให้สินเชื่อ การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อาจทำให้ ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นหรือจำกัดความสามารถในการสร้างรายได้
  8. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการระดมทุน
    บริษัทสินเชื่อต้องบริหาร ระยะเวลาของแหล่งเงินทุนให้สอดคล้องกับพอร์ตสินเชื่อ หากการระดมทุนทำได้ยากขึ้น ต้นทุนเงินทุนสูงขึ้น หรือไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนใหม่ได้ตามแผน อาจจำกัดการปล่อยสินเชื่อและกระทบสภาพคล่อง
  9. ความเสี่ยงด้านผลประกอบการ
    ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าบริษัทมีแรงกดดันด้านกำไรค่อนข้างชัดเจน โดยงวด 6 เดือนปี 2569 มี อัตรากำไรสุทธิ -29.65% และ ROE -19.26% ขณะที่ SET แสดงข้อมูลว่าปี 2568 อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ -52.97%
    ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามไม่ใช่เพียงว่า “สินเชื่อกลับมาโตหรือไม่” แต่ต้องดูว่า “โตแล้วสร้างกำไรและควบคุม NPL ได้หรือไม่”
  10. ความเสี่ยงจากขนาดบริษัทและความสามารถในการแข่งขัน
    GCAP มีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการสินเชื่อรายใหญ่ โดย SET ระบุ Market Cap ประมาณ 130 ล้านบาท ณ ข้อมูลวันที่ 5 ต.ค. 2569 จึงอาจมีข้อจำกัดด้านต้นทุนเงินทุน เครือข่าย การตลาด เทคโนโลยี และการกระจายความเสี่ยงเมื่อเทียบกับคู่แข่งขนาดใหญ่

🔎 สรุปแบบ “นักลงทุนต้องจับตา”

ความเสี่ยงระดับที่ควรจับตา
คุณภาพลูกหนี้ / NPL🔴 สูง
การตั้งสำรอง ECL🔴 สูง
ความสามารถในการทำกำไร🔴 สูง
ต้นทุนทางการเงิน🟠 ปานกลาง-สูง
การแข่งขัน🟠 ปานกลาง-สูง
กฎเกณฑ์ภาครัฐ🟠 ปานกลาง
สภาพคล่องและการระดมทุน🟠 ปานกลาง-สูง
ราคาหลักประกัน🟠 ปานกลาง
การขยายสินเชื่อ🟠 ต้องติดตาม

มุมมองสำคัญ: GCAP เป็นหุ้นที่ความเสี่ยงไม่ได้อยู่เพียงที่ “ยอดปล่อยสินเชื่อ” แต่เป็นเรื่องของ คุณภาพสินเชื่อ → NPL → ECL → กำไร หากคุณภาพพอร์ตดีขึ้น การเติบโตของสินเชื่อจะมีคุณภาพมากขึ้น แต่หากสินเชื่อโตพร้อมหนี้เสียและค่าใช้จ่ายสำรองที่สูงขึ้น ผลบวกต่อกำไรอาจไม่เกิดขึ้นตามคาด


ข้อมูล ณ วันที่ 12 มี.ค. 2569

ลำดับผู้ถือหุ้นจำนวนหุ้น (หุ้น)%หุ้น
1นาย อาษา สารสาส60,000,00011.07
2นาย ชินเขต เกษสุวรรณ27,000,0004.98
3บริษัท สามลม จำกัด15,055,0002.78
4นายแพทย์ กรณ์ ลิมปกรณ์14,466,6002.67
5น.ส. รัษฎา รัษฎาวงศ์14,187,8002.62
6นาย ชุมพล ศรีลาเลิศ12,000,0002.21
7นาย พรชัย จารุเมธี11,350,1532.09
8นาง ศรีรัช อนาวิล10,000,0001.85
9น.ส. สมจิตต์ ธาราอมรรัตน์5,809,6001.07
10นาย สมยศ สกุลอิสริยาภรณ์5,800,0001.07
11บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด5,568,8571.03
12น.ส. ขนิษฐา รัชตเศรษฐกุล5,400,0001.00
13นาย พิภัทรวัชร์ สุจีรวณิชย์5,182,5000.96
14นาย อภิชัย สุสมาวัตนะกุล4,950,0000.91
15น.ส. อานา นิธิรักษา4,920,0000.91
16นาย ประพันธ์ เกิดกฤษฎานนท์4,202,0000.78
17นาย นคร ภาณุสิทธิกร4,182,2570.77
18นาย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม4,000,0000.74
19นาย ศรัณย์ กิจวิริยะ4,000,0000.74
20นาย ภูมิพัฒน์ เรืองสกุล3,799,6000.70
21นาง พิริยา อภิธโนทัย3,682,8000.68
22น.ส. ธัญพร โรจน์วรพร3,500,0000.65
23นาย รัตภูมิ เนียมสน3,500,0000.65
24นาง ปริญญา ขันเจริญสุข3,285,3000.61
25นาย เอกรัตน์ เตชะเวช3,000,0000.55
26นาย สมชาย วิจิตรแสงรัตน์3,000,0000.55
27น.ส. สาริศา มาร์ตินุชซี่3,000,0000.55
28น.ส. มาริสา สาทรกุล3,000,0000.55
29นาย สวุตม์ แซ่ตั้ง2,900,0000.54
30นาย สันติ อัศวศรีโยธิน2,800,0770.52
31น.ส. อรณภัค สารสาส2,795,0000.52
32นาย จรินทร์ อภิญญาวาท2,761,5000.51
33น.ส. จุลณีย์ สีพันธ์2,760,4000.51
34นาย รวี พัฒนาปัญญาสัตย์2,741,2500.51

ลำดับรายชื่อตำแหน่ง
1นาย ยงยุทธ ตะริโยประธานกรรมการ
2นาย อนุวัตร โกศลประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ
3นาย ชัยยงค์ สัจจิพานนท์รองประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ
4นาย ณัฐพล สารสาสกรรมการ
5พลตำรวจตรี พงษ์ศิริ สวนแก้วกรรมการ
6นาย อาษา สารสาสกรรมการ
7นาย ทศไชย อัศวินวิจิตรกรรมการอิสระ
8นาย ปิตินันท์ ลีลาเมธวัฒน์กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ
9นาย เปรมสันต์ พิสิฐพันธุ์กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ

พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น GCAP
บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
GCAP มีพัฒนาการจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร ไปสู่การสร้างธุรกิจและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร รวมถึงการขยายไปยังธุรกิจสินเชื่อและบริการรูปแบบใหม่ ๆ โดยพัฒนาการสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้

  • 2547 – ก่อตั้งบริษัท
    GCAP ก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2547 และพัฒนาธุรกิจหลักด้านสินเชื่อ โดยเน้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการและภาคเกษตรกรรม
  • 2560 – ขยายสินเชื่อสู่เครื่องจักรและธุรกิจเฉพาะทาง
    บริษัทลงนามความร่วมมือกับ CNH Industrial Thailand ในโครงการสินเชื่อเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ และริเริ่มโครงการสินเชื่อเช่าซื้อเรือท่องเที่ยวร่วมกับพันธมิตรในธุรกิจดังกล่าว เป็นการขยายฐานผลิตภัณฑ์สินเชื่อนอกเหนือจากตลาดเดิม
  • 2566 – ปรับกลยุทธ์ LENDING vs NON-LENDING
    บริษัทเริ่มนำกลยุทธ์ “LENDING vs NON-LENDING” มาใช้ เพื่อปรับรูปแบบการเติบโตจากธุรกิจสินเชื่อเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างรายได้และธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น
  • ก.พ. 2568 – พัฒนาแพลตฟอร์ม “เกษตรแมทช์ชิ่ง”
    GCAP ร่วมกับบริษัท แว่นแก้ว อินโนเวต พัฒนาแพลตฟอร์ม “เกษตรแมทช์ชิ่ง” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแพลตฟอร์มทางการเกษตร ถือเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอด ecosystem ของธุรกิจสินเชื่อภาคเกษตร
  • พ.ค. 2568 – ร่วมลงทุนธุรกิจโดรนผ่านบริษัทย่อย
    GCAP ลงนามสัญญาร่วมลงทุนเพื่อจัดตั้ง บริษัท เต่า เอเอเอ็ม จำกัด โดย GCAP ถือหุ้น 51% เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน สำหรับการท่องเที่ยวและการขนส่ง นับเป็นการขยายธุรกิจไปสู่เทคโนโลยีและบริการใหม่ที่ไม่ใช่สินเชื่อโดยตรง
  • พ.ย. 2568 – เข้าร่วมโครงการ JUMP+
    GCAP เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และส่งแผนตั้งต้นในวันที่ 31 มีนาคม 2569 สะท้อนความพยายามในการยกระดับศักยภาพและแผนการดำเนินงานของบริษัท
  • 2568 – เน้นบริหารคุณภาพสินทรัพย์และลดภาระทางการเงิน
    ในปี 2568 บริษัทมีการลดเงินกู้ยืม ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลงประมาณ 27.34% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทเพิ่มการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพลูกหนี้ที่สูงขึ้น
  • 2569 – เดินหน้าธุรกิจภายใต้โครงสร้างใหม่
    ข้อมูลล่าสุดของ SET ระบุว่า ณ ไตรมาส 1/2569 GCAP ยังคงมีธุรกิจหลักเป็นสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถเกี่ยวนวดข้าว รถเกี่ยวข้าวโพด และโดรนการเกษตร ขณะเดียวกันยังมีสินเชื่อเพื่อธุรกิจและสินเชื่อเงินกู้แบบมีหลักประกันเป็นผลิตภัณฑ์เสริม

สรุปมุมมองพัฒนาการ GCAP
จาก “สินเชื่อเครื่องจักรการเกษตร” → “สินเชื่อหลากหลายประเภท” → “Agritech Platform” → “Drone & Non-Lending Business”
จุดที่น่าจับตาคือการเปลี่ยนผ่านจากบริษัทสินเชื่อแบบดั้งเดิมไปสู่ ธุรกิจที่มี ecosystem มากขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มเกษตรและธุรกิจโดรน ขณะที่ด้านที่ต้องติดตามควบคู่กันคือ คุณภาพสินทรัพย์ การตั้งสำรอง ECL และความสามารถในการกลับมาทำกำไร เพราะปี 2568 บริษัทขาดทุนสุทธิ 67.66 ล้านบาท และไตรมาส 1/2569 ยังขาดทุนสุทธิ 7.03 ล้านบาท


งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบวิธีส่วนได้เสียงบเฉพาะกิจการงบวิธีส่วนได้เสีย
เงินสด9.394.562.734.8136.70
เงินลงทุนสุทธิ–––––
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ281.87274.37226.35262.29196.91
– เงินให้สินเชื่อและลูกหนี้281.87271.55226.35262.29196.91
ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ11.150.914.1314.889.56
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ1.291.541.872.243.24
รวมสินทรัพย์1,245.881,094.76928.59986.54886.31
เงินกู้ยืมและเงินรับฝาก345.06294.37288.67290.32258.50
รวมหนี้สิน763.77590.84497.60485.86473.57
ทุนจดทะเบียน284.11274.96301.66301.66301.66
ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า211.25261.95270.95270.95270.95
ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น235.89231.13226.00226.00226.00
กำไร(ขาดทุน)สะสม14.821.69-65.973.73-84.21
หุ้นทุนรับซื้อคืน–––––
หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย–––––
ส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่482.11503.92430.99500.68412.74

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบวิธีส่วนได้เสียงบเฉพาะกิจการงบวิธีส่วนได้เสีย
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ173.93155.79122.3664.9059.10
– รายได้ดอกเบี้ย168.32150.62119.2663.2057.82
– จากสินเชื่อและเงินฝาก31.6821.1614.007.448.21
– รายได้ค่านายหน้า–––––
– รายได้จากการดำเนินธุรกิจ – อื่น ๆ5.615.173.101.701.27
รวมรายได้181.76161.35127.7466.2761.54
ต้นทุน–––––
(กลับรายการ) ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น-4.0418.6850.67-3.012.30
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร103.42105.0999.4446.7557.06
ค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและบริการ–––––
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้82.3837.57-23.7022.53-4.26
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่14.82-12.77-67.662.04-18.24
กำไรต่อหุ้น (บาท)0.04-0.03-0.130.00-0.03

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบวิธีส่วนได้เสียงบเฉพาะกิจการงบวิธีส่วนได้เสีย
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน174.89148.5128.8868.2862.62
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน-8.38-1.33-0.72-0.08-4.97
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน-231.15-152.01-29.99-67.96-23.68
เงินสดสุทธิ-64.65-4.83-1.830.2433.97

วิเคราะห์งบการเงินหุ้น GCAP — บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP ทำธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อเงินกู้ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ โดยงบล่าสุดที่บริษัทส่งตลาดหลักทรัพย์คือ ไตรมาส 2/2569 สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2569 และผู้สอบบัญชีให้ความเห็นแบบไม่มีเงื่อนไข
🔎 สรุปแบบนักลงทุน: จุดที่ต้องจับตา
GCAP ยังอยู่ในช่วง “ฟื้นพอร์ต แต่กำไรยังไม่ฟื้น”
ครึ่งปีแรก 2569 บริษัทมี ขาดทุนสุทธิ 18.24 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 2.04 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 59.10 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ย 57.82 ล้านบาท สะท้อนว่ารายได้หลักยังพึ่งพาธุรกิจสินเชื่อเป็นหลัก

  1. รายได้: พอร์ตสินเชื่อเริ่มกลับมา แต่รายได้ยังหดตัว
    ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้จากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 59.10 ล้านบาท ลดลงจาก 64.90 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2568 หรือประมาณ -8.9%
    แต่มีสัญญาณที่น่าสนใจคือ อัตราการเปลี่ยนแปลงเงินให้สินเชื่อพลิกเป็น +10.38% YoY หลังจากปี 2568 เงินให้สินเชื่อลดลงถึง 33.84%
    ตีความ:
    GCAP เริ่มกลับมาเดินเครื่องด้านการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่การขยายพอร์ตยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรอย่างเต็มที่
    นี่เป็นจุดที่นักลงทุนควรติดตามในงบไตรมาสถัดไปว่า พอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจะสร้างรายได้ดอกเบี้ยได้มากแค่ไหน

2. กำไร: จุดอ่อนสำคัญของงบ ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดคือ กำไรสุทธิ

รายการ6M/25686M/2569การเปลี่ยนแปลง
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ64.90 ลบ.59.10 ลบ.↓
กำไรสุทธิ+2.04 ลบ.-18.24 ลบ.พลิกเป็นขาดทุน
Net Margin3.07%-29.65%แย่ลงมาก
ROE-4.02%-19.26%แย่ลง
ROA2.07%-5.39%แย่ลง

ตัวเลขของ SET แสดงให้เห็นว่า ปัญหาของ GCAP ในตอนนี้ไม่ใช่เพียงการเติบโตของรายได้ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นกำไร

ที่สำคัญ ปี 2568 ทั้งปีบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ -52.97% และ ROE -14.47% อยู่แล้ว ดังนั้นผลขาดทุนในครึ่งแรกปี 2569 จึงยังสะท้อนว่าบริษัทยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะทำกำไรได้อย่างมั่นคง
ค่าใช้จ่ายและคุณภาพสินทรัพย์: ต้องเฝ้าระวัง
ในงบไตรมาส 2/2569 มี
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 57.06 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายขาย 2.42 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายบริหาร 54.64 ล้านบาท
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2.30 ล้านบาท
ขาดทุนจากการด้อยค่า 5.50 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับรายได้จากการดำเนินธุรกิจเพียง 59.10 ล้านบาท จะเห็นว่า ฐานค่าใช้จ่ายยังสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดรายได้
ดังนั้น แม้บริษัทจะสามารถเพิ่มพอร์ตสินเชื่อได้ แต่หากรายได้จากพอร์ตโตไม่ทันค่าใช้จ่ายและต้นทุนความเสี่ยง ก็ยังมีโอกาสเห็นผลขาดทุนต่อเนื่อง

ฐานะการเงิน: หนี้ไม่ได้สูงเกินไป แต่กำไรสะสมติดลบ
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 GCAP มี
สินทรัพย์รวม 886.31 ล้านบาท
หนี้สินรวม 473.57 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น 412.74 ล้านบาท
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 36.70 ล้านบาท
D/E 1.15 เท่า
โครงสร้างดังกล่าวถือว่า ไม่ได้มี D/E สูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจการเงินบางแห่ง แต่จุดที่ต้องระวังคือส่วนของผู้ถือหุ้นยังถูกกดดันจาก กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรติดลบ 85.03 ล้านบาท
กล่าวง่าย ๆ คือ
GCAP ยังมีฐานทุนเหลือพอรองรับธุรกิจ แต่กำไรสะสมในอดีตยังเป็นภาระที่ต้องใช้ผลกำไรในอนาคตเข้ามาฟื้นฟู

กระแสเงินสด: มีสัญญาณบวก
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือกระแสเงินสด
ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน +62.62 ล้านบาท ขณะที่เงินสดจากกิจกรรมลงทุนอยู่ที่ -4.97 ล้านบาท และกิจกรรมจัดหาเงิน -23.68 ล้านบาท ทำให้เงินสดสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 33.97 ล้านบาท
ถือเป็น สัญญาณบวกด้านสภาพคล่อง เพราะบริษัทไม่ได้มีเพียงผลขาดทุนทางบัญชี แต่ยังสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องแยกให้ออกว่า Cash Flow เป็นบวก ≠ บริษัทมีกำไร เพราะธุรกิจสินเชื่อมีการเปลี่ยนแปลงของลูกหนี้และรายการทางบัญชีจำนวนมาก


📊 มอง GCAP แบบ 4 ด้าน

ประเด็นมุมมอง
รายได้⚠️ ยังอ่อนตัว
พอร์ตสินเชื่อ🟢 เริ่มฟื้น
กำไรสุทธิ🔴 น่ากังวล
ค่าใช้จ่าย🔴 สูงเมื่อเทียบกับรายได้
คุณภาพสินทรัพย์🟠 ต้องติดตาม
กระแสเงินสด🟢 เป็นบวก
D/E🟢 1.15 เท่า ไม่สูงมาก
ROE🔴 ติดลบ
ROA🔴 ติดลบ
กำไรสะสม🔴 ยังติดลบ

🎯 ประเด็นสำคัญที่สุดของ GCAP
ผมมองว่า “พอร์ตสินเชื่อเริ่มกลับมา แต่กำไรยังไม่กลับมา” คือภาพที่ชัดที่สุดของงบ GCAP ในปัจจุบัน
หลังจากเงินให้สินเชื่อลดลงแรงในปี 2567–2568 ครึ่งแรกปี 2569 เริ่มเห็นการกลับมาเติบโต +10.38% YoY ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ
แต่ในเวลาเดียวกัน
รายได้ลดลง → ค่าใช้จ่ายสูง → ขาดทุนสุทธิ → ROE/ROA ติดลบ
ดังนั้น การเพิ่มพอร์ตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องเห็นต่อไปคือบริษัทต้องสามารถเปลี่ยนพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นให้กลายเป็น รายได้ดอกเบี้ย + กำไรสุทธิ โดยควบคุมคุณภาพลูกหนี้และต้นทุนดำเนินงานไปพร้อมกัน
🔥 สิ่งที่ต้องจับตางบถัดไป
พอร์ตสินเชื่อจะโตต่อหรือไม่
รายได้ดอกเบี้ยจะเริ่มฟื้นหรือไม่
ผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ค่าใช้จ่ายบริหารจะลดลงหรือไม่
จะกลับมามีกำไรสุทธิได้เมื่อใด
กำไรสะสมติดลบจะเริ่มฟื้นตัวหรือไม่
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวกต่อเนื่องหรือไม่
สรุป: ณ งบ 2Q/2569 ผมให้น้ำหนัก GCAP เป็นหุ้นที่อยู่ในช่วง “จับตาการฟื้นตัว” มากกว่าหุ้นที่งบการเงินกำลังเติบโตแข็งแรง จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ใช่แค่ยอดสินเชื่อที่กลับมา แต่คือ การกลับมาทำกำไรอย่างต่อเนื่อง



วิเคราะห์หุ้น GCAP — บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
GCAP อยู่ในกลุ่ม ธุรกิจการเงิน (Financials) และจดทะเบียนในตลาด mai โดยมีธุรกิจหลักเกี่ยวกับ สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อเงินกู้ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ
🔎 ภาพรวมธุรกิจ
GCAP มีโมเดลธุรกิจหลักคือการปล่อยสินเชื่อและสร้างรายได้จากดอกเบี้ย โดยรายได้ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 61.54 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 59.10 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 57.82 ล้านบาท สะท้อนว่ารายได้ของบริษัทพึ่งพาธุรกิจสินเชื่อเป็นหลัก
จุดที่ต้องจับตาคือ คุณภาพสินทรัพย์และความสามารถในการควบคุมต้นทุนทางการเงิน/ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพราะธุรกิจสินเชื่อจะเติบโตได้ดีเมื่อสามารถขยายพอร์ตสินเชื่อโดยควบคุมหนี้เสียและผลขาดทุนด้านเครดิตได้
📊 มุมมองผลประกอบการ
ข้อมูล SET ระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569:
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ 59.10 ล้านบาท
รายได้รวม 61.54 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 57.06 ล้านบาท
มีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2.30 ล้านบาท
มีขาดทุนจากการด้อยค่า 5.50 ล้านบาท
ภาพรวมจึงยังถือว่า ผลประกอบการอยู่ในภาวะกดดัน โดย Factsheet ของ SET ระบุว่าอัตรากำไรสุทธิ 6 เดือนปี 2569 อยู่ที่ -29.65%, ROE -19.26% และ ROA -5.39%
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่น่าสนใจคือ สินเชื่อในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 เพิ่มขึ้น 10.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากหดตัวต่อเนื่องในปี 2567–2568
ประเด็นสำคัญ: การกลับมาเติบโตของสินเชื่อเป็นสัญญาณบวก แต่ยังต้องพิสูจน์ว่า “การขยายพอร์ต” สามารถเปลี่ยนเป็นกำไรได้หรือไม่
💰 ฐานะการเงิน
ณ งวด 6 เดือนปี 2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดประมาณ 36.70 ล้านบาท และลูกหนี้การค้า/ลูกหนี้เงินให้สินเชื่อส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีสุทธิประมาณ 47.13 ล้านบาท
อัตราส่วน D/E อยู่ที่ประมาณ 1.15 เท่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับลักษณะธุรกิจการเงิน แต่สิ่งที่ต้องติดตามมากกว่า D/E เพียงอย่างเดียวคือ คุณภาพลูกหนี้และต้นทุนการจัดหาเงินทุน

📈 มุมมองเชิง Valuation ข้อมูล ณ 5 ต.ค. 2569 ระบุว่า GCAP มี:

ตัวชี้วัดค่า
ราคาหุ้น0.24 บาท
Market Capประมาณ 130 ล้านบาท
BVPS0.76 บาท
P/BV0.32 เท่า
P/Eไม่มี
Beta1.45

P/BV เพียงประมาณ 0.32 เท่า ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี แต่ตลาดกำลังให้ Discount ค่อนข้างมาก เพราะบริษัทมีผลประกอบการและ ROE ที่ยังติดลบ ดังนั้น GCAP จึงเป็นกรณีที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “หุ้นราคาถูก” กับ “หุ้นที่กำไรยังไม่ฟื้น”


⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

  1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อ
    หากลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง บริษัทอาจต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตเพิ่ม
  2. ค่าใช้จ่ายสูงเมื่อเทียบกับรายได้
    6 เดือนแรกปี 2569 ค่าใช้จ่ายขายและบริหารอยู่ที่ 57.06 ล้านบาท เทียบกับรายได้รวม 61.54 ล้านบาท ทำให้ Margin ถูกกดดันอย่างมาก
  3. การเติบโตของสินเชื่อยังต้องพิสูจน์คุณภาพ
    แม้สินเชื่อ 6 เดือนปี 2569 เพิ่มขึ้น 10.38% แต่หากขยายสินเชื่อเร็วพร้อมกับคุณภาพลูกหนี้ที่แย่ลง อาจทำให้ต้นทุนเครดิตเพิ่มตามมา
  4. สภาพคล่องของหุ้นค่อนข้างต่ำ
    SET ระบุว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ GCAP ในข้อมูล YTD อยู่เพียงประมาณ 0.16 ล้านบาท จึงมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อขายจำนวนมาก

🎯 มุมมองการลงทุน
GCAP เป็นหุ้น Turnaround/Value ที่มีความน่าสนใจเชิง “สินทรัพย์” มากกว่าเชิง “กำไร” ในปัจจุบัน
จุดเด่นคือ P/BV ต่ำมาก + ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมาก + สินเชื่อเริ่มกลับมาเติบโต
แต่จุดอ่อนสำคัญคือ กำไรยังไม่ฟื้น, ROE ติดลบ และค่าใช้จ่ายยังสูงเมื่อเทียบกับรายได้
ดังนั้น Catalyst ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงราคาหุ้นขึ้น แต่คือ
“สินเชื่อโต → รายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม → คุมค่าใช้จ่าย → คุณภาพหนี้ดีขึ้น → กลับมากำไร”
ถ้าเส้นทางนี้เกิดขึ้นจริง P/BV ที่ต่ำมากอาจกลายเป็นจุดที่ตลาดเริ่ม Re-rate หุ้นได้
แต่หากสินเชื่อโตพร้อมกับ NPL/สำรองและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น การที่หุ้นซื้อขายต่ำกว่า Book Value ก็อาจเป็นการสะท้อนความเสี่ยงที่ตลาดรับรู้ไว้แล้ว
สรุป: 🟡 เก็งกำไร/จับตาการ Turnaround มากกว่าถือแบบ Defensive — จุดชี้ขาดคือการฟื้นตัวของกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาสถัดไป


Disclaimer

ใส่ความเห็น