วิเคราะห์ หุ้น ICC บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น ICC บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น ICC บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ ICC อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ พาณิชย์ (Commerce) อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม บริการ (Services)




รอบผลประกอบการเงินปันผล (ต่อหุ้น)หน่วยวันจ่ายปันผลประเภท
–0.70บาท26 พ.ค. 2569เงินปันผล
–2.7037037037 : 1หุ้น27 พ.ค. 2568หุ้นปันผล
–0.63บาท27 พ.ค. 2568เงินปันผล
–3.9081391335 : 1หุ้น21 พ.ค. 2567หุ้นปันผล
–1.14บาท21 พ.ค. 2567เงินปันผล
–1.00บาท23 พ.ค. 2566เงินปันผล
–0.35บาท24 พ.ค. 2565เงินปันผล
–0.25บาท25 พ.ค. 2564เงินปันผล

หุ้น ICC – บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า เช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิว เสื้อผ้า ชุดชั้นใน ชุดกีฬา สินค้าแฟชั่น และเครื่องหนัง ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมีทั้งอสังหาริมทรัพย์ สินค้าคงเหลือ และสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมาก
ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของ ICC

  1. ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
    ICC มี ที่ดิน อาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ที่ใช้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
    ทรัพย์สินดังกล่าวใช้เป็นสำนักงาน สถานที่ดำเนินงาน คลังสินค้า และพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางธุรกิจ
    จากข้อมูลใน One Report บริษัทมีรายการ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของฐานสินทรัพย์ของกลุ่มบริษัท
  2. อาคารและสิ่งปลูกสร้าง
    อาคารสำนักงานและอาคารที่ใช้ในการดำเนินงาน
    อาคารและสิ่งปลูกสร้างสำหรับสนับสนุนระบบจัดจำหน่ายและการบริหารสินค้า
    บริษัทมีทั้งทรัพย์สินที่ถือกรรมสิทธิ์เองและทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้สิทธิการใช้/สัญญาเช่า
    ข้อมูลในรายงานเดิมของบริษัทแสดงให้เห็นว่า ICC มีฐานทรัพย์สินประเภทที่ดินและอาคารจำนวนมาก โดยมีการถือครองที่ดินในหลายพื้นที่ของประเทศ
  3. สินค้าคงเหลือ — ทรัพย์สินสำคัญต่อธุรกิจ
    เนื่องจาก ICC มีลักษณะธุรกิจหลักเป็น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและแฟชั่น สินค้าคงเหลือจึงเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีความสำคัญมาก ประกอบด้วย
    สินค้าสำเร็จรูป
    สินค้าที่ฝากจำหน่ายและเก็บเงินตามยอดขาย
    สินค้าระหว่างผลิต
    วัตถุดิบ
    วัสดุสิ้นเปลือง
    สินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่ง
    อสังหาริมทรัพย์รอการขายบางรายการ
    ณ สิ้นปี 2568 งบการเงินของกลุ่มบริษัทแสดงสินค้าคงเหลือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของสินทรัพย์หมุนเวียน
  4. เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์
    เครื่องใช้สำนักงาน
    เครื่องตกแต่งและติดตั้ง
    อุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินงาน
    ยานพาหนะ
    สินทรัพย์ระหว่างก่อสร้างและติดตั้ง
    รายการเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (Property, Plant and Equipment) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้บริษัทสามารถบริหารงาน การจัดเก็บ และการจัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
  5. สิทธิการใช้ทรัพย์สิน
    ICC มี สินทรัพย์สิทธิการใช้ (Right-of-use assets) ซึ่งเกิดจากการทำสัญญาเช่าทรัพย์สินเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น พื้นที่สำนักงาน พื้นที่ดำเนินงาน หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดย ณ ไตรมาส 1/2568 งบการเงินรวมแสดงสินทรัพย์สิทธิการใช้ประมาณ 638 ล้านบาท
  6. เครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินไม่มีตัวตน
    ICC มีทรัพย์สินไม่มีตัวตนที่เกี่ยวข้องกับการทำตลาดและการจัดจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะ เครื่องหมายการค้า (Trademarks) ของสินค้าและแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจค้าสินค้าแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภค
    รายงานของบริษัทมีการเปิดเผยรายการเครื่องหมายการค้าหลายกลุ่ม เช่น CHAMP DE COURSE, GYM, UNIWEAR และเครื่องหมายการค้าอื่น ๆ รวมถึงแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่มบริษัท
  7. สินทรัพย์ทางการเงินและเงินลงทุน
    นอกจากทรัพย์สินที่ใช้ดำเนินธุรกิจโดยตรงแล้ว ICC ยังมีฐานสินทรัพย์ทางการเงินขนาดใหญ่ เช่น
    เงินลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน
    เงินลงทุนในบริษัทร่วม
    เงินลงทุนในบริษัทย่อย
    เงินให้กู้ยืมแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกัน
    เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
    ตัวอย่างเช่น งบการเงินไตรมาส 1/2568 แสดงสินทรัพย์ทางการเงินไม่หมุนเวียนกว่า 21,540 ล้านบาท และเงินลงทุนในบริษัทร่วมประมาณ 1,494 ล้านบาท

สรุปในมุมวิเคราะห์หุ้น
ICC มีฐานทรัพย์สินที่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ได้พึ่งพาเพียงสินค้าคงเหลือหรืออาคารสำนักงาน แต่ประกอบด้วย ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ + อาคารและอุปกรณ์ + สินค้าคงเหลือ + สิทธิการใช้ทรัพย์สิน + เครื่องหมายการค้า + เงินลงทุนและสินทรัพย์ทางการเงิน โดยเฉพาะสินทรัพย์ทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างสินทรัพย์ ขณะที่สินค้าคงเหลือมีความสัมพันธ์โดยตรงกับธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายของบริษัท


กลุ่มบริษัทในเครือ หุ้น ICC
ICC International Public Company Limited หรือ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยข้อมูลโครงสร้างกลุ่มบริษัทที่บริษัทเปิดเผยระบุว่า ICC มีบริษัทย่อย 4 แห่ง และบริษัทร่วม 11 แห่ง 1. บริษัทย่อยของ ICC

บริษัทลักษณะธุรกิจสัดส่วนที่ ICC ถือหุ้น
บริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัดผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องหนัง70.00%
Canchana International Co., Ltd.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าแฟชั่น/เครื่องนุ่งห่มอยู่ในกลุ่มบริษัทย่อย
บริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัดจัดจำหน่ายและโลจิสติกส์51.00%
บริษัทย่อยอื่นของกลุ่ม ICCธุรกิจสนับสนุนและเกี่ยวเนื่องกับการจัดจำหน่ายสินค้า—

ข้อมูล One Report ของ ICC ระบุจำนวนบริษัทย่อยรวม 4 บริษัท และบริษัทร่วม 11 บริษัท โดยตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้นอ้างอิงโครงสร้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทที่ ICC ถือหุ้นในลักษณะ “บริษัทร่วม”
กลุ่มบริษัทที่ ICC มีการลงทุนและมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ได้แก่
บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) — SPC : ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค
บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) — WACOAL : ธุรกิจผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในและเครื่องแต่งกาย
บริษัท โอ ซี ซี จำกัด (มหาชน) — OCC : ธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม
บริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) — S&J : ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคบริโภค
บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) — TPCS : ธุรกิจสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) : ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
บริษัท ฟาร์อีสท์ เฟมไลน์ ดีดีบี จำกัด (มหาชน) : ธุรกิจโฆษณาและการสื่อสารการตลาด
บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด : ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอาง
บริษัท ไทยอรชู จำกัด
บริษัท ภัทยาอุตสาหกิจ จำกัด
บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด : ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค
บริษัทเหล่านี้สะท้อนเครือข่ายธุรกิจของ ICC ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ การผลิตสินค้า → แบรนด์ → การตลาด → การจัดจำหน่าย → โลจิสติกส์

บริษัทที่มีความสัมพันธ์กับ ICC ที่น่าสนใจ
นอกจากบริษัทย่อยและบริษัทร่วมแล้ว ICC ยังมีความเชื่อมโยงกับบริษัทในกลุ่มสหพัฒน์หลายแห่ง โดย ณ ข้อมูลผู้ถือหุ้นล่าสุดที่ SET เผยแพร่ สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง (SPI) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ICC สัดส่วน 24.26% ขณะที่ สหพัฒนพิบูล (SPC) ถือหุ้น ICC 8.53% และ ไทยวาโก้ (WACOAL) ถือ 3.92%
สรุปโครงสร้างแบบเข้าใจง่าย
ICC
↓
บริษัทย่อย
→ ผลิตสินค้าแฟชั่น / เครื่องหนัง
→ จัดจำหน่าย
→ โลจิสติกส์
บริษัทร่วม
→ WACOAL — ชุดชั้นใน
→ OCC — เครื่องสำอาง
→ S&J — เครื่องสำอาง/สินค้าอุปโภคบริโภค
→ TPCS — สิ่งทอ
→ SPC — การจัดจำหน่าย
→ บริษัทอื่นในเครือข่ายสหพัฒน์
จุดสำคัญของโครงสร้างนี้คือ ICC ไม่ได้ทำธุรกิจเพียง “ขายสินค้าแฟชั่น” แต่มีเครือข่ายการลงทุนที่ครอบคลุม แฟชั่น ความงาม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม การจัดจำหน่าย และโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจที่ SET ระบุไว้ในปัจจุบัน



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น ICC
บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
จากข้อมูล One Report 2568 และ Sustainability Report 2568 ของ ICC บริษัทระบุประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางดิจิทัล โดยสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญสำหรับใช้วิเคราะห์หุ้นได้ดังนี้

  1. ความเสี่ยงจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง
    ผู้บริโภคมีพฤติกรรมซื้อสินค้าเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการหันมาใช้ช่องทาง Online และ Digital มากขึ้น หากบริษัทปรับตัวไม่ทัน อาจส่งผลต่อการเข้าถึงลูกค้า ยอดขายผ่านช่องทางเดิม และความสามารถในการแข่งขัน
  2. ความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรง
    ตลาดสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภคมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิม แบรนด์ใหม่ และสินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นอาจกดดัน ยอดขายและอัตรากำไร ของบริษัท
  3. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและช่องทางจำหน่าย
    การเติบโตของ E-commerce และ Social Commerce ทำให้รูปแบบการทำตลาดและการจัดจำหน่ายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงต้องลงทุนและพัฒนาระบบดิจิทัล รวมถึงประสบการณ์การซื้อสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
  4. ความเสี่ยงจากแนวโน้มและรสนิยมของผู้บริโภค
    ธุรกิจแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์มีความอ่อนไหวต่อ กระแสแฟชั่น เทรนด์สินค้า และความนิยมของผู้บริโภค หากคาดการณ์ความต้องการผิดพลาด อาจทำให้สินค้าบางประเภทขายช้าหรือมีสินค้าคงเหลือสูง และอาจต้องใช้โปรโมชั่นเพื่อระบายสินค้า
  5. ความเสี่ยงด้านต้นทุนและซัพพลายเชน
    ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าแรง และต้นทุนจากคู่ค้าอาจเปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจและตลาดโลก หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาขาย บริษัทอาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไร
  6. ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และแบรนด์
    ICC มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคและแบรนด์สินค้า หากเกิดปัญหาด้านคุณภาพสินค้า การให้บริการ หรือการสื่อสารทางการตลาด อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว
  7. ความเสี่ยงด้าน Cybersecurity และข้อมูลส่วนบุคคล
    เมื่อธุรกิจพึ่งพาช่องทางออนไลน์และระบบเทคโนโลยีมากขึ้น ความเสี่ยงจาก Cyber Attack, Ransomware และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ก็มีความสำคัญมากขึ้น โดย ICC ระบุว่ามีการประเมินความเสี่ยงด้านระบบ IT, Ransomware และการป้องกันการทุจริตเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารความเสี่ยงของบริษัท
  8. ความเสี่ยงด้านการทุจริตและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
    การดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่มีความเสี่ยงด้านการทุจริต การคอร์รัปชัน และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง บริษัทจึงมีการกำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริต รวมถึงกระบวนการติดตามและประเมินความเสี่ยงดังกล่าว
  9. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    Climate Change อาจกระทบทั้งต้นทุน การจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความคาดหวังของผู้บริโภคและคู่ค้าต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดย ICC ระบุ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องติดตาม

สรุปสำหรับการวิเคราะห์หุ้น ICC
ความเสี่ยงหลักที่ควรจับตา:
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน → Online/E-commerce โต → การแข่งขันสูงขึ้น → ต้องปรับสินค้าและช่องทางขาย → ต้นทุนการตลาดและการดำเนินงานเพิ่มขึ้น → อาจกดดันยอดขายและกำไร
โดยเฉพาะ Digital Transformation และการแข่งขันในช่องทางออนไลน์ ถือเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่ ICC ระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานความเสี่ยงปี 2568


ข้อมูล ณ วันที่ 08 พ.ค. 2568



พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น ICC
บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
จากข้อมูลประวัติและรายงานของบริษัท สามารถเรียบเรียงพัฒนาการสำคัญของ ICC ตามลำดับเวลาได้ดังนี้
🔹 2507 — จุดเริ่มต้นของบริษัท
ก่อตั้งบริษัทในปี พ.ศ. 2507 เดิมใช้ชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ (เพี้ยซ)
เริ่มต้นด้วยพนักงานเพียง 7 คน และดำเนินธุรกิจเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ “เพี้ยซ” จากประเทศญี่ปุ่น
🔹 2516 — ขยายตัวสู่บริษัทขนาดใหญ่ขึ้น
เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด
ธุรกิจขยายตัวจากจุดเริ่มต้นด้านเครื่องสำอาง และมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนการเติบโตของกิจการในช่วงแรก
🔹 2537–2539 — เปลี่ยนสถานะและสร้างแบรนด์ ICC
ปี 2537 จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
ปี 2539 เปลี่ยนชื่อจาก “อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์” เป็น บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อมเปลี่ยนตราสัญลักษณ์บริษัท
การเปลี่ยนชื่อสะท้อนทิศทางการขยายธุรกิจจากตลาดในประเทศไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยมุ่งสู่ตลาดอินโดจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน
🔹 ช่วงขยายพอร์ตสินค้า — จากเครื่องสำอางสู่แฟชั่นและไลฟ์สไตล์
ICC ขยายขอบเขตธุรกิจจากธุรกิจเครื่องสำอางดั้งเดิมไปสู่สินค้าแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย เช่น
เครื่องสำอางและเครื่องหอม
ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวพรรณ
เสื้อผ้าบุรุษและสตรี
ชุดชั้นในและชุดกีฬา
สินค้าเด็ก
เครื่องหนัง
อาหารและสินค้าใช้ในบ้าน
ทำให้บริษัทพัฒนาจากผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางไปสู่ แพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ ที่มีพอร์ตแบรนด์หลากหลาย
🔹 การสร้างแบรนด์และช่องทางจำหน่าย
บริษัทพัฒนาแบรนด์และช่องทางการขายอย่างต่อเนื่อง โดยมีพัฒนาการสำคัญ เช่น BSC, การขยาย His & Her Shop และการสร้างระบบสมาชิกเพื่อเชื่อมโยงลูกค้ากับแบรนด์และช่องทางจำหน่ายของบริษัท
🔹 2562 — รับสิทธิ์บริหารลิขสิทธิ์ Kumamon
ICC ลงนามความร่วมมือกับ ADK Emotion Inc. เพื่อรับสิทธิ์ดูแลลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ Kumamon ในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งการขยายธุรกิจไปสู่สินค้าและคาแรคเตอร์ไลฟ์สไตล์
🔹 2564 — เดินหน้าสู่ E-Commerce
บริษัทเปิด iccshopping.com เพื่อขยายช่องทางการขายออนไลน์ รวบรวมสินค้าและโปรโมชั่นจากแบรนด์ต่าง ๆ ในเครือสหพัฒน์ ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
🔹 2564–2565 — พัฒนารูปแบบร้านและประสบการณ์ลูกค้า
ICC ขยายแนวคิด At First “Inspiring Your Life” ที่ MBK Center เป็นพื้นที่รวมแบรนด์และสินค้าในเครือ เช่น Lacoste, Guy Laroche, DAKS, Naturalizer, Wacoal, BSC และ Elle เพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่
🔹 2567 — มุ่งเน้นนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจ
ICC ร่วมจัด Chairman Awards 2024 ของเครือสหพัฒน์ เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมด้านสินค้า กระบวนการผลิต ระบบการดำเนินงาน การตลาด และการบริการ ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจของกลุ่ม
🔹 2567 เป็นต้นมา — ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความยั่งยืน
บริษัทเดินหน้าการพัฒนาธุรกิจภายใต้แนวคิด Sustainable Development โดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารห่วงโซ่คุณค่าอย่างมีความรับผิดชอบ
🔹 2568–2569 — Transform สู่ธุรกิจที่เน้นลูกค้าและดิจิทัล
แนวทางล่าสุดของ ICC มุ่งไปที่การสร้างการเติบโตโดย ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ เชื่อมโยงช่องทางการขายแบบไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าดิจิทัลและ E-Commerce รวมถึงสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและยกระดับ ICC ให้เป็นแบรนด์สมัยใหม่ที่ได้รับความไว้วางใจ
สรุปภาพรวมพัฒนาการของ ICC
เครื่องสำอาง → แฟชั่น → ความงามและไลฟ์สไตล์ → Multi-Brand → E-Commerce/Digital → Customer-Centric & Sustainability
จุดเปลี่ยนสำคัญของ ICC จึงอยู่ที่การ ขยายจากธุรกิจเครื่องสำอางดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสินค้าแฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ที่มีหลายแบรนด์และหลายช่องทางจำหน่าย พร้อมปรับตัวเข้าสู่การค้าดิจิทัลและการบริหารธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในระยะหลัง


งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด900.151,255.09618.16881.84985.40
ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ1,411.571,426.951,412.821,187.391,160.70
สินค้าคงเหลือ2,752.023,034.262,391.532,912.092,215.35
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน6,762.436,890.116,680.786,854.196,186.03
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ2,295.962,410.252,507.042,390.562,517.78
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน28,053.8828,632.2128,133.7628,176.6028,957.54
รวมสินทรัพย์34,816.3135,522.3234,814.5435,030.8035,143.57
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืม16.6526.6934.8031.5534.60
เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ1,492.131,568.401,149.221,162.931,071.63
หนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี–––––
รวมหนี้สินหมุนเวียน1,880.321,953.811,507.371,536.301,413.69
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน3,684.423,839.783,555.823,644.503,591.09
รวมหนี้สิน5,564.745,793.585,063.195,180.805,004.79
ทุนจดทะเบียน500.00365.00500.00500.00500.00
ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า290.63365.00500.00500.00500.00
ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น1,487.141,487.191,487.221,487.221,487.22
กำไร(ขาดทุน)สะสม15,023.4415,595.4316,411.5416,056.0916,339.54
หุ้นทุนรับซื้อคืน–––––
หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย–––––
องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น12,379.1311,989.1611,082.0811,529.3811,558.22
– ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) ทุน51.4351.4351.4351.4351.43
รวมส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่29,180.3629,436.7829,480.8429,572.6929,884.98
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย71.22291.96270.50277.31253.81

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ8,842.688,734.928,337.474,081.533,775.98
รายได้อื่น268.25283.90299.32167.61139.86
รวมรายได้10,031.9610,419.329,823.985,264.534,420.70
ต้นทุน6,297.246,350.635,791.912,818.202,516.20
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร2,783.043,023.133,257.701,641.311,600.31
รวมต้นทุนและค่าใช้จ่าย9,080.289,418.929,049.614,459.524,116.51
EBITDA1,511.091,566.281,218.751,052.14513.28
ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย561.45528.20483.69245.23220.13
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้949.651,038.08735.07806.91293.15
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่894.22982.95795.70798.92278.00
กำไรต่อหุ้น (บาท)3.082.691.591.600.56

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน141.06-24.10253.66-48.48210.13
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน766.031,093.97-312.4489.19668.62
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน-710.35-714.93-578.65-414.25-511.84
เงินสดสุทธิ196.74354.94-637.42-373.54366.91


งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า)7.197.038.939.04
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน)50.7451.9240.8840.37
อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (เท่า)2.202.132.142.14
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (วัน)166.28170.96170.57170.45
อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (เท่า)6.117.097.089.10
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (วัน)59.7151.5051.5340.10
วงจรเงินสด (วัน)157.32171.38159.91170.72

📈 วิเคราะห์กราฟเทคนิค หุ้น ICC
บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
สไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค | ข้อมูลล่าสุด 26 ก.ย. 2569
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ICC ปิดล่าสุดที่ 23.90 บาท เพิ่มขึ้น +0.30 บาท (+1.27%) โดยระหว่างวันแกว่งในกรอบ 23.20–23.90 บาท แต่มีปริมาณซื้อขายเพียง 500 หุ้น มูลค่าประมาณ 11,780 บาท สะท้อนว่าหุ้นมีสภาพคล่องค่อนข้างต่ำ จึงควรให้น้ำหนักกับ “ราคา + Volume” อย่างระมัดระวัง
🔥 ภาพกราฟที่ต้องจับตา
ICC อยู่ในโซน “พยายามฟื้นตัว แต่ยังต้องผ่านแนวต้านสำคัญ”
จากกรอบราคา 52 สัปดาห์ที่ 21.50–26.00 บาท ราคาปัจจุบัน 23.90 บาท อยู่ช่วงกลางถึงค่อนบนของกรอบดังกล่าว
ในมุมเทคนิค สามารถจับตาโซนสำคัญได้ดังนี้
🟢 แนวรับแรก 23.20–23.50 บาท — โซนที่ต้องรักษาไว้เพื่อไม่ให้โมเมนตัมระยะสั้นอ่อนตัว
🟢 แนวรับถัดไป 22.50–22.80 บาท — หากหลุดแนวรับแรก มีโอกาสกลับมาทดสอบโซนนี้
🔴 แนวต้าน 24.00–24.50 บาท — ด่านแรกที่ต้องผ่านให้ได้อย่างชัดเจน
🔴 แนวต้านสำคัญ 25.00–26.00 บาท — บริเวณใกล้ High 52 สัปดาห์ที่ 26 บาท
⚡ สัญญาณ Breakout
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ 23.90 บาท ซึ่งเป็นราคาปิดล่าสุดและเป็น High ของวันด้วย
ถ้าราคาสามารถ ยืนเหนือ 24.00–24.50 บาท พร้อม Volume เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้ภาพการฟื้นตัวดูแข็งแรงขึ้น และเปิดทางให้ตลาดจับตาโซน 25.00–26.00 บาท
แต่สำหรับ ICC ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะ Volume ล่าสุดต่ำมาก การขยับของราคาเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กราฟดูเหมือน Breakout ทั้งที่ยังไม่มีแรงซื้อยืนยันเพียงพอ
📊 Momentum
ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังจาก SET ระบุว่า ICC ให้ผลตอบแทน 5 วัน -0.84%, 20 วัน -1.26%, 60 วัน -4.45% และ YTD -3.67% ขณะที่ราคาล่าสุดดีดขึ้น 1.27% ดังนั้นภาพปัจจุบันจึงยังตีความได้ว่าเป็น การพยายามสร้างจังหวะฟื้นตัว มากกว่าการเข้าสู่ขาขึ้นเต็มตัว
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Beta ของ ICC อยู่เพียง 0.14 ตามข้อมูล YTD ของ SET ซึ่งสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของราคาค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม
🚨 จุดที่ต้องระวัง
ถ้าหลุด 23.20 บาท และมีแรงขายเพิ่มขึ้น ภาพการฟื้นตัวระยะสั้นจะเริ่มเสียทรง และควรจับตาโซน 22.50–22.80 บาทต่อไป
ขณะเดียวกัน การขึ้นผ่าน 24–24.50 บาทแต่ ไม่มี Volume สนับสนุน ก็ยังไม่ใช่สัญญาณ Breakout ที่แข็งแรง
หุ้นสภาพคล่องต่ำ = ต้องดู Volume ยืนยันมากกว่าดูราคาเพียงอย่างเดียว
🎯 สรุปสไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค
ICC กำลังจ่อทดสอบแนวต้าน 24 บาท! 🔥
ราคาปิดล่าสุด 23.90 บาท +1.27% หลังขยับขึ้นจากกรอบระหว่างวันที่ 23.20–23.90 บาท แต่จุดที่ต้องจับตาคือ Volume เพราะการซื้อขายล่าสุดมีเพียง 500 หุ้น
หาก ผ่าน 24.00–24.50 บาท + Volume เข้ามาแรง → มีโอกาสเปิด Momentum ไปทดสอบ 25.00 และ 26.00 บาท
แต่ถ้า ไม่ผ่านแนวต้านและหลุด 23.20 บาท → ต้องระวังการพักฐานกลับลงมาทดสอบโซน 22.50–22.80 บาท
เกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ขึ้นหรือไม่ขึ้น” อย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า “เบรกแล้วมี Volume ยืนยันหรือไม่” 📊
หมายเหตุ: เป็นการอ่านโครงสร้างราคาและระดับสำคัญเชิงเทคนิค ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์


วิเคราะห์หุ้น ICC — บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
ICC เป็นบริษัทในกลุ่ม บริการ/พาณิชย์ (Services/Commerce) ของ SET โดยมีธุรกิจหลักเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ทั้งเครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวพรรณ ชุดชั้นใน เสื้อผ้า ชุดกีฬา เครื่องหนัง รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท ปัจจุบันบริษัทมีสินค้ามากกว่า 60 แบรนด์ และมีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมหลายพื้นที่ในประเทศไทย

  1. ภาพรวมธุรกิจ
    ICC มีจุดเด่นที่ไม่ได้พึ่งพาสินค้าเพียงประเภทเดียว แต่ทำหน้าที่ตั้งแต่ คัดเลือกแบรนด์ → พัฒนาสินค้า → การตลาด → กระจายสินค้า → จำหน่ายผ่านหลายช่องทาง โดยบริษัทกำลังปรับโมเดลธุรกิจไปสู่ Omni-Channel และเพิ่มความสำคัญของ E-commerce/Digital Platform ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
    ธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่
    เครื่องสำอางและความงาม — เครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม
    แฟชั่นและเครื่องแต่งกาย — ชุดชั้นใน ชุดชั้นนอก เสื้อผ้าบุรุษ/สตรี
    กีฬา — เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา
    สินค้าเด็ก
    เครื่องหนังและสินค้าแฟชั่น
    สินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท
    การบริหารและทำตลาดแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่าย
    บริษัทมีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 2507 และสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 80 ไร่บริเวณถนนสาธุประดิษฐ์ โดย ณ สิ้นปี 2568 มีพนักงาน 3,101 คน
  2. โครงสร้างธุรกิจและจุดแข็ง
    สิ่งที่น่าสนใจของ ICC คือ Asset + Brand + Distribution Network
    บริษัทไม่ได้มีเพียงรายได้จากการขายสินค้า แต่ยังมีฐานทรัพย์สินและเงินลงทุนจำนวนมาก
    ณ สิ้นปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 34,814.54 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ประมาณ 5,063.19 ล้านบาท ทำให้โครงสร้างหนี้ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับฐานสินทรัพย์ โดย D/E อยู่ที่ประมาณ 0.17 เท่า
    นอกจากนี้ สินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจมีทั้ง
    ที่ดิน 213 แปลง รวมประมาณ 92 ไร่ 3 งาน 37.65 ตารางวา
    อาคาร 111 แห่ง
    สิทธิการเช่า
    เครื่องหมายการค้า
    อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
    โดยเฉพาะที่ดินและอาคารทำให้ ICC มีฐานทรัพย์สินที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ในตลาด

3. ผลประกอบการ — จุดที่ต้องจับตารายได้จากธุรกิจหลัก

รายการ2566256725686M/25686M/2569
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ8,842.68 ลบ.8,734.92 ลบ.8,337.47 ลบ.4,081.53 ลบ.3,775.98 ลบ.
กำไรสุทธิ899.45 ลบ.994.77 ลบ.797.23 ลบ.800.39 ลบ.272.93 ลบ.
Net Margin8.97%9.55%8.12%15.20%6.17%

ข้อมูล SET ระบุว่า 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้จากการดำเนินธุรกิจลดลง 7.49% YoY และกำไรสุทธิลดลง 65.20% YoY จึงถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของ ICC ในช่วงปัจจุบัน
แต่มีอีกมุมที่น่าสนใจ
ต้นทุนขาย 6M/2569 ลดลง 10.72% ซึ่งลดเร็วกว่ารายได้ ทำให้ Gross Margin ก่อนหักค่าเสื่อมฯ และค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจาก 36.96% เป็น 39.19%
แปลว่า ปัญหาปัจจุบันไม่ได้เกิดจากต้นทุนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องติดตามระดับรายได้ ค่าใช้จ่ายในการขาย/บริหาร และรายได้อื่นอย่างใกล้ชิด
4. ทำไมกำไรปี 2568 ลดลง?
ปี 2568 ICC มีกำไรสุทธิ 797.23 ล้านบาท ลดลง 19.86% จากปี 2567
สาเหตุสำคัญตามรายงานบริษัทคือ รายได้อื่นลดลง 227.57 ล้านบาท หรือ 13.28% โดยหลักมาจากเงินปันผลและดอกเบี้ยรับจากสถาบันการเงินในประเทศที่ลดลง
ขณะเดียวกัน บริษัทลดต้นทุนขายได้ 8.80% เหลือ 5,791.91 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการทำโปรโมชั่น การตลาด และการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ดังนั้นต้องแยกให้ชัดว่า
ธุรกิจหลักไม่ได้แย่ลงทุกมิติ แต่กำไรสุทธิได้รับแรงกดดันจากรายได้อื่นและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
5. ฐานะการเงิน
จุดเด่นของ ICC คือฐานะการเงินค่อนข้างแข็งแรง
Current Ratio ประมาณ 4.38 เท่า
D/E ประมาณ 0.17 เท่า
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ 30 มิ.ย. 2569 ประมาณ 985.40 ล้านบาท
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน 6M/2569 เป็นบวก 210.13 ล้านบาท
Cash Flow จากกิจกรรมลงทุน 6M/2569 เป็นบวก 668.62 ล้านบาท
น่าสนใจตรงที่บริษัทมีสินทรัพย์ทางการเงินและเงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้ ICC มีลักษณะเป็นบริษัทที่มีทั้ง Operating Business + Investment/Asset Base
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรแยก กำไรจากธุรกิจหลัก ออกจากผลตอบแทนจากเงินลงทุนและรายได้อื่น เพราะสองส่วนนี้มีความผันผวนต่างกัน
6. สินค้าคงเหลือ — ตัวแปรสำคัญ
ธุรกิจแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภคมีความเสี่ยงเรื่อง สินค้าเก่า/สินค้าตกรุ่น
ณ สิ้นปี 2568 สินค้าคงเหลือสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2,381 ล้านบาท ลดลงจากประมาณ 3,022 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลจากการปรับปรุงการบริหารสินค้าคงเหลือและลดการซื้อสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า
นี่เป็นสัญญาณที่ควรติดตามต่อ เพราะธุรกิจแฟชั่นถ้าคุม Inventory ได้ดี จะช่วยลด
Stock → Markdown → Promotion → Margin Pressure
ได้อย่างมีนัยสำคัญ
7. กลยุทธ์ 2569–2571
ICC กำหนด Strategic Plan ช่วง 2026–2028 ภายใต้แนวคิด B.E.S.T.
B — Building Customer-Centric Growth
สร้างการเติบโตโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
E — Empowering People with Technology
ใช้เทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพบุคลากร
S — Strengthening Innovation Ecosystem
สร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและร่วมมือกับพันธมิตร
T — Transforming into a Modern Brand
ปรับภาพลักษณ์และแบรนด์ให้ทันสมัย
พร้อมกับเป้าหมายด้าน Omni-Channel, Digital Platform, E-commerce และ Customer Experience
ดังนั้น Theme ที่น่าจับตาของ ICC ไม่ใช่เพียง “ขายเสื้อผ้า/เครื่องสำอาง” แต่คือ
การเปลี่ยนจาก Distributor แบบดั้งเดิม → Integrated Commercial Platform
8. ความเสี่ยงของ ICC
🔴 1. การแข่งขันสูง
บริษัทระบุว่าตลาดเครื่องสำอางมีการแข่งขันทั้งจากแบรนด์ต่างประเทศ แบรนด์ไทย และแบรนด์ขนาดเล็กที่ใช้ Online Platform เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น
ด้านเสื้อผ้าเองก็เผชิญการแข่งขันจากแบรนด์ต่างประเทศและผู้เล่นที่ใช้กลยุทธ์ Volume + Low Price + Online
🔴 2. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว
ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าผ่าน Online/E-commerce มากขึ้น ทำให้บริษัทต้องลงทุนใน Digital และ Omni-Channel ต่อเนื่อง
🔴 3. Inventory Risk
สินค้าแฟชั่นมีความเสี่ยงเรื่องสินค้าไม่ตรงเทรนด์และสินค้าค้างสต็อก บริษัทจึงต้องบริหาร Stock อย่างแม่นยำ
🔴 4. ต้นทุนวัตถุดิบและขนส่ง
บริษัทระบุถึงความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง ซึ่งอาจกระทบต้นทุนและความสามารถในการตั้งราคาขาย
🔴 5. ธุรกิจต่างประเทศ
บริษัทระบุว่าในปี 2568 สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชากระทบการดำเนินงานในกัมพูชา และบริษัทตัดสินใจยุติการดำเนินธุรกิจในกัมพูชาช่วงปลายปี 2568
9. มุมมองเชิง VI
ถ้ามอง ICC แบบ Value Investor จุดที่น่าสนใจคือ

มุมมองเชิง Technical + Valuation
ข้อมูล ณ 25 ก.ย. 2569 ราคา ICC อยู่ประมาณ 23.90 บาท ขณะที่ SET แสดง P/BV ประมาณ 0.40 เท่า แต่ P/E ประมาณ 43.49 เท่า
นี่เป็นภาพที่น่าสนใจมาก:
P/BV ต่ำมาก → ตลาดให้ส่วนลดจากมูลค่าทางบัญชีสูง
แต่
P/E สูง → กำไรปัจจุบันยังไม่สูงเมื่อเทียบกับราคาหุ้น
ดังนั้นการวิเคราะห์ ICC ไม่ควรมองเพียง P/BV ต่ำแล้วสรุปว่าถูก แต่ควรติดตามว่า กำไรจากธุรกิจหลักจะกลับมาเติบโตหรือไม่
สำหรับสายเทคนิค จุดที่ควรจับตาคือ สภาพคล่องการซื้อขาย เพราะ ICC เป็นหุ้นที่มี Turnover ค่อนข้างต่ำ โดย SET รายงานมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน YTD 2569 เพียงประมาณ 0.67 ล้านบาท และ Turnover 0.96%
ดังนั้นการเกิด Breakout + Volume จะมีความสำคัญมากกว่าการดูราคาเพียงอย่างเดียว

สินทรัพย์จำนวนมาก
สินทรัพย์รวมกว่า 34,800 ล้านบาท ขณะที่ Market Cap ณ 25 ก.ย. 2569 ประมาณ 11,950 ล้านบาท
D/E ต่ำ ประมาณ 0.17 เท่า
มี Cash และ Investment Asset จำนวนมาก มีฐานธุรกิจและแบรนด์ที่ดำเนินงานมายาวนาน

มีอสังหาริมทรัพย์และที่ดินจำนวนมาก
แต่จุดที่ VI ต้องระวังคือ Book Value สูงไม่ได้แปลว่ากำไรในอนาคตจะเติบโตสูง เพราะปัจจุบัน ROE และ ROA ลดลงอย่างชัดเจน โดย 6M/2569 อยู่ที่ประมาณ 0.92% และ 0.63% ตามข้อมูล SET

🔎 สรุปภาพ ICC แบบนักวิเคราะห์หุ้น

ประเด็นภาพรวม
ธุรกิจ🟢 กระจายหลายหมวดสินค้า
แบรนด์/เครือข่าย🟢 แข็งแรงและมีประวัติยาวนาน
สินทรัพย์🟢 ฐานสินทรัพย์ขนาดใหญ่
หนี้สิน🟢 D/E ต่ำ
กระแสเงินสด🟢 6M/69 จากดำเนินงานเป็นบวก
Gross Margin🟢 ดีขึ้น
รายได้🔴 ลดลงต่อเนื่อง
กำไรสุทธิ🔴 6M/69 ลดลงแรง
ROE/ROA🔴 อยู่ในระดับต่ำ
Inventory🟡 ดีขึ้น แต่ต้องติดตาม
E-commerce🟡 เป็นทั้งโอกาสและต้นทุนการปรับตัว
Valuation🟡 P/BV ต่ำ แต่ P/E สูง
สภาพคล่องหุ้น🔴 ต่ำ ต้องระวัง Volume

🎯 ประเด็นที่ “ต้องดูต่อ” ของ ICC

รายได้ฟื้นหรือไม่ → Gross Margin รักษาระดับได้หรือไม่ → ค่าใช้จ่ายการตลาดลดลงหรือสร้างยอดขายเพิ่มได้หรือไม่ → รายได้อื่นกลับมาหรือไม่ → ROE ฟื้นหรือไม่ ถ้า 5 จุดนี้เริ่มฟื้นพร้อมกัน ภาพของ ICC จะเปลี่ยนจาก “หุ้นสินทรัพย์เยอะ แต่กำไรชะลอ” ไปสู่ “Asset Play + Earnings Recovery” ได้ แต่ข้อมูลล่าสุด ณ 6M/2569 ยังสะท้อนว่าการฟื้นตัวของกำไร ยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จึงควรให้น้ำหนักกับงบไตรมาสถัดไปเป็นพิเศษ


Disclaimer

ใส่ความเห็น