1. ข้อมูลพื้นฐานบริษัท
วิเคราะห์ หุ้น BUI บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ BUI อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ ประกันภัยและประกันชีวิต (Insurance) อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจการเงิน (Financials)
| วันที่เริ่มต้นซื้อขาย | ทุนจดทะเบียน | หมวดธุรกิจ | ชื่อหุ้น |
|---|---|---|---|
| 22 ธ.ค. 2531 | 412.49 | ประกันภัยและประกันชีวิต | BUI |
กำไรต่อหุ้น (บาท)
งบปี 2565 31 ธ.ค. 2565 | งบปี 2566 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2567 31 มี.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2568 31 มี.ค. 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| กำไรต่อหุ้น (บาท) | 2.00 | 4.20 | 4.08 | 0.42 | 0.12 |
การจ่ายปันผล
| รอบผลประกอบการ | เงินปันผล (ต่อหุ้น) | หน่วย | วันจ่ายปันผล | ประเภท |
|---|---|---|---|---|
| 01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567 | 2.80 | บาท | 09 พ.ค. 2568 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566 | 4 : 1 | หุ้น | 17 พ.ค. 2567 | หุ้นปันผล |
| 01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566 | 0.30 | บาท | 17 พ.ค. 2567 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2565 | 0.50 | บาท | 03 พ.ค. 2566 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2565 | 10 : 1 | หุ้น | 03 พ.ค. 2566 | หุ้นปันผล |
| 01 ม.ค. 2564 – 31 ธ.ค. 2564 | 1.00 | บาท | 20 พ.ค. 2565 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2563 – 31 ธ.ค. 2563 | 0.25 | บาท | 21 พ.ค. 2564 | เงินปันผล |
| 01 ม.ค. 2562 – 31 ธ.ค. 2562 | 0.25 | บาท | 05 มิ.ย. 2563 | เงินปันผล |
ผลิตภัณฑ์และบริการ
บริษัทดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยหลากหลายประเภท ได้แก่:
ประกันอัคคีภัย: คุ้มครองความเสียหายจากไฟไหม้
ประกันภัยรถยนต์: คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์ทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง: คุ้มครองความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งทางทะเล ทางบก และทางอากาศ
ประกันภัยเบ็ดเตล็ด: เช่น ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยโจรกรรม และอื่นๆ .
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน เช่น อาคารบางกอกสหประกันภัย .
ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุกิจ
ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของ BUI
บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BUI ดำเนินธุรกิจหลักด้าน ประกันวินาศภัย ดังนั้นทรัพย์สินของบริษัทจึงมีลักษณะแตกต่างจากบริษัทอุตสาหกรรม เพราะสินทรัพย์สำคัญส่วนใหญ่คือ เงินลงทุนและสินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้บริหารเงินของบริษัทประกันภัย มากกว่าเครื่องจักรหรือโรงงาน
จาก รายงานประจำปี 2568 และงบแสดงฐานะการเงิน ณ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวมประมาณ 1,916.72 ล้านบาท โดยรายการสำคัญมีดังนี้
| ประเภททรัพย์สิน | มูลค่า ณ 31 ธ.ค. 2568 | ความสำคัญต่อธุรกิจ |
|---|---|---|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด | 350.79 ลบ. | ใช้สำหรับสภาพคล่องและรองรับการจ่ายค่าสินไหม |
| เงินลงทุนในตราสารหนี้ | 641.86 ลบ. | สร้างรายได้จากการลงทุนและบริหารเงินสำรอง |
| เงินลงทุนในตราสารทุน | 261.66 ลบ. | สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน |
| สินทรัพย์จากสัญญาประกันภัยต่อ | 162.79 ลบ. | สิทธิที่บริษัทมีต่อผู้รับประกันภัยต่อ ช่วยกระจายความเสี่ยง |
| อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน | 42.78 ลบ. | ทรัพย์สินที่ถือไว้เพื่อรับผลตอบแทน/รายได้ |
| ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ | 395.37 ลบ. | ใช้เป็นสำนักงานและสนับสนุนการดำเนินงาน |
| เงินลงทุนในบริษัทร่วม | 30.65 ลบ. | การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกิจการอื่น |
| เงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับ | 5.12 ลบ. | สินทรัพย์ทางการเงินที่สร้างรายได้ |
| สินทรัพย์ไม่มีตัวตน | 2.43 ลบ. | เช่น ซอฟต์แวร์/สิทธิที่ใช้ในการดำเนินงาน |
| สินทรัพย์อื่น | 20.74 ลบ. | สินทรัพย์สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ |
| รวมสินทรัพย์ | 1,916.72 ลบ. |
ตัวเลขข้างต้นมาจากงบการเงินปี 2568 ของ BUI โดยตรง
- เงินลงทุน — ทรัพย์สินสำคัญที่สุดของ BUI
จุดที่น่าสนใจคือ BUI มีเงินลงทุนใน ตราสารหนี้ 641.86 ล้านบาท และ ตราสารทุน 261.66 ล้านบาท รวมกันประมาณ 903.52 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์รวม
สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย เงินลงทุนมีความสำคัญมาก เพราะบริษัทนำเงินที่ได้รับจากเบี้ยประกันไปบริหารให้เกิดผลตอบแทน ขณะเดียวกันต้องรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการชำระค่าสินไหมและภาระผูกพันต่าง ๆ - ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
BUI มี ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 395.37 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ก้อนใหญ่ของบริษัทเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจ
บริษัทมีสำนักงานใหญ่ที่ อาคารบางกอกสหประกันภัย เลขที่ 175–177 ถนนสุรวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ และบริษัทระบุสถานที่ดังกล่าวเป็นสำนักงานของบริษัทอย่างเป็นทางการ
ดังนั้นทรัพย์สินกลุ่มนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ เช่น อาคารสำนักงาน ที่ดิน ส่วนปรับปรุงอาคาร อุปกรณ์สำนักงาน และสินทรัพย์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน - อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
BUI มี อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 42.78 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งแตกต่างจากที่ดินและอาคารที่ใช้ดำเนินงานโดยตรง เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนจากทรัพย์สิน - สินทรัพย์จากการประกันภัยต่อ
อีกสินทรัพย์ที่สำคัญสำหรับธุรกิจประกันภัยคือ สินทรัพย์จากสัญญาประกันภัยต่อ 162.79 ล้านบาท
ประกันภัยต่อช่วยให้บริษัทสามารถโอนหรือแบ่งความเสี่ยงบางส่วนให้บริษัทประกันภัยต่อ ดังนั้นเมื่อเกิดความเสียหายตามเงื่อนไข สินทรัพย์ส่วนนี้สะท้อนสิทธิที่ BUI สามารถเรียกร้องจากผู้รับประกันภัยต่อได้ - เงินสด
BUI มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดประมาณ 350.79 ล้านบาท ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจประกันภัย เพราะบริษัทจำเป็นต้องมีสภาพคล่องสำหรับการจ่ายค่าสินไหม ค่าใช้จ่าย และภาระผูกพันต่าง ๆ
มุมมองสำหรับนักลงทุน
โครงสร้างสินทรัพย์ของ BUI สะท้อนภาพของ บริษัทประกันวินาศภัยที่เน้นการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ทางการเงิน มากกว่าการใช้สินทรัพย์ประเภทโรงงานหรือเครื่องจักร
สินทรัพย์เด่นของ BUI คือ
เงินลงทุน → เงินสด → ที่ดิน/อาคาร → สินทรัพย์ประกันภัยต่อ → อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
ดังนั้น หากวิเคราะห์ BUI ในเชิงคุณภาพ ควรติดตามเพิ่มเติม 4 เรื่อง ได้แก่
ผลตอบแทนจากเงินลงทุน — เพราะเงินลงทุนมีสัดส่วนสูงมาก
คุณภาพและความเสี่ยงของพอร์ตตราสารหนี้/ตราสารทุน
ความเพียงพอของเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่อง สำหรับรองรับค่าสินไหม
มูลค่าและประสิทธิภาพการใช้ที่ดินและอาคาร ซึ่งเป็นสินทรัพย์ก้อนใหญ่ของบริษัท
ข้อมูลล่าสุดจาก ก.ล.ต. ยังแสดงว่ามีงบการเงินปี 2568 และงบไตรมาส 1/2569 ของ BUI เผยแพร่แล้ว จึงสามารถใช้ต่อยอดวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ได้
รายงานประจำปี 2568 ของ BUI
ข้อมูลบริษัท BUI จาก ก.ล.ต.
สรุปสั้น ๆ: BUI มีฐานสินทรัพย์ประมาณ 1.92 พันล้านบาท โดยสินทรัพย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่โรงงาน แต่กระจุกตัวอยู่ใน เงินลงทุนทางการเงิน เงินสด ที่ดินและอาคาร และสินทรัพย์จากการประกันภัยต่อ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สอดคล้องกับธุรกิจประกันวินาศภัยโดยตรง.
กลุ่มบริษัทในเครือ
สำหรับ หุ้น BUI – บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) หากมองในมุม “กลุ่มบริษัทในเครือ/กิจการที่เกี่ยวข้อง” โครงสร้างที่สำคัญมีดังนี้
บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจ ประกันวินาศภัย โดย SET ระบุธุรกิจหลักเป็นการรับประกันวินาศภัย และบริษัทมีธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงานควบคู่ไปด้วย
กลุ่มบริษัทและกิจการที่เกี่ยวข้องกับ BUI
| บริษัท / กิจการ | ความสัมพันธ์กับ BUI | ลักษณะธุรกิจ |
|---|---|---|
| บริษัท บางกอกสหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) | บริษัทร่วม | ประกันชีวิต |
| บริษัท บางกอกสหนายหน้า จำกัด | กิจการที่เกี่ยวข้อง / มีผู้ถือหุ้นบางส่วนร่วมกัน | นายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิต |
| บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) | ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางส่วนร่วมกัน | ผลิตภัณฑ์คอนกรีตและวัสดุก่อสร้าง |
ข้อมูล One Report ของ BUI ระบุชัดว่า บางกอกสหประกันชีวิต เป็น “บริษัทร่วม” ขณะที่ บางกอกสหนายหน้า เป็นกิจการที่มีผู้ถือหุ้นบางส่วนร่วมกัน และ TPI Polene มีผู้ถือหุ้นและกรรมการบางส่วนร่วมกัน
- บางกอกสหประกันชีวิต — บริษัทที่เกี่ยวข้องสำคัญที่สุด
บริษัท บางกอกสหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นธุรกิจ ประกันชีวิต ซึ่งทำให้ BUI มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจประกันทั้ง 2 ฝั่ง คือ
BUI: ประกันวินาศภัย
บางกอกสหประกันชีวิต: ประกันชีวิต
ข้อมูลในรายงานของ BUI ระบุสถานะเป็น บริษัทร่วม ไม่ใช่บริษัทย่อยที่ BUI ควบคุมโดยตรง
ในอดีตรายงานของ BUI ระบุว่า BUI ถือหุ้นใน BUI Life Insurance ประมาณ 9.60% และจัดเป็นบริษัทร่วม โดยมีทุนชำระแล้ว 500 ล้านบาท - บางกอกสหนายหน้า
เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับ BUI โดยทำธุรกิจ นายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ความสัมพันธ์หลักมาจากการมีผู้ถือหุ้นบางส่วนร่วมกัน
จุดที่น่าสนใจคือธุรกิจนี้ช่วยเชื่อมฝั่ง การขาย/จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัย เข้ากับธุรกิจรับประกันของ BUI - TPI Polene
บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เป็นกิจการที่มี ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางส่วนร่วมกัน กับ BUI โดยธุรกิจหลักอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตและวัสดุก่อสร้าง
จึงควรแยกให้ชัดว่า TPIPL ไม่ใช่บริษัทย่อยของ BUI แต่เป็นกิจการที่มีความสัมพันธ์กันในระดับผู้ถือหุ้น/กรรมการ
แล้ว BUI มี “บริษัทย่อย” หรือไม่?
ประเด็นนี้ต้องระวัง เพราะเอกสารของ BUI มีการกล่าวถึง “บริษัทย่อยที่ให้บริการด้านสินไหม” ด้วย แต่เอกสารสาธารณะที่ค้นพบไม่ได้แสดงชื่อบริษัทดังกล่าวอย่างชัดเจนในข้อความที่ดึงออกมา จึงไม่ควรสรุปชื่อบริษัทโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ดังนั้น หากจัดโครงสร้างแบบนักลงทุน ผมแนะนำให้มองเป็น 3 ชั้น:
BUI
→ ธุรกิจหลัก: ประกันวินาศภัย + รายได้จากการให้เช่าอาคาร
→ บริษัทร่วม: บางกอกสหประกันชีวิต
→ กิจการที่เกี่ยวข้อง: บางกอกสหนายหน้า, TPI Polene
→ มีการกล่าวถึงบริษัทย่อยด้านบริการสินไหม ใน One Report แต่ควรตรวจรายละเอียดหมายเหตุงบการเงินเพิ่มเติมก่อนระบุชื่อ
มุมมองลงทุน: โครงสร้างของ BUI ไม่ได้เป็นกลุ่มประกันขนาดใหญ่ที่มีบริษัทย่อยจำนวนมาก แต่มีความน่าสนใจจากการเชื่อมโยงระหว่าง ประกันวินาศภัย + ประกันชีวิต + นายหน้าประกันภัย + สินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ข้อมูล SET ล่าสุดยังจัด BUI อยู่ในหมวด ประกันภัยและประกันชีวิต และระบุธุรกิจหลักเป็นประกันวินาศภัย
2. โครงสร้างรายได้ของบริษัท
โครงสร้างรายได้ของสายผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มธุรกิจ
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| อื่น ๆ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
โครงสร้างรายได้จากในประเทศและจากต่างประเทศ
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้จากในประเทศ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศจีน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| ประเทศอื่น ๆ (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
รายได้อื่น ตามที่ระบุในงบการเงิน
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| รายได้อื่นรวม (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้อื่นจากการดำเนินงาน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รายได้อื่นนอกเหนือจากการดำเนินงาน (พันบาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
3. ต้นทุนการบริหาร
การใช้เชื้อเพลิง
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| น้ำมันดีเซล (ลิตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การใช้ไฟฟ้า
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวม (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การใช้น้ำ
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
จำนวนพนักงานทั้งหมด
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| พนักงานชาย (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| พนักงานหญิง (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| พนักงานรวม (คน) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน
| 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|
| ค่าตอบแทนรวมของพนักงาน (บาท) | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
ค่าตอบแทนของคณะกรรมการบริษัท
| รายชื่อกรรมการ | วันที่ลาออก/พ้นตำแหน่ง | ค่าเบี้ยประชุมต่อปี | ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินอื่นๆ | ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน |
| 1. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 2. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 3. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 4. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 5. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 6. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 7. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 8. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 9. | 0.00 | 0.00 | ไม่มี | |
| 10. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 11. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 12. | – | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
| 13. | 0.00 | 0.00 | ไม่มี |
4. ความเสี่ยงของธุรกิจ
ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น BUI
บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BUI ดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้นความเสี่ยงสำคัญจะอยู่ที่ การรับประกันภัย การบริหารเงินลงทุน เงินสำรองค่าสินไหม และความผันผวนจากภัยธรรมชาติ/เศรษฐกิจ โดย SET ระบุว่า BUI มีทุนชำระแล้ว 567.16 ล้านบาท และข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่ระบุ P/BV ประมาณ 0.52 เท่า และ P/E 7.74 เท่า
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหุ้น BUI
นี่เป็น ความเสี่ยงที่นักลงทุนในหุ้น BUI ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ข้อมูล SET ที่เผยแพร่ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขาย BUI ในบางวันอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เช่น วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มีการซื้อขาย 980 หุ้น มูลค่าประมาณ 10.76 พันบาท ขณะที่ Market Cap อยู่ที่ประมาณ 623.88 ล้านบาท
ผลคือ หากนักลงทุนต้องการซื้อหรือขายหุ้นจำนวนมาก อาจเกิด Bid-Offer กว้าง ราคากระโดด และขายออกได้ยาก เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง
ความเสี่ยงจากค่าสินไหมทดแทน
หากเกิดอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม พายุ หรือเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายจำนวนมาก บริษัทอาจต้องจ่ายค่าสินไหมสูงกว่าที่คาดไว้ ส่งผลโดยตรงต่อกำไร
ประเด็นที่ต้องติดตาม: Loss Ratio, Combined Ratio และการเพิ่มขึ้นของเงินสำรองค่าสินไหม
ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศ
ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วม พายุ ภัยแล้ง และเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากขึ้น หากความเสียหายเกิดพร้อมกันในหลายพื้นที่ อาจทำให้ยอดเคลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับบริษัทประกัน ความเสี่ยงลักษณะนี้มีความสำคัญเพราะ เบี้ยรับรู้ล่วงหน้า แต่ค่าสินไหมอาจเกิดขึ้นแบบก้อนใหญ่และฉับพลัน
ความเสี่ยงจากการแข่งขันในธุรกิจประกันภัย
ตลาดประกันวินาศภัยมีการแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะประกันรถยนต์ หากบริษัทลดเบี้ยเพื่อรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมากเกินไป อาจทำให้ เบี้ยประกันเติบโต แต่กำไรจากการรับประกันไม่ได้เติบโตตาม
ดังนั้น BUI ไม่ควรดูเพียงยอดเบี้ยประกัน แต่ต้องดูคุณภาพของพอร์ตประกันควบคู่กัน
ความเสี่ยงจากการลงทุนของบริษัท
บริษัทประกันภัยไม่ได้หารายได้เฉพาะจากการรับประกัน แต่ยังนำเงินทุนและเงินสำรองไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ
ดังนั้นหากตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ หรืออัตราดอกเบี้ยผันผวนรุนแรง อาจกระทบต่อ รายได้จากการลงทุน มูลค่าสินทรัพย์ และกำไรสุทธิ
จุดนี้ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะในบางช่วง กำไรจากการลงทุนอาจช่วยชดเชยผลประกอบการจากธุรกิจประกันภัยได้ แต่ในทางกลับกัน หากตลาดลงทุนเป็นลบก็สามารถกดดันกำไรได้เช่นกัน
ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและต้นทุนสินไหม
ต้นทุนซ่อมรถ ค่าอะไหล่ ค่าแรง ค่ารักษาพยาบาล และต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น สามารถทำให้ค่าสินไหมเฉลี่ยต่อเคสสูงขึ้น
หากบริษัทไม่สามารถปรับเบี้ยประกันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จะเกิดแรงกดดันต่ออัตรากำไรจากการรับประกัน
ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อทั้ง พอร์ตลงทุนและมูลค่าหนี้สิน/เงินสำรองประกันภัย
โดยเฉพาะช่วงที่ดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บริษัทประกันต้องบริหาร Duration ของสินทรัพย์และหนี้สินให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความไม่สมดุลทางการเงิน
ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์และเงินกองทุน
ธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด บริษัทต้องรักษาความเพียงพอของเงินกองทุนและปฏิบัติตามเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับ
หากมีการปรับเกณฑ์ด้านเงินกองทุน การตั้งสำรอง การคุ้มครองผู้บริโภค หรือมาตรฐานบัญชี อาจทำให้บริษัทต้องเพิ่มเงินทุนหรือปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของพอร์ต
บริษัทประกันขนาดไม่ใหญ่มากต้องระวังการกระจุกตัวของความเสี่ยง เช่น ประกันภัยประเภทใดประเภทหนึ่ง พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือกลุ่มลูกค้าบางประเภท
หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในกลุ่มดังกล่าวพร้อมกัน ผลกระทบต่อบริษัทอาจสูงกว่าการมีพอร์ตที่กระจายตัวดี
ความเสี่ยงจากการแข่งขันทางเทคโนโลยี
ธุรกิจประกันภัยกำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบออนไลน์และการใช้ข้อมูลในการกำหนดราคา เช่น InsurTech, AI, Big Data และระบบเคลมออนไลน์
หากบริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยีไม่ทันคู่แข่ง อาจเสียเปรียบทั้งในด้านต้นทุน การเข้าถึงลูกค้า และประสบการณ์การใช้บริการ
ผลคือ หากนักลงทุนต้องการซื้อหรือขายหุ้นจำนวนมาก อาจเกิด Bid-Offer กว้าง ราคากระโดด และขายออกได้ยาก เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง
🔎 สรุประดับความเสี่ยง
| ความเสี่ยง | ระดับ | ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น |
|---|---|---|
| ค่าสินไหมสูงกว่าคาด | 🔴 สูง | กดกำไรโดยตรง |
| ภัยธรรมชาติ | 🔴 สูง | เคลมจำนวนมากในเวลาเดียวกัน |
| การแข่งขันด้านราคา | 🟠 ปานกลาง-สูง | Margin ลดลง |
| ความผันผวนของเงินลงทุน | 🟠 ปานกลาง-สูง | กระทบกำไรจากการลงทุน |
| เงินเฟ้อต้นทุนซ่อม/รักษา | 🟠 ปานกลาง | เพิ่มต้นทุนสินไหม |
| อัตราดอกเบี้ย | 🟠 ปานกลาง | กระทบสินทรัพย์ลงทุนและเงินสำรอง |
| กฎเกณฑ์ธุรกิจประกันภัย | 🟠 ปานกลาง | เพิ่มต้นทุน/ข้อกำหนดเงินกองทุน |
| เทคโนโลยีและการแข่งขัน | 🟡 ปานกลาง | เสียความสามารถในการแข่งขัน |
| สภาพคล่องของหุ้น | 🔴 สูง | ซื้อขายจำนวนมากได้ยาก |
มุมมองสำหรับนักลงทุน
จุดที่ต้องระวังที่สุดของ BUI ไม่ใช่เพียงกำไรสุทธิ แต่คือ “คุณภาพของกำไร” ว่ามาจากผลการรับประกันภัยที่แข็งแรงหรือมาจากผลตอบแทนการลงทุนเป็นหลัก
สำหรับการวิเคราะห์ต่อ ผมแนะนำให้จับตา 5 ตัวเลข ได้แก่ เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ, Loss Ratio, Combined Ratio, เงินสำรองค่าสินไหม และกำไรจากการลงทุน แล้วนำมาเทียบย้อนหลัง 3–5 ปี
ข้อมูลของ SET ระบุว่ารายงานประจำปี 2568 ของ BUI ได้เผยแพร่แล้ว และสำนักงาน ก.ล.ต. มีเอกสาร 56-2 ของบริษัทให้ตรวจสอบได้
5. ผู้ถือหุ้นใหญ่ คณะกรรมการ และผู้บริหาร
รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ข้อมูลผู้ถือหุ้น ข้อมูล ณ วันที่ 21 เม.ย. 2568
| ลำดับ | ผู้ถือหุ้น | จำนวนหุ้น (หุ้น) | %หุ้น |
|---|---|---|---|
| 1 | บริษัท เลียวไพรัตนวิสาหกิจ จำกัด | 6,951,976 | 16.85 |
| 2 | บริษัท เลี่ยวไพรัตน์วิสาหกิจ จํากัด | 5,707,968 | 13.84 |
| 3 | บริษัท บางกอกสหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) | 3,789,843 | 9.19 |
| 4 | น.ส. มณีรัตน์ เอี่ยมโสภณา | 2,256,858 | 5.47 |
| 5 | น.ส. ธัญญารัตน์ เอี่ยมโสภณา | 2,153,717 | 5.22 |
| 6 | นาย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ | 1,670,625 | 4.05 |
| 7 | บริษัท ธนาพรชัยวิสาหกิจ จำกัด | 1,598,220 | 3.87 |
| 8 | นาย อมร กมลศิริวัฒน์ | 1,300,000 | 3.15 |
| 9 | นาย สุกิจ กมลศิริวัฒน์ | 1,300,000 | 3.15 |
| 10 | น.ส. มาลินี เลี่ยวไพรัตน์ | 1,049,196 | 2.54 |
| 11 | บริษัท ปัจกิจไพศาล จำกัด | 541,018 | 1.31 |
| 12 | บริษัท ดี อาร์ พัฒนาการ จำกัด | 477,327 | 1.16 |
| 13 | น.ส. สุจิตรา เตชะนาวากุล | 402,382 | 0.98 |
| 14 | น.ส. ทรรศนวรรณ บุญมาวิจิตร | 394,556 | 0.96 |
| 15 | นาย ระวี ลีลาวณิชกุล | 329,138 | 0.80 |
| 16 | นาย กิจจา ลีลาวณิชกุล | 297,772 | 0.72 |
| 17 | นาย อภิชาติ ศิลปอาชา | 256,610 | 0.62 |
| 18 | นาย ปริญญา ลิขิตเลอสรวง | 250,000 | 0.61 |
| 19 | นาย ทวิช เตชะนาวากุล | 240,300 | 0.58 |
| 20 | นาย สมบูรณ์ สินพัฒนสกุล | 227,250 | 0.55 |
| 21 | นาง อชิรา ฉัตรดรงค์ | 226,875 | 0.55 |
| 22 | นาย ทองดี ประธานชัยมงคล | 226,000 | 0.55 |
| 23 | น.ส. รัชดาพร ลิขิตเลอสรวง | 216,562 | 0.53 |
| 24 | นาง นพรัตน์ ประธานชัยมงคล | 210,500 | 0.51 |
| 25 | นาย ประกิจ ลิขิตเลอสรวง | 206,250 | 0.50 |
| 26 | นาย ประพฤทธิ์ ลิขิตเลอสรวง | 206,250 | 0.50 |
| 27 | น.ส. ดวงมณี เลี่ยวไพรัตน์ | 206,250 | 0.50 |
| 28 | MISS TEH SUK HUI | 206,250 | 0.50 |
คณะกรรมการ / ผู้บริหาร
| ลำดับ | รายชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1 | นาย มนู เลียวไพโรจน์ | ประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ |
| 2 | น.ส. ธัญญารัตน์ เอี่ยมโสภณา | กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ |
| 3 | นาย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ | กรรมการ |
| 4 | นาย ภากร เลี่ยวไพรัตน์ | กรรมการ |
| 5 | นางสาว มณีรัตน์ เอี่ยมโสภณา | กรรมการ |
| 6 | น.ส. มาลินี เลี่ยวไพรัตน์ | กรรมการ |
| 7 | น.ส. สุจินตนา จำปีศรี | กรรมการ |
| 8 | นาย ทวิช เตชะนาวากุล | กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ |
| 9 | นาย พิชิต สินพัฒนสกุล | กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ |
| 10 | นาย สุนทร ก่อนันทเกียรติ | กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ |
6. พัฒนาการที่สำคัญ
พัฒนาการที่สำคัญของหุ้น BUI
บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BUI เป็นบริษัทประกันวินาศภัยไทยที่มีประวัติยาวนานกว่า 90 ปี โดยจุดเด่นของพัฒนาการบริษัทอยู่ที่การขยายจากธุรกิจประกันอัคคีภัยในยุคเริ่มต้น ไปสู่การให้บริการประกันวินาศภัยหลากหลายประเภท และการเข้าสู่ตลาดทุนไทยในเวลาต่อมา
📌 Timeline พัฒนาการสำคัญ
| ปี | พัฒนาการ |
|---|---|
| 2472 (1929) | ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ในชื่อ “บริษัท ฮั่วเคี้ยวลิ่นฮะกงษี จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 400,000 บาท เริ่มต้นรับประกัน อัคคีภัย และบริษัทระบุว่าเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่ดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัย |
| 2489 (1946) | พัฒนาการออกกรมธรรม์อย่างเป็นทางการมากขึ้น โดยมีทั้งภาษาไทยและภาษาจีน สะท้อนการพัฒนาระบบเอกสารและการให้บริการลูกค้าในยุคนั้น |
| 2505 (1962) | เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท บางกอกสหประกันภัย” และจดทะเบียนตราสัญลักษณ์ใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรในรูปแบบภาษาไทย |
| 2518 (1975) | ขยายการให้บริการและปรับปรุงการบริหาร จึงจัดตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ 175-177 ถนนสุรวงศ์ กรุงเทพฯ ซึ่งยังเป็นที่ตั้งบริษัทในปัจจุบัน |
| 2525 (1982) | ขยายผลิตภัณฑ์จากประกันอัคคีภัยไปสู่ ประกันภัยรถยนต์ ทำให้บริษัทสามารถให้บริการประกันวินาศภัยได้ครอบคลุมมากขึ้น |
| 2531 (1988) | ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยบริษัท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 12 ล้านบาทเป็น 20 ล้านบาท |
| 2532 (1989) | เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 20 ล้านบาทเป็น 40 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ |
| 2537 (1994) | จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในชื่อ บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) และปรับมูลค่าหุ้นจาก 5 บาทเป็น 10 บาท |
| 2538 (1995) | เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 40 ล้านบาทเป็น 80 ล้านบาท |
| 2543 (2000) | ได้รับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001:2000 สะท้อนการพัฒนาระบบบริหารและคุณภาพการดำเนินงาน |
🔎 พัฒนาการในมุมมองนักลงทุน
- จากบริษัทประกันเฉพาะทาง → ประกันวินาศภัยครบวงจร
BUI เริ่มต้นจากการรับประกันอัคคีภัย ก่อนขยายไปสู่ประกันภัยรถยนต์และประกันวินาศภัยประเภทต่าง ๆ ปัจจุบัน SET จัด BUI อยู่ในธุรกิจ ประกันวินาศภัย - มีประวัติการดำเนินธุรกิจยาวนานมาก
การก่อตั้งตั้งแต่ปี 2472 ทำให้บริษัทมีประสบการณ์ในธุรกิจประกันภัยไทยมายาวนาน และสามารถผ่านการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมประกันภัยมาหลายยุค - การเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นหมุดหมายสำคัญ
การเข้าจดทะเบียนในปี 2531 ทำให้ BUI เปลี่ยนผ่านจากบริษัทประกันภัยเอกชนไปสู่บริษัทมหาชนที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุน และเป็นหนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่สุดของบริษัท - การเพิ่มทุนเกิดขึ้นเป็นระยะ
ช่วงปี 2531–2538 บริษัทมีการเพิ่มทุนหลายครั้ง จาก 12 ล้านบาท → 20 ล้านบาท → 40 ล้านบาท → 80 ล้านบาท สะท้อนการเตรียมฐานทุนเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา - ปัจจุบันยังเป็นบริษัทขนาดค่อนข้างเล็กในตลาดหลักทรัพย์
ข้อมูล SET ณ 17 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า BUI มีทุนชำระแล้วประมาณ 567.16 ล้านบาท และ Market Cap ประมาณ 623.88 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 11.00 บาท
🎯 สรุป
BUI มีจุดเด่นด้าน “ประวัติศาสตร์และประสบการณ์” มากกว่าการเติบโตแบบบริษัทประกันขนาดใหญ่ โดยเส้นทางสำคัญคือ
2472 ก่อตั้ง → ขยายประเภทประกัน → 2525 เพิ่มประกันรถยนต์ → 2531 เข้าตลาดหุ้น → 2537 เป็นบริษัทมหาชน → พัฒนาระบบคุณภาพและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง
ดังนั้น หากมอง BUI ในเชิงลงทุน สิ่งที่ควรศึกษาต่อจาก “พัฒนาการ” คือ โครงสร้างธุรกิจและผลิตภัณฑ์, เบี้ยประกันภัยรับ, กำไรจากการรับประกัน, รายได้จากการลงทุน, เงินกองทุน/ความมั่นคงทางการเงิน และแนวโน้มกำไรในช่วง 3–5 ปีล่าสุด เพราะตัวเลขเหล่านี้จะบอกได้ชัดกว่าประวัติของบริษัทว่า BUI มีศักยภาพในการเติบโตมากน้อยเพียงใด
7. งบการเงิน
งบแสดงฐานะทางการเงิน งบแสดงฐานะการเงินหน่วย: ล้านบาท
| งบปี 2565 31 ธ.ค. 2565 | งบปี 2566 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2567 31 มี.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2568 31 มี.ค. 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด | 282.72 | 257.58 | 191.47 | 278.01 | 219.93 |
| สินทรัพย์จากสัญญาประกันภัย | 133.62 | 112.18 | 117.22 | 118.22 | – |
| รายได้จากการลงทุนค้างรับ | 2.18 | 3.55 | 2.87 | 9.22 | 8.13 |
| สินทรัพย์จากการประกันภัยต่อ – สุทธิ | 539.28 | 386.07 | 225.06 | 227.44 | 140.40 |
| ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ – สุทธิ | 302.95 | 306.21 | 393.17 | 306.10 | 394.68 |
| รวมสินทรัพย์ | 2,157.68 | 1,999.76 | 1,993.48 | 1,879.67 | 1,786.93 |
| หนี้สินจากสัญญาประกันภัย | 1,070.21 | 869.17 | 658.62 | 704.05 | 488.33 |
| หนี้สินจากสัญญาประกันภัยต่อ | 119.57 | 67.24 | 39.49 | 93.99 | 11.74 |
| รวมหนี้สิน | 1,356.39 | 1,116.31 | 900.47 | 981.04 | 667.18 |
| ทุนจดทะเบียน | 300.00 | 330.00 | 412.49 | 330.00 | 412.49 |
| ทุนที่ออกและชำระแล้ว | 300.00 | 329.99 | 412.48 | 329.99 | 412.48 |
| ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) มูลค่าหุ้น | 86.59 | 86.59 | 86.59 | 86.59 | 86.59 |
| กำไร (ขาดทุน) สะสม | 171.35 | 265.03 | 340.93 | 278.91 | 401.84 |
| หุ้นทุนซื้อคืน | – | – | – | – | – |
| หุ้นของบริษัทที่ถือโดยบริษัทย่อย | – | – | – | – | – |
| รวมส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ | 801.28 | 883.45 | 1,093.02 | 898.63 | 1,119.75 |
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จหน่วย: ล้านบาท
| งบปี 2565 31 ธ.ค. 2565 | งบปี 2566 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2567 31 มี.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2568 31 มี.ค. 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย |
| รายได้จากการประกันภัย | 1,494.94 | 1,311.70 | 1,267.52 | 286.48 | 318.98 |
| ค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัย | 847.63 | 460.35 | 465.59 | 157.68 | 260.50 |
| ค่าใช้จ่ายสุทธิจากสัญญาประกันภัยต่อที่ถือไว้ | -195.40 | -370.76 | -315.54 | -35.21 | -55.40 |
| ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัย | 451.91 | 480.58 | 486.39 | 93.59 | 3.08 |
| รายได้จากการลงทุนสุทธิ | 24.77 | 28.16 | 29.76 | 3.32 | 8.18 |
| รายได้ (ค่าใช้จ่าย) ทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิ | – | – | – | – | – |
| รายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิ | 24.77 | 28.16 | 29.76 | 3.32 | 8.18 |
| ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยอื่น | 337.40 | 258.60 | 227.04 | 63.69 | – |
| ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน | 87.86 | 113.50 | 117.12 | 24.99 | 12.20 |
| กำไร (ขาดทุน) ก่อนภาษีเงินได้ | 72.63 | 169.88 | 207.90 | 16.27 | 5.90 |
| ภาษีเงินได้ | 12.54 | 31.21 | 39.61 | 2.39 | 0.77 |
| การแบ่งปันกำไร (ขาดทุน) สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ | 60.09 | 138.67 | 168.29 | 13.88 | 5.13 |
| กำไร (ขาดทุน) ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท/หุ้น) | 2.00 | 4.20 | 4.08 | 0.42 | 0.12 |
งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดหน่วย: ล้านบาท
| งบปี 2565 31 ธ.ค. 2565 | งบปี 2566 31 ธ.ค. 2566 | งบปี 2567 31 ธ.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2567 31 มี.ค. 2567 | ไตรมาส 1/2568 31 มี.ค. 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ประเภทงบ | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย | งบวิธีส่วนได้เสีย |
| เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน | 119.12 | 0.91 | -52.54 | 22.11 | 29.31 |
| เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมลงทุน | -7.43 | -6.99 | -0.17 | -0.01 | -0.25 |
| เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมจัดหาเงิน | -33.70 | -19.06 | -13.39 | -1.67 | -0.60 |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพิ่มขึ้น (ลดลง) สุทธิ | 77.98 | -25.14 | -66.10 | 20.44 | 28.46 |
วิเคราะห์งบการเงิน
วิเคราะห์งบการเงิน BUI — บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BUI เป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่ทำธุรกิจประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ประกันภัยรถยนต์ และประกันภัยเบ็ดเตล็ด รวมถึงมีรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และรายได้จากการลงทุน
ผมจะใช้ งบปี 2568 เป็นฐาน และอัปเดตด้วย งบไตรมาส 1/2569 ซึ่งเป็นงบล่าสุดที่บริษัทเผยแพร่ ณ ปัจจุบัน โดยต้องแยกให้ออกระหว่าง “งบเฉพาะกิจการ” กับ “งบตามวิธีส่วนได้เสีย” เพราะตัวเลขกำไรต่างกันเล็กน้อย
1. ภาพรวมตัวเลขสำคัญ
| รายการ | ปี 2567 | ปี 2568 | มุมมอง |
|---|---|---|---|
| รายได้จากการดำเนินงาน | 1,381.75 ลบ. | 1,420.04 ลบ. | ↑ 2.8% |
| รายได้ประกันภัย | 1,279.31 ลบ. | 1,311.57 ลบ. | ↑ 2.5% |
| รายได้ค่าเช่า/บริการ | 72.25 ลบ. | 73.33 ลบ. | ↑ |
| รายได้ลงทุน | 29.49 ลบ. | 31.45 ลบ. | ↑ 6.7% |
| กำไรสุทธิ | ~165 ลบ. | 74.70 ลบ. | ↓ ~52.7% |
| กำไรตามวิธีส่วนได้เสีย | 168.29 ลบ. | 70.98 ลบ. | ↓ 57.1% |
ตัวเลขรายได้ปี 2568 มาจากรายงานประจำปีของบริษัท ขณะที่กำไร 74.70 ล้านบาทเป็นกำไรในงบเฉพาะกิจการ และกำไรตามวิธีส่วนได้เสียอยู่ที่ 70.98 ล้านบาท
ประเด็นสำคัญมาก: BUI ไม่ได้มีปัญหาที่ “รายได้หดตัว” แต่ปัญหาอยู่ที่ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายด้านสินไหมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกำไรถูกบีบตัวแรง
- รายได้ยังเติบโต แต่กำไรหายไปกว่าครึ่ง
ปี 2568 BUI มีรายได้จากการดำเนินงานประมาณ 1,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,382 ล้านบาท ในปี 2567
รายได้หลักยังมาจากธุรกิจประกันวินาศภัยถึงประมาณ 92% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ค่าเช่าและบริการคิดเป็นประมาณ 5.2% และรายได้จากการลงทุนประมาณ 2.2%
นี่ถือเป็นจุดที่ดี เพราะสะท้อนว่า ธุรกิจหลักยังสามารถสร้างเบี้ยประกันและรายได้เพิ่มขึ้นได้
แต่ปัญหาอยู่ที่ฝั่งต้นทุน
ค่าใช้จ่ายบริการประกันภัย
ปี 2568 BUI มีค่าใช้จ่ายบริการประกันภัย 937.20 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นถึง 25.49% YoY
ขณะที่รายได้ประกันภัยเพิ่มเพียงประมาณ 2.52%
ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายบริการประกันภัยต่อรายได้ประกันภัยเพิ่มจาก 58.38% เป็น 71.46%
นี่คือ สัญญาณเตือนสำคัญที่สุดของงบ BUI ปี 2568
พูดง่าย ๆ คือ
เบี้ยโต แต่ต้นทุนเคลมโตเร็วกว่ามาก- สาเหตุหลักที่กำไรลดลง
บริษัทระบุว่าปี 2568 ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ใหญ่ 2 เหตุการณ์ ได้แก่
แผ่นดินไหววันที่ 28 มีนาคม 2568
น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568
ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสินไหมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลคือ
ผลจากธุรกิจประกันภัย
ปี 2567 ประมาณ 197.63 ล้านบาท
ลดเหลือเพียง 98.50 ล้านบาทในปี 2568
หรือลดลงประมาณ 50.16%
นี่เป็นตัวเลขที่สะท้อนภาพธุรกิจได้ชัดมาก
สรุปง่าย ๆ
รายได้ประกันภัย +2.5%
แต่
ผลจากธุรกิจประกันภัย -50.2%
ดังนั้นคุณภาพของกำไรจากธุรกิจหลักในปี 2568 อ่อนแอลงอย่างชัดเจน- รายได้จากการลงทุนช่วยพยุงกำไร
จุดที่น่าสนใจคือ BUI ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจประกันภัยเพียงอย่างเดียว
ปี 2568 บริษัทมี รายได้จากการลงทุนสุทธิประมาณ 31.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.66% จากปีก่อน
นอกจากนี้ยังมีรายได้จากอาคารให้เช่าและบริการประมาณ 73.33 ล้านบาท
ดังนั้นโครงสร้างรายได้ของ BUI มีลักษณะ
ประกันภัย → รายได้หลัก
อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า → รายได้เสริมค่อนข้างสม่ำเสมอ
เงินลงทุน → ตัวช่วยเพิ่มผลตอบแทน
ถือเป็นข้อดีในด้านการกระจายแหล่งรายได้- วิเคราะห์ฐานะการเงิน
งบไตรมาส 1/2569 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีสินทรัพย์รวมประมาณ
1,892.86 ล้านบาท
หนี้สินรวม
700.79 ล้านบาท
และส่วนของผู้ถือหุ้น
1,192.07 ล้านบาท
คำนวณคร่าว ๆ ได้ว่า
หนี้สิน / สินทรัพย์ ≈ 37.0%
ขณะที่
ส่วนของผู้ถือหุ้น / สินทรัพย์ ≈ 63.0%
ถือว่าโครงสร้างทุนค่อนข้างแข็งแรงเมื่อเทียบกับลักษณะบริษัทที่ไม่ได้มีหนี้ทางการเงินสูง
ที่สำคัญ หนี้สินส่วนใหญ่เป็น หนี้สินจากสัญญาประกันภัย ประมาณ 518.68 ล้านบาท ไม่ใช่หนี้เงินกู้จำนวนมาก
ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ BUI ไม่ควรใช้ D/E แบบบริษัทอุตสาหกรรมทั่วไปเพียงอย่างเดียว เพราะธุรกิจประกันภัยมีโครงสร้างหนี้สินจากภาระกรมธรรม์เป็นธรรมชาติของธุรกิจ- สินทรัพย์ลงทุนมีความสำคัญ
ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 BUI มีสินทรัพย์ลงทุนประมาณ 932.46 ล้านบาท
ประกอบด้วยเงินลงทุนในหลักทรัพย์ประมาณ 883.36 ล้านบาท โดยมีทั้ง
ตราสารหนี้ประมาณ 607.17 ล้านบาท
ตราสารทุนประมาณ 276.19 ล้านบาท
จุดนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะสินทรัพย์ลงทุนคิดเป็นเกือบ ครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์รวม
ดังนั้นผลประกอบการ BUI ในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับ
“รับเบี้ยได้เท่าไร – จ่ายเคลมเท่าไร”
เท่านั้น แต่ยังขึ้นกับ
“บริหารพอร์ตลงทุนได้ดีแค่ไหน”
ด้วย- กระแสเงินและสภาพคล่อง
บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ 31 มีนาคม 2569 ประมาณ 353.23 ล้านบาท และยังมีสินทรัพย์ลงทุนอีกกว่า 900 ล้านบาท
นี่เป็นจุดแข็งของ BUI
เพราะธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องมีสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงพอสำหรับการจ่ายเคลมในอนาคต
บริษัทเองระบุว่ามีเงินกองทุนเพียงพอตามข้อกำหนดของ คปภ. และมีสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี- ไตรมาส 1/2569 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว
นี่เป็นจุดที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดสำหรับ BUI
ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ
14.73 ล้านบาท
เทียบกับ
5.13 ล้านบาท
ในไตรมาส 1/2568
เพิ่มขึ้นประมาณ 187% YoY
ขณะที่รายได้อยู่ประมาณ 350.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 1.7% YoY
ดังนั้นภาพเริ่มเปลี่ยนจาก
ปี 2568 → กำไรทรุดหนัก
มาเป็น
1Q/2569 → กำไรเริ่มฟื้น
อย่างไรก็ตาม กำไร 14.73 ล้านบาทยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดสินทรัพย์ของบริษัท จึงยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า BUI กลับเข้าสู่ระดับกำไรปกติแล้ว
9. คุณภาพกำไร: จุดที่ต้องจับตา
ผมให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากกว่าการดู P/E เพียงอย่างเดียวเพราะกำไร BUI ในอดีตมีความผันผวนค่อนข้างมาก
| ปี | กำไรสุทธิประมาณ |
|---|---|
| 2564 | 92 ลบ. |
| 2565 | 60 ลบ. |
| 2566 | 139 ลบ. |
| 2567 | 165 ลบ. |
| 2568 | 71 ลบ. |
ข้อมูลย้อนหลังสะท้อนว่ากำไรสามารถแกว่งตัวแรงตามผลประกอบการประกันภัยและเหตุการณ์เคลม ดังนั้น BUI ไม่ใช่หุ้นที่ควรมองกำไรปีเดียวแล้วลากเส้นตรงไปอนาคต สิ่งที่ต้องดูคือกำไรจาก underwriting กลับมาอยู่ระดับปกติหรือยังมากกว่าดูเพียงกำไรสุทธิ
- Valuation เบื้องต้น
ข้อมูล SET ณ 17 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า BUI มี
ราคา 11.00 บาท
Market Cap ประมาณ 624 ล้านบาท
P/E ประมาณ 7.74 เท่า
P/BV ประมาณ 0.52 เท่า
เมื่อเทียบกับ Book Value จากงบล่าสุดประมาณ 1,192 ล้านบาท กับจำนวนหุ้นราว 51.56 ล้านหุ้น จะได้มูลค่าทางบัญชีประมาณ 23 บาท/หุ้น
ดังนั้นราคาประมาณ 11 บาทคิดเป็นประมาณ 0.48–0.52 เท่าของ Book Value ตามช่วงเวลาของข้อมูล
จุดนี้ถือว่าน่าสนใจ
เพราะตลาดกำลังให้มูลค่าบริษัท ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีค่อนข้างมาก
แต่ P/BV ต่ำ ไม่ได้แปลว่าถูกโดยอัตโนมัติ
ตลาดอาจกำลังสะท้อนความกังวลเรื่อง
กำไรที่ผันผวน
ความเสี่ยงจากสินไหม
ภัยธรรมชาติ
ความสามารถในการสร้าง ROE ในระยะยาว
สภาพคล่องของหุ้นที่ค่อนข้างต่ำ - จุดแข็งของ BUI
🟢 1. ฐานะการเงินแข็งแรง
ส่วนของผู้ถือหุ้นกว่า 1.19 พันล้านบาท เทียบกับ Market Cap ราว 624 ล้านบาทในข้อมูล SET ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569
🟢 2. P/BV ต่ำ
ราคาตลาดอยู่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ
🟢 3. มีสินทรัพย์ลงทุนจำนวนมาก
มีสินทรัพย์ลงทุนประมาณ 932 ล้านบาท ช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากธุรกิจประกันภัย
🟢 4. มีรายได้ค่าเช่า
ช่วยลดการพึ่งพา underwriting เพียงอย่างเดียว
🟢 5. Q1/2569 กำไรเริ่มฟื้น
กำไรเพิ่มจาก 5.13 ล้านบาท เป็น 14.73 ล้านบาท YoY - จุดอ่อนและความเสี่ยง
🔴 1. กำไรจากธุรกิจประกันภัยผันผวนสูง
ปี 2568 ผลจากธุรกิจประกันภัยลดลงกว่า 50%
🔴 2. ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
แผ่นดินไหวและน้ำท่วมปี 2568 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินไหม
🔴 3. ค่าใช้จ่ายเคลมสูง
อัตราค่าใช้จ่ายบริการประกันภัยเพิ่มจาก 58.38% เป็น 71.46%
🔴 4. ROE ยังไม่โดดเด่น
แม้มี Book Value สูง แต่ถ้าบริษัทสร้างกำไรได้เพียง 70–80 ล้านบาทต่อปี ผลตอบแทนต่อทุนจะไม่สูงมาก
🔴 5. หุ้นมีสภาพคล่องต่ำ
Market Cap ขนาดเล็กและปริมาณการซื้อขายบางวันต่ำมาก นักลงทุนจึงอาจเข้า–ออกสถานะได้ยากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ - มุมมองแบบ VI
ถ้ามอง BUI ในสไตล์ Value Investment
ผมมองว่าเป็นหุ้นประเภท
“Asset Play + Recovery Play”
มากกว่าเป็นหุ้น Growth
เพราะจุดขายสำคัญไม่ได้อยู่ที่รายได้โตเร็ว แต่เป็น
สินทรัพย์ค่อนข้างมาก + Book Value สูง + ราคาหุ้นต่ำกว่า BV + มีโอกาสฟื้นกำไรเมื่อค่าเคลมกลับสู่ภาวะปกติ
สิ่งที่ต้องพิสูจน์ให้ได้คือ
กำไร 70 ล้านบาทในปี 2568 เป็น “กำไรปกติ” หรือเป็น “ปีที่โดนภัยพิบัติกดกำไร”
ถ้าเป็นอย่างหลัง และ underwriting กลับมาดีขึ้น BUI จะมี Operating Leverage ต่อกำไรค่อนข้างน่าสนใจ
14. สรุปคะแนนงบ BUI
| หัวข้อ | คะแนน | มุมมอง |
|---|---|---|
| รายได้ | ⭐⭐⭐⭐ | ยังเติบโต |
| ฐานะการเงิน | ⭐⭐⭐⭐½ | แข็งแรง |
| สภาพคล่อง | ⭐⭐⭐⭐ | ค่อนข้างดี |
| หนี้สิน | ⭐⭐⭐⭐ | ไม่ใช่จุดน่ากังวลหลัก |
| คุณภาพกำไร | ⭐⭐⭐ | ผันผวน |
| ความสามารถทำกำไร | ⭐⭐⭐ | ต้องรอดูการฟื้นตัว |
| Valuation | ⭐⭐⭐⭐½ | P/BV ต่ำ |
| ความเสี่ยงธุรกิจ | ⭐⭐⭐ | ภัยธรรมชาติ/สินไหม |
| Growth | ⭐⭐½ | ไม่ใช่หุ้นเติบโตสูง |
| ภาพรวม | 7.5/10 | Value + Recovery |
🎯 บทสรุป
BUI เป็นหุ้นที่ “งบฐานะดี แต่กำไรยังไม่เสถียร”
สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ มูลค่าทางบัญชีสูง สินทรัพย์ลงทุนมาก หนี้สินทางการเงินไม่ได้เป็นภาระหลัก และราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่า Book Value อย่างมาก
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ปี 2568 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภัยธรรมชาติสามารถทำให้กำไรจากธุรกิจประกันภัยหายไปครึ่งหนึ่งได้ แม้รายได้จะยังเติบโต
สัญญาณบวกคือ Q1/2569 กำไรฟื้นแรง YoY แต่ยังต้องติดตามอีก 2–3 ไตรมาสว่าเป็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนหรือไม่
มุมมองผม: BUI เหมาะกับนักลงทุนที่มองหา หุ้น Value ที่มีส่วนลดจาก Book Value และยอมรับความผันผวนของกำไรจากธุรกิจประกันภัยได้ มากกว่านักลงทุนที่ต้องการหุ้น Growth ที่กำไรเติบโตสม่ำเสมอ
ตัวแปรชี้ชะตา BUI ต่อจากนี้มี 3 เรื่อง:
(1) ค่าใช้จ่ายสินไหมลดลงหรือไม่ → (2) กำไรจาก underwriting กลับมาเกิน 150–200 ล้านบาทได้หรือไม่ → (3) ROE สามารถกลับขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจหรือไม่
หาก 3 ข้อนี้ดีขึ้นพร้อมกัน ส่วนลด P/BV ที่ตลาดให้ BUI อยู่ในปัจจุบันอาจมีโอกาสแคบลง แต่หากค่าเคลมยังสูงต่อเนื่อง หุ้นอาจติดอยู่ในภาวะ “ถูกตาม Book Value แต่กำไรไม่พอที่จะปลดล็อกมูลค่า” ได้
ข้อมูลนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์.
8. วิเคราะห์กราฟเทคนิค (Technical Analysis)
วิเคราะห์กราฟเทคนิค หุ้น BUI
บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จากข้อมูลตลาดล่าสุดที่ค้นพบ หุ้น BUI อยู่บริเวณ 11.00 บาท โดยกรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 10.00–12.27 บาท และราคามีลักษณะเคลื่อนไหวค่อนข้างแคบ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายต่อวันค่อนข้างเบาบาง จึงต้องระวังสัญญาณหลอกจากวอลุ่มต่ำ
📊 ภาพรวมทางเทคนิค
แนวโน้มหลัก:
➡️ Sideway / Sideway Down
➡️ ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปสร้าง Higher High ได้อย่างชัดเจน
➡️ โครงสร้างระยะกลางยังอยู่ในช่วงสะสมกำลังมากกว่าจะเป็นขาขึ้นเต็มตัว
ข้อมูลราคาย้อนหลังสะท้อนว่า BUI เคยขึ้นไปบริเวณ 12–13 บาทในช่วงปี 2568 ก่อนปรับตัวลงและแกว่งตัวแถว 11 บาทในปี 2569 ดังนั้นบริเวณ 11 บาทจึงเป็นโซนสำคัญที่ตลาดกำลังหาทิศทางใหม่
🟢 แนวรับสำคัญ
แนวรับ มุมมอง
10.90 บาท แนวรับระยะสั้น
10.50 บาท แนวรับสำคัญ หากหลุด 10.90
10.00 บาท แนวรับใหญ่ / Low รอบ 52 สัปดาห์
10.90–11.00 บาท เป็นโซนที่ต้องจับตา เพราะราคาปัจจุบันยังเกาะบริเวณนี้ค่อนข้างเหนียวแน่น โดยข้อมูล SET วันที่ 18 ก.ค. แสดงกรอบวัน 11.00–11.10 บาท และวันที่ 21 ก.ค. ราคายังอยู่ที่ 11.00 บาท
🔴 แนวต้านสำคัญ
11.10 บาท — แนวต้านแรก
11.50 บาท — แนวต้านกลาง
12.00 บาท — แนวต้านจิตวิทยา
12.27 บาท — High ในรอบ 52 สัปดาห์
หากราคาสามารถ ทะลุ 11.50 บาทพร้อมวอลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น และมีโอกาสขึ้นทดสอบ 12.00–12.27 บาท
ในทางกลับกัน หากไม่ผ่าน 11.10–11.50 บาทและถูกขายกลับลงมา โครงสร้าง Sideway จะยังคงดำเนินต่อไป
📈 กลยุทธ์เชิงเทคนิค
กรณีเก็งกำไร:
รอราคายืนเหนือ 11.10 บาท ก่อน แล้วดูวอลุ่มประกอบ หากผ่าน 11.50 บาทได้ จะเริ่มเห็น Momentum เชิงบวกชัดขึ้น
กรณีสะสม:
บริเวณ 10.90–10.50 บาท เป็นโซนที่สามารถจับตาแรงรับได้ แต่ควรแบ่งไม้ ไม่ควรเข้าซื้อเต็มจำนวน เนื่องจากสภาพคล่องของ BUI ค่อนข้างต่ำ
จุดต้องระวัง:
หาก หลุด 10.50 บาท พร้อมวอลุ่มขายเพิ่มขึ้น ภาพจะกลับมาเป็นลบ และมีความเสี่ยงถอยลงหา 10.00 บาท
🔥 สัญญาณที่น่าจับตาที่สุด
BUI ตอนนี้ยังไม่ใช่หุ้นที่มีสัญญาณ Breakout ชัดเจน แต่กำลังอยู่ในโซน “รอเลือกทาง”
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ:
11.50 บาท = เริ่มเปลี่ยนโมเมนตัมเป็นบวก
12.00 บาท = ยืนยันแรงซื้อได้มากขึ้น
12.27 บาท = Breakout High 52 สัปดาห์ 🚀
แต่ถ้า:
10.90 บาทหลุด → ต้องระวังแรงขาย
10.50 บาทหลุด → ภาพเทคนิคอ่อนแอ
10.00 บาทหลุด → เสี่ยงเปลี่ยนเป็นขาลงรอบใหม่
อีกประเด็นที่สำคัญมากสำหรับ BUI คือ สภาพคล่องการซื้อขาย เพราะในบางวันมีปริมาณซื้อขายเพียงหลักพันถึงหลักหมื่นหุ้น เช่น SET รายงานวันที่ 17 ก.ค. มีปริมาณ 15,467 หุ้น มูลค่าเพียงประมาณ 170,210 บาท ดังนั้นการใช้ RSI, MACD หรือเส้นค่าเฉลี่ยเพียงอย่างเดียวอาจให้สัญญาณที่ไม่น่าเชื่อถือเท่าหุ้นที่มีวอลุ่มสูง
สรุป: 🟡 “Sideway รอ Breakout” — โซน 10.90–11.00 บาทยังเป็นฐานที่ต้องจับตา ส่วนการผ่าน 11.50 บาทพร้อมวอลุ่มจะทำให้ภาพเทคนิคกลับมาน่าสนใจมากขึ้น
หมายเหตุ: การวิเคราะห์นี้เป็นมุมมองทางเทคนิคเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์
9. สรุปผลการวิเคราะห์
| หัวข้อการวิเคราะห์ | คะแนน | คะแนนที่ได้ |
|---|---|---|
| 1. ข้อมูลพื้นฐานบริษัท | 20 | 00 |
| 2. โครงสร้างรายได้ของบริษัท | 20 | 00 |
| 3. ต้นทุนการบริหาร | 15 | 00 |
| 4. ความเสี่ยงของบริษัท | 10 | 00 |
| 5. ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นใหญ่ | 10 | 00 |
| 6. พัฒนาการทางธุรกิจ | 5 | 0 |
| 7. งบการเงิน | 10 | 00 |
| 8. Technical analysis | 10 | 00 |
| รวมผลสรุป | 100 | 000 |
ข้อมูลบริษัท ลักษณะของหุ้น
วิเคราะห์ หุ้น BUI – บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยเน้นทั้งพื้นฐาน ธุรกิจ งบการเงิน จุดแข็ง จุดอ่อน และมุมมองการลงทุน โดยใช้ข้อมูลล่าสุดที่ค้นได้ถึงปี 2569
ภาพรวม BUI
บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BUI ดำเนินธุรกิจ ประกันวินาศภัย และเป็นบริษัทที่มีประวัติยาวนาน โดยก่อตั้งตั้งแต่ปี 2472 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2531 ปัจจุบันมีธุรกิจทั้งประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง รวมถึงประกันภัยเบ็ดเตล็ดและสุขภาพ
ณ ข้อมูล SET วันที่ 17 ก.ค. 2569 หุ้น BUI อยู่ที่ 11.00 บาท มี Market Cap ประมาณ 623.88 ล้านบาท, P/E 7.74 เท่า และ P/BV เพียง 0.52 เท่า ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 10.00–12.27 บาท
- BUI ทำธุรกิจอะไร?
ธุรกิจหลักของ BUI คือการรับประกันวินาศภัย โดยผลิตภัณฑ์สำคัญประกอบด้วย
🚗 ประกันภัยรถยนต์
🔥 ประกันอัคคีภัย
🚢 ประกันภัยทางทะเลและการขนส่ง
🏥 ประกันภัยสุขภาพ
👨👩👧 ประกันภัยอุบัติเหตุ
🏢 ประกันภัยทรัพย์สิน
⚙️ ประกันภัยวิศวกรรม
⚖️ ประกันภัยความรับผิด
🛡️ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด
บริษัทมีทั้งช่องทางขายออนไลน์สำหรับประกันรถยนต์และประกันทางทะเล รวมถึงเครือข่ายสำนักงาน/สาขาสำหรับรองรับงานบริการและสินไหม
จุดที่น่าสนใจ: BUI ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจประกันรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่มีพอร์ตประกันหลายประเภท ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงของธุรกิจได้ระดับหนึ่ง
2. วิเคราะห์ผลประกอบการ
จุดสำคัญของ BUI คือ ปี 2568 กำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญข้อมูล Annual Report 2568 ระบุว่า
| รายการ | 2568 | 2567 |
|---|---|---|
| ผลการบริการประกันภัย | 98.50 ลบ. | 197.63 ลบ. |
| ผลตอบแทนจากการลงทุนสุทธิ | 31.45 ลบ. | 29.49 ลบ. |
| กำไรจากค่าเช่าและบริการ | 38.93 ลบ. | 36.57 ลบ. |
| กำไรสุทธิ | 70.98 ลบ. | 165.42 ลบ. |
| ROE | 6.60% | 16.28% |
| ROA | 3.82% | 8.06% |
| D/E | 0.63x | 0.62x |
| CAR | 465.51% | 436.85% |
ดังนั้นประเด็นที่ต้องจับตาคือ กำไรปี 2568 ลดลงประมาณ 57% YoY แม้ว่าฐานะเงินทุนและเงินกองทุนยังแข็งแรงมาก
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ?
เพราะบริษัทประกันไม่ได้ดูแค่ “เบี้ยประกันโตหรือไม่” แต่ต้องดูว่า
เบี้ยประกัน → สินไหม → ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน → ผลการรับประกันภัย
สุดท้ายแล้วเหลือกำไรเท่าไร
ปี 2568 BUI มี Insurance Claims Ratio เพิ่มจาก 25.93% เป็น 36.24% และ Insurance Service Expense Ratio เพิ่มจาก 58.38% เป็น 71.46% ส่งผลให้ผลการบริการประกันภัยลดลงอย่างชัดเจน
นี่จึงเป็น จุดอ่อนหลักของ BUI ในช่วงที่ผ่านมา
- แต่ฐานะการเงินถือว่าแข็งแรง
จุดที่ผมมองว่าเป็น ข้อดีมากของ BUI คือโครงสร้างทางการเงิน
ปี 2568 บริษัทมี
สินทรัพย์ประมาณ 1,916.7 ล้านบาท
หนี้สินประมาณ 743.4 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 1,173.3 ล้านบาท
D/E เพียง 0.63 เท่า
CAR สูงถึง 465.51%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายปีประมาณ 350.8 ล้านบาท
โดยเฉพาะ CAR 465.51% ถือเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับระดับขั้นต่ำที่ธุรกิจประกันภัยต้องรักษา
ดังนั้น BUI ไม่ได้มีภาพของบริษัทที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องหรือเงินกองทุนตึงตัว
ปัญหาหลักจึงอยู่ที่ “ความสามารถในการทำกำไร” มากกว่า “ความแข็งแรงของงบดุล” - จุดเด่นที่น่าสนใจของ BUI
⭐ 1. P/BV ต่ำมาก
ราคาประมาณ 11 บาท ขณะที่ P/BV อยู่เพียงประมาณ 0.52 เท่า
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดกำลังให้มูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีประมาณครึ่งหนึ่ง
สำหรับธุรกิจประกันภัย ตัวเลข P/BV เป็นตัวชี้วัดที่น่าสนใจมากกว่าการดู P/E เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องระวัง: หุ้นที่ P/BV ต่ำไม่ได้หมายความว่า “ถูก” เสมอไป เพราะตลาดอาจกำลังสะท้อน ROE ที่ลดลงและกำไรที่ไม่สม่ำเสมอ
⭐ 2. P/E อยู่ในระดับต่ำ
P/E ล่าสุดที่ SET แสดงอยู่ประมาณ 7.74 เท่า
ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับหุ้นทั่วไป
แต่สำหรับ BUI ผมจะให้น้ำหนัก P/BV + ROE + คุณภาพกำไร มากกว่า P/E
เพราะกำไรของบริษัทประกันสามารถผันผวนตามสินไหมและผลตอบแทนจากการลงทุน
⭐ 3. เงินกองทุนแข็งแรงมาก
CAR ที่ระดับ 465.51% เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของบริษัท
สิ่งนี้ช่วยรองรับความผันผวนของธุรกิจและการขยายธุรกิจในอนาคต
⭐ 4. มีรายได้จากธุรกิจอื่นนอกเหนือจากประกัน
BUI ยังมีรายได้จาก การให้เช่าและบริการ ซึ่งปี 2568 ทำกำไรประมาณ 38.93 ล้านบาท เพิ่มจาก 36.57 ล้านบาทในปี 2567
ทำให้บริษัทมีแหล่งรายได้อีกทางหนึ่งนอกจากธุรกิจประกันภัย - จุดอ่อนและความเสี่ยง
🔴 1. กำไรลดลงแรง
นี่คือประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด
กำไรสุทธิปี 2568 ลดจากประมาณ 165.4 ล้านบาท เหลือ 71.0 ล้านบาท
หรือหายไปมากกว่าครึ่ง
หากกำไรไม่สามารถฟื้นกลับได้ หุ้นที่ P/BV ต่ำก็อาจ ถูกต่อไปอีกนาน
🔴 2. ROE ลดลง
ROE ลดจาก
16.28% → 6.60%
นี่เป็นสัญญาณที่นักลงทุนสาย VI ควรจับตา
เพราะแม้ BUI จะมี Book Value สูง แต่ถ้าบริษัทสร้างผลตอบแทนจากเงินทุนได้เพียงประมาณ 6–7% ตลาดก็อาจไม่ยอมให้ Premium กับหุ้น
🔴 3. ค่าใช้จ่ายและสินไหมเพิ่มขึ้น
Insurance Service Expense Ratio เพิ่มจาก 58.38% → 71.46%
และ Claims Ratio เพิ่มจาก 25.93% → 36.24%
ถ้าแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อ จะกดดันกำไรจากธุรกิจหลักโดยตรง
ดังนั้นสิ่งที่ต้องดูในงบไตรมาสต่อ ๆ ไปคือ
Claims Ratio ลดลงหรือไม่?
และ
Insurance Service Result กลับมาเติบโตหรือไม่?
สองตัวนี้สำคัญมากกว่าการดูรายได้รวมเพียงอย่างเดียว - การเติบโตของธุรกิจ
BUI มีฐานธุรกิจที่ค่อนข้างเก่าแก่ แต่ขนาดบริษัทค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม
ข้อดีคือบริษัทสามารถบริหารตลาดเฉพาะกลุ่มได้ง่ายกว่า และไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยขนาดเพียงอย่างเดียว
แต่ข้อเสียคือ
Economies of Scale ต่ำกว่าเจ้าตลาด
ทำให้ต้นทุนต่อกรมธรรม์ การพัฒนาระบบ IT การตลาด และการบริหารสินไหม อาจเสียเปรียบคู่แข่งรายใหญ่ - ประเด็นที่น่าสนใจมาก: เงินสดและเงินลงทุน
ปี 2568 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มจากประมาณ 191.5 ล้านบาท เป็น 350.8 ล้านบาท และกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวกประมาณ 176.2 ล้านบาท
นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีในด้านสภาพคล่อง
ขณะเดียวกันผลตอบแทนจากการลงทุนสุทธิอยู่ที่ประมาณ 31.45 ล้านบาท สูงกว่าปี 2567 เล็กน้อย
ดังนั้น BUI ยังมีโอกาสใช้พอร์ตลงทุนเป็นตัวช่วยพยุงกำไร หากภาวะตลาดและอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์เอื้ออำนวย - มุมมองเชิง Valuation
ถ้าใช้ราคาประมาณ 11 บาท เป็นจุดอ้างอิงล่าสุด
P/E ≈ 7.7 เท่า
ถือว่า ไม่แพง
P/BV ≈ 0.52 เท่า
ถือว่า ต่ำมาก
ROE ≈ 6.6%
ถือว่า ยังไม่โดดเด่น
จึงเกิดภาพที่น่าสนใจว่า
BUI เป็นหุ้น “ราคาถูกเมื่อเทียบกับสินทรัพย์” แต่ยังไม่ใช่หุ้น “กำไรเติบโตแรง”
นี่เป็นความแตกต่างสำคัญ - แล้ว BUI เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
🟢 นักลงทุนสาย VI / Deep Value
น่าสนใจ
เพราะ P/BV ต่ำและฐานะการเงินแข็งแรง
แต่ต้องเชื่อว่าบริษัทสามารถทำ ROE กลับขึ้นมาได้
🟢 นักลงทุนเน้นเงินปันผล
น่าสนใจในระดับหนึ่ง
บริษัทมีประวัติการจ่ายเงินปันผล และ Annual Report ระบุ Dividend Payout Rate ปี 2568 ที่ 82.82%
แต่ควรดู Dividend Yield ณ ราคาที่ซื้อ และความยั่งยืนของกำไรประกอบ ไม่ควรดู Payout อย่างเดียว
🟡 นักลงทุน Growth
ยังไม่เด่น
เพราะกำไรปี 2568 ลดลงแรง และ ROE ลดลงมาก
🔴 นักลงทุน Momentum
ต้องระวัง
เพราะมูลค่าซื้อขายของ BUI ค่อนข้างบาง ราคาจึงอาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้าออกจำนวนมาก
10. สรุป SWOT หุ้น BUI
| ปัจจัย | มุมมอง |
|---|---|
| ฐานะการเงิน | 🟢 แข็งแรง |
| CAR | 🟢 เด่นมาก |
| D/E | 🟢 ต่ำ |
| P/BV | 🟢 ต่ำ |
| P/E | 🟢 ไม่แพง |
| ROE | 🟡 ต้องฟื้นตัว |
| กำไร | 🔴 ลดลงแรง |
| Claims Ratio | 🔴 เพิ่มขึ้น |
| การเติบโต | 🟡 ปานกลาง |
| เงินปันผล | 🟢 น่าสนใจ |
| สภาพคล่องหุ้น | 🔴 ค่อนข้างต่ำ |
| ความเสี่ยงธุรกิจ | 🟡 ปานกลาง |
🎯 บทสรุป BUI
ผมมอง BUI เป็นหุ้นลักษณะ
“หุ้นประกันขนาดเล็ก + สินทรัพย์แน่น + P/BV ต่ำ + เงินกองทุนแข็งแรง แต่ต้องรอการฟื้นตัวของกำไร”
จุดแข็งที่สุดคือ CAR สูงมาก, D/E ต่ำ, Book Value สูง และ Valuation ต่ำ
แต่จุดที่ต้องพิสูจน์คือ กำไรจากธุรกิจประกันภัยจะกลับมาฟื้นหรือไม่
เพราะปี 2568 ผลการบริการประกันภัยลดลงจาก 197.6 ล้านบาท เหลือ 98.5 ล้านบาท ขณะที่ Claims Ratio และ Expense Ratio เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ดังนั้นสำหรับผม BUI ยังไม่ใช่หุ้นที่ซื้อเพราะ Growth แต่เป็นหุ้นที่น่าสนใจในเชิง Value โดยมี “Catalyst” สำคัญคือการทำให้ ROE กลับขึ้น + Claims Ratio ลดลง + Insurance Service Result ฟื้นตัว
หาก 3 เรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดมีโอกาสกลับมาให้ค่า P/BV สูงกว่า 0.5 เท่า ได้ ซึ่งจะเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการ Re-rating ของหุ้น
คะแนนพื้นฐานโดยประมาณ: 7.0/10
🟢 Valuation: 8.5/10
🟢 ฐานะการเงิน: 8.5/10
🟢 เงินกองทุน: 9/10
🟡 ความสามารถทำกำไร: 6/10
🟡 การเติบโต: 5.5/10
🔴 สภาพคล่องหุ้น: 4/10
มุมมอง: “สะสมเชิง Value ได้ แต่ต้องติดตามการฟื้นตัวของกำไรอย่างใกล้ชิด” ไม่ใช่หุ้นที่ควรไล่ราคาโดยหวัง Growth ระยะสั้น
ข้อมูลล่าสุดจาก SET ระบุว่างบที่เผยแพร่ล่าสุดคือ ไตรมาส 1/2569 และ BUI ยังมีรายงานงบปี 2568 และ Q1/2569 เผยแพร่ผ่านช่องทางบริษัท/ตลาดหลักทรัพย์แล้ว
หมายเหตุ: การวิเคราะห์นี้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์

