ONE REPORT ANALYSIS WOMEN

วิเคราะห์ หุ้น PG บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น PG บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น PG บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ PG อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ แฟชั่น (Fashion) อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products)




รอบผลประกอบการเงินปันผล (ต่อหุ้น)หน่วยวันจ่ายปันผลประเภท
0.50บาท27 พ.ค. 2569เงินปันผล
0.20บาท28 พ.ค. 2568เงินปันผล
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 25660.20บาท21 พ.ค. 2567เงินปันผล
01 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 25650.20บาท24 พ.ค. 2566เงินปันผล
01 ม.ค. 2564 – 31 ธ.ค. 25640.10บาท25 พ.ค. 2565เงินปันผล
0.10บาท25 พ.ค. 2564เงินปันผล

ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ หุ้น PG
บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้าน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมถึงผ้าถัก และมีการให้บริการด้านการออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้า
ทรัพย์สินหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ
ที่ดิน
ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงาน อาคาร และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน
บริษัทมีอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ประโยชน์ในกิจการและบางส่วนเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
อาคารและสิ่งปลูกสร้าง
อาคารสำนักงาน
อาคารโรงงานและพื้นที่สำหรับกระบวนการผลิต
อาคารและพื้นที่สำหรับจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้า
เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต
เป็นทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ใช้ในกระบวนการผลิตและตัดเย็บเสื้อผ้า โดยบริษัทระบุว่ามีการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพการผลิต
เครื่องตกแต่งและอุปกรณ์สำนักงาน
อุปกรณ์สำนักงาน
เครื่องใช้และอุปกรณ์สนับสนุนการบริหารและการดำเนินงาน
ยานพาหนะ
ใช้สนับสนุนการดำเนินงาน การขนส่งสินค้า และกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท
สินทรัพย์สิทธิการใช้
บริษัทมีการใช้สินทรัพย์ภายใต้สัญญาเช่าในบางส่วนตามลักษณะการดำเนินงาน
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
ข้อมูลปี 2566 ระบุว่าบริษัทมี ที่ดินและอาคารโรงงาน ที่จัดเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน มูลค่ายุติธรรมรวมประมาณ 16.9 ล้านบาท แบ่งเป็นที่ดิน 13.3 ล้านบาท และอาคารโรงงาน 3.6 ล้านบาท โดยมีรายได้ค่าเช่าจากทรัพย์สินดังกล่าวในปี 2566 จำนวน 6.0 ล้านบาท
สรุปมุมมองสำหรับนักลงทุน
ทรัพย์สินของ PG มีแกนหลักอยู่ที่ “ที่ดิน + อาคาร + เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานโดยตรงของธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ขณะที่บริษัทมีแบรนด์และความสามารถในการผลิตเสื้อผ้าหลากหลายประเภท เช่น เสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าสตรี ชุดเด็ก ยูนิฟอร์ม และชุดว่ายน้ำ
ทั้งนี้ หากต้องการดู ตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินแต่ละประเภทล่าสุดของปี 2568 แบบละเอียด บริษัทมีการเผยแพร่ Annual Report 2568 และเอกสาร “ลักษณะการประกอบธุรกิจ” ไว้ในเว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์


กลุ่มบริษัทในเครือ หุ้น PG
สำหรับ บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) (PG) ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและผ้าถัก ภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ บริษัท ไม่มีบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยไว้ ดังนั้นโครงสร้างกลุ่มบริษัทของ PG จึงค่อนข้างเรียบง่าย และการดำเนินงานหลักอยู่ภายใต้บริษัท PG โดยตรง

  1. บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) — PG
    เป็นบริษัทหลักที่ประกอบธุรกิจ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยผลิตเสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าสตรี เสื้อผ้าเด็ก ยูนิฟอร์ม และชุดว่ายน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ผ้าถัก บริษัทมีการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
    แบรนด์ที่บริษัทผลิต/เกี่ยวข้อง ได้แก่ ARROW, BOBBY JONES, BEVERLY HILLS POLO CLUB, BSC, CALVIN KLEIN, ELLE, LACOSTE, LE COQ SPORTIF, MIZUNO และ PETER MILLAR เป็นต้น
  2. ไม่มีบริษัทย่อย / บริษัทร่วม
    จุดที่น่าสนใจคือ PG ระบุว่า ไม่มีบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ทำให้รายได้และผลประกอบการไม่ได้มาจากการรวมงบของบริษัทในเครือเหมือนบริษัทจดทะเบียนที่มีโครงสร้าง Holding Company ขนาดใหญ่
  3. ความสัมพันธ์กับกลุ่มสหพัฒน์
    แม้ PG จะไม่มีบริษัทย่อย แต่บริษัทมีความสัมพันธ์ด้านผู้ถือหุ้นกับ กลุ่มสหพัฒน์ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (SPI) ถือหุ้น PG จำนวน 45,117,830 หุ้น หรือ 47.00% ขณะที่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ถือ 8.80% และ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ถือ 5.25%
    นอกจากนี้ SPI ระบุว่าในปี 2567 การเพิ่มเงินลงทุนใน PG ทำให้สถานะเงินลงทุนของ SPI เปลี่ยนเป็น เงินลงทุนในบริษัทย่อย ในงบของ SPI ซึ่งสะท้อนว่า PG อยู่ภายใต้การควบคุมของ SPI ในระดับกลุ่มบริษัท

สรุปโครงสร้าง
กลุ่มสหพัฒน์ / SPI
↓ ถือหุ้น PG 47.00%
บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) (PG)
↳ ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป
↳ ธุรกิจผ้าถัก
↳ ผลิตและจำหน่ายในประเทศ
↳ ส่งออกต่างประเทศ
↳ ไม่มีบริษัทย่อย / บริษัทร่วม
ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน: PG มีโครงสร้างบริษัทค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะ ไม่มีบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ดังนั้นเวลาวิเคราะห์หุ้น PG ควรให้น้ำหนักกับ ธุรกิจเสื้อผ้า อัตราการใช้กำลังการผลิต คำสั่งซื้อจากแบรนด์ต่าง ๆ ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง อัตราแลกเปลี่ยน และกำลังซื้อของผู้บริโภค มากกว่าการวิเคราะห์กำไรจากบริษัทย่อยครับ



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น PG — บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ PG ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับบุรุษ สตรี เด็ก รวมถึงยูนิฟอร์มและชุดว่ายน้ำ และมีทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
จากข้อมูลความเสี่ยงของบริษัท ประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามมีดังนี้
🔴 1. ความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบ
ธุรกิจเสื้อผ้ามีต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ผ้า เส้นใย และวัสดุประกอบการผลิต หากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาขาย อาจกดดัน อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ ของบริษัท โดยบริษัทระบุว่ามีความเสี่ยงจากราคาสินค้าและวัตถุดิบ และติดตามราคาเพื่อวางแผนการจัดซื้อ
🔴 2. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
PG มีการส่งออกสินค้า ทำให้รายได้และกระแสเงินสดบางส่วนเกี่ยวข้องกับสกุลเงินต่างประเทศ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น อาจกระทบความสามารถในการแข่งขันและมูลค่ารายได้เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท บริษัทจึงใช้ สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อบริหารความเสี่ยงบางส่วน
🔴 3. ความเสี่ยงจากการแข่งขันสูงในธุรกิจเสื้อผ้า
ตลาดเครื่องแต่งกายมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศ สินค้านำเข้า และแบรนด์ต่างประเทศ รวมถึงสินค้าราคาประหยัดและช่องทางออนไลน์ หากคู่แข่งใช้กลยุทธ์ลดราคา หรือมีสินค้าแฟชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากกว่า อาจทำให้ PG ต้องเพิ่มโปรโมชั่นและค่าใช้จ่ายทางการตลาด ส่งผลต่อมาร์จิ้น
🔴 4. ความเสี่ยงจากพฤติกรรมผู้บริโภคและแฟชั่น
เสื้อผ้าเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจาก เทรนด์แฟชั่น ฤดูกาล และกำลังซื้อของผู้บริโภค หากคาดการณ์ความต้องการผิด อาจเกิดสินค้าคงเหลือสูง สินค้าตกรุ่น หรือจำเป็นต้องลดราคาเพื่อระบายสต๊อก ซึ่งอาจกระทบทั้งรายได้และอัตรากำไร
🔴 5. ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ
เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคอาจลดการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น หรือหันไปซื้อสินค้าที่มีราคาถูกกว่า ขณะที่ลูกค้าภาคธุรกิจอาจชะลอคำสั่งซื้อ ส่งผลต่อยอดขายของผู้ผลิตเสื้อผ้า
🔴 6. ความเสี่ยงด้านลูกหนี้การค้า
แม้บริษัทมีฐานลูกค้าหลากหลายกลุ่มและไม่ได้มีการกระจุกตัวสูง แต่การขายสินค้าแบบมีเครดิตยังมีความเสี่ยงจากลูกค้าชำระเงินล่าช้าหรือผิดนัดชำระ บริษัทจึงมีการติดตามลูกหนี้และประเมินผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
🔴 7. ความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตและแรงงาน
ธุรกิจเครื่องนุ่งห่มต้องพึ่งพาแรงงานและกระบวนการผลิต หากค่าจ้างแรงงาน ต้นทุนสาธารณูปโภค หรือค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายได้ทัน จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไร
🔴 8. ความเสี่ยงจากการพึ่งพาแบรนด์และคำสั่งซื้อ
PG ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย รวมถึงแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในตลาด ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของสัญญา การต่ออายุสิทธิ์ การเปลี่ยนนโยบายของเจ้าของแบรนด์ หรือการลดคำสั่งซื้อจากคู่ค้ารายสำคัญ อาจกระทบต่อยอดขายได้
🔴 9. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและช่องทางจำหน่าย
พฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนไปสู่ E-Commerce และ Social Commerce มากขึ้น หากบริษัทปรับตัวด้านช่องทางออนไลน์ การตลาดดิจิทัล และระบบบริหารสินค้าคงคลังได้ช้ากว่าคู่แข่ง อาจเสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่
🔴 10. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงิน
บริษัทมีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยจากเงินฝาก เงินลงทุน และหนี้สินตามสัญญาเช่า อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ
📌 สรุปมุมมองความเสี่ยง PG
ความเสี่ยงหลักที่ควรจับตา:
วัตถุดิบ ↑ → ต้นทุนผลิต ↑ → Margin ↓
เงินบาทแข็งค่า → รายได้ส่งออกถูกกดดัน
กำลังซื้อ ↓ → ออเดอร์เสื้อผ้า ↓
การแข่งขันสูง → ต้องลดราคา/เพิ่มโปรโมชั่น → กำไร ↓
แฟชั่นเปลี่ยนเร็ว → สต๊อกค้าง/ต้องลดราคา
โดยรวม PG เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงตามวัฏจักร ต้นทุนวัตถุดิบ + กำลังซื้อ + ค่าเงิน + การแข่งขัน + เทรนด์แฟชั่น ค่อนข้างชัดเจน ขณะที่บริษัทมีมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตและอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว


ข้อมูล ณ วันที่ 14 พ.ค. 2568



พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น PG — บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ PG เป็นผู้ประกอบธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยมีประวัติการดำเนินงานยาวนานกว่า 40 ปี และพัฒนาจากผู้ผลิตเสื้อผ้าสู่ธุรกิจแบบ One Stop Service ครอบคลุมการออกแบบ ผลิต และบริการด้านเครื่องนุ่งห่ม
📌 พัฒนาการสำคัญตามลำดับเวลา
พ.ศ. 2523 — จุดเริ่มต้นธุรกิจ
PG เริ่มดำเนินธุรกิจผลิตเสื้อผ้า โดยครอบคลุมเสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าสตรี ชุดเด็ก ยูนิฟอร์ม และชุดว่ายน้ำ พร้อมรับผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
พ.ศ. 2523–2532 — ขยายฐานแบรนด์และความเชี่ยวชาญการผลิต
บริษัทได้รับสิทธิ์ผลิตเสื้อผ้าและชุดว่ายน้ำให้กับแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Arrow, Catalina, Arena, Le Coq Sportif, Mizuno และ Lacoste รวมถึง BSC, Streamline และ Elle ซึ่งช่วยสร้างฐานความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องนุ่งห่มและชุดกีฬา
พ.ศ. 2531 — เข้าสู่ตลาดทุน
บริษัทได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากธุรกิจผลิตเสื้อผ้าสู่บริษัทมหาชน
พ.ศ. 2537 — เปลี่ยนชื่อบริษัท
บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท พีเพิลการ์เมนท์ จำกัด (มหาชน) ก่อนที่จะพัฒนาธุรกิจต่อเนื่องในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
พ.ศ. 2543–2551 — เพิ่มสินค้าและขยายกำลังการผลิต
PG เปิดตัวแบรนด์ Primo Linea, 360 Swimwear และ Proud พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 96 ล้านบาท และขยายสายการผลิตไปสู่ธุรกิจโรงทอ
ช่วงปี 2543–2551 — ก้าวสู่ผู้ผลิตระดับสากล
บริษัทพัฒนาตัวเองเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจรแก่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก เช่น Bobby Jones, Beverly Hills Polo Club, Felix Buhler, Calvin Klein และ Peter Millar สะท้อนการยกระดับจากผู้ผลิตในประเทศสู่ฐานการผลิตที่รองรับลูกค้าต่างประเทศ
พ.ศ. 2552–2566 — พัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง
PG เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำขวดพลาสติก PET มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า และได้รับการรับรองให้เป็นผู้ผลิต PPE จาก อย. ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และตลาดที่บริษัทสามารถรองรับได้
การขยายฐานการผลิต
บริษัทมีฐานการผลิตเดิมในกรุงเทพฯ และได้ขยายไปยัง จังหวัดลำพูน และ นิคมอุตสาหกรรมสหพัฒน์ กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สำหรับฐานการผลิตทั้งสองแห่ง
⭐ พัฒนาการที่โดดเด่นล่าสุด: ปี 2567
จุดเปลี่ยนสำคัญของ PG เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่อ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI เข้าซื้อหุ้น PG เพิ่มจำนวน 27,468,098 หุ้น หรือ 28.61% จากผู้ถือหุ้นบางราย และธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์วันที่ 17 ตุลาคม 2567
การเข้าซื้อดังกล่าวทำให้ SPI เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน PG และต่อมา PG มีสถานะเป็น บริษัทย่อยของ SPI โดย SPI ระบุว่าปี 2567 มีรายการพิเศษเป็น กำไรจากการต่อรองราคาซื้อ 263 ล้านบาท จากการขยายการลงทุนใน PG
ปัจจุบันข้อมูลผู้ถือหุ้นระบุว่า SPI ถือหุ้น PG 47.00% ขณะที่ Saha Pathana Group มีบริษัทในเครือถือหุ้น PG ในสัดส่วนสำคัญหลายราย
🔎 สรุปภาพรวม
PG พัฒนาจากผู้ผลิตเสื้อผ้าในปี 2523 → เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2531 → ขยายฐานการผลิตและรับผลิตให้แบรนด์ระดับโลก → พัฒนาธุรกิจ One Stop Service และนวัตกรรมสิ่งทอ → และในปี 2567 ได้ก้าวเข้าสู่โครงสร้างธุรกิจของ SPI อย่างมีนัยสำคัญ
ในมุมมองนักลงทุน ประเด็นที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือการเข้ามาถือหุ้นของ SPI เพราะอาจมีความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของสหพัฒน์ และการเติบโตของ PG ในระยะต่อไป


งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการ
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด9.5111.078.7315.666.70
ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ125.64136.4095.8872.9378.57
สินค้าคงเหลือ339.34360.78337.11346.76340.96
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน807.35731.96686.47708.04657.05
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ153.07161.39165.18169.09167.01
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน906.46844.61824.90821.77860.18
รวมสินทรัพย์1,713.801,576.571,511.371,529.811,517.24
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืม
เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ80.7058.5749.2361.5260.16
หนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี
รวมหนี้สินหมุนเวียน97.7467.3464.0976.6372.86
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน121.3191.0081.7491.8983.78
รวมหนี้สิน219.05158.34145.83168.52156.64
ทุนจดทะเบียน96.0096.0096.0096.0096.00
ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า96.0096.0096.0096.0096.00
ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น325.20325.20325.20325.20325.20
กำไร(ขาดทุน)สะสม780.81763.23737.89724.78707.24
หุ้นทุนรับซื้อคืน
หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย
องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น292.74233.81206.45215.32232.16
– ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) ทุน
รวมส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่1,494.751,418.231,365.541,361.301,360.60
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการ
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ703.52773.93605.20292.72285.05
รายได้อื่น64.6464.1062.1432.6129.77
รวมรายได้768.16838.03667.34325.33314.82
ต้นทุน551.78591.58475.67232.79225.70
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร179.71206.46178.0892.0976.21
รวมต้นทุนและค่าใช้จ่าย731.50798.04653.75324.88301.91
EBITDA44.1414.7114.63-11.8130.89
ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย17.3320.9320.5410.4010.62
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้26.80-6.22-5.91-22.2120.27
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่25.991.96-5.56-19.2717.92
กำไรต่อหุ้น (บาท)0.270.02-0.06-0.200.19

งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการงบเฉพาะกิจการ
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน22.01-48.3327.3063.6714.44
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน-11.9078.91-1.44-35.0936.20
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน-26.84-29.03-28.20-24.00-52.67
เงินสดสุทธิ-16.741.55-2.344.59-2.03

งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า)5.915.217.527.89
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน)61.7970.0548.5146.27
อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (เท่า)1.691.361.531.36
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (วัน)215.98267.75238.29267.85
อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (เท่า)8.508.837.057.70
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (วัน)42.9641.3651.7647.39
วงจรเงินสด (วัน)234.81296.44235.04266.73

🎯 แนวรับ–แนวต้าน

ระดับมุมมอง
6.00 บาท🛡️ แนวรับสำคัญ / Low 52 สัปดาห์
6.30–6.40 บาทแนวรับระยะสั้น
6.50 บาทจุด Pivot สำคัญ
6.55–6.60 บาท🚧 แนวต้านแรก
7.00 บาท🚀 แนวต้านจิตวิทยา
7.50–8.00 บาทแนวต้านถัดไป หากเกิดรอบขึ้น

ล่าสุดวันที่ 28 ส.ค. 2569 ราคาที่มีข้อมูลระหว่างวันอยู่ที่ 6.50 บาท โดยมีการซื้อขายเพียง 2,800 หุ้น ขณะที่วันที่ 27 ส.ค. ปริมาณอยู่ที่ 14,200 หุ้น สะท้อนว่าหุ้นมี Liquidity ต่ำมาก และสัญญาณทางเทคนิคอาจเกิดหลอกจากวอลุ่มที่บางได้ง่าย🚀 จุดที่ต้องจับตา
สัญญาณบวกจะเริ่มชัดขึ้น หาก PG สามารถผ่าน 6.55–6.60 บาท พร้อมวอลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ถ้าเบรกได้จริง → มีโอกาสเปิดทางไปทดสอบ 7.00 บาท ก่อน และหากผ่าน 7.00 บาทพร้อมแรงซื้อต่อเนื่อง โมเมนตัมสามารถขยับไปหา 7.50–8.00 บาท ได้
แต่ถ้า หลุด 6.30 บาท และมีแรงขายเพิ่มขึ้น ต้องระวังการถอยกลับไปทดสอบ 6.00 บาท อีกครั้ง
⚡ สูตรเล่นแบบ “เพจหุ้นสายเทคนิค”
รอ ไม่ไล่!
🔥 6.55–6.60 = จุดจับตา Breakout
📈 ผ่าน + วอลุ่มเข้า = โมเมนตัมเริ่มมา
🎯 เป้าหมายแรก 7.00 บาท
🚀 ถัดไป 7.50–8.00 บาท
🛡️ 6.30 = แนวรับเฝ้าระวัง
⚠️ หลุด 6.00 = โครงสร้างฐานเสีย
บทสรุป: PG ยังไม่ใช่จังหวะที่กราฟส่งสัญญาณ “เบรกเอาต์เต็มตัว” แต่เป็นหุ้นที่น่าจับตาในลักษณะ รอการสะสมแรงซื้อและรอวอลุ่มยืนยัน โดยเฉพาะการทะลุ 6.55–6.60 บาท หากเกิดพร้อมวอลุ่มที่หนาแน่นกว่าค่าเฉลี่ย จะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจกว่าการซื้อเพียงเพราะราคาอยู่ใกล้ Low
หมายเหตุ: PG มีสภาพคล่องต่ำมาก การวิเคราะห์แนวรับ–แนวต้านจึงควรใช้ร่วมกับวอลุ่มและราคาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน ไม่ควรใช้ระดับราคาเป็นคำแนะนำซื้อขายโดยลำพัง


วิเคราะห์หุ้น PG — บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ PG เป็นหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค/แฟชั่นที่มีจุดเด่นเรื่อง ฐานะการเงินแข็งแรง หนี้ต่ำ และมูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีค่อนข้างมาก แต่จุดที่ต้องจับตาคือการเติบโตของยอดขายและสภาพคล่องการซื้อขายที่ค่อนข้างต่ำ

  1. ภาพรวมธุรกิจ
    PG ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ การผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยมีทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ บริษัทอยู่ในกลุ่มธุรกิจแฟชั่น และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มสหพัฒน์ โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 47% ขณะที่สหพัฒนพิบูลถือ 8.80%
    โครงสร้างผู้ถือหุ้นดังกล่าวถือเป็นจุดแข็งด้านเครือข่ายธุรกิจและช่องทางการจำหน่าย แต่ในอีกด้านหนึ่ง หุ้น PG มี Free Float/สภาพคล่องที่ไม่สูงนัก จึงต้องระวังเรื่องการเข้าออกของนักลงทุนรายย่อย
  2. ผลประกอบการ: จุดเปลี่ยนเริ่มชัดขึ้น
    จุดที่น่าสนใจที่สุดของ PG คือ การฟื้นตัวของกำไรในปี 2569
    ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 667.34 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 5.56 ล้านบาท หลังจากปี 2567 มีกำไรสุทธิ 1.96 ล้านบาท ขณะที่ปี 2566 มีกำไร 25.99 ล้านบาท สะท้อนว่าผลประกอบการช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะผันผวนค่อนข้างมาก
    แต่ใน Q1/2569 PG กลับมามีกำไรสุทธิ 6.05 ล้านบาท จากที่ Q1/2568 ขาดทุน 2.63 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 154.35 ล้านบาท
    ที่สำคัญคือ Q2/2569 กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 11.86 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 16.64 ล้านบาทใน Q2/2568 โดยยอดขายต่างประเทศฟื้นตัว และบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายขายและบริหารได้ดีขึ้น
    ดังนั้น 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิประมาณ 17.92 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 19.27 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
    นี่คือประเด็น Bull Case ที่สำคัญที่สุดของ PG ในตอนนี้
    จากหุ้นที่เคยขาดทุน → เริ่มกลับมาทำกำไร
    ถ้ากำไรสามารถรักษาระดับได้ต่อเนื่อง ตลาดอาจเริ่มกลับมาให้ Premium กับหุ้นอีกครั้ง
  3. ฐานะการเงิน — จุดแข็งเด่นมาก
    PG มีฐานะการเงินค่อนข้างแข็งแรง
    ณ Q1/2569 บริษัทมี
    สินทรัพย์รวมประมาณ 1,530.51 ล้านบาท
    หนี้สินรวมเพียง 148.52 ล้านบาท
    ส่วนผู้ถือหุ้นประมาณ 1,381.99 ล้านบาท
    D/E ประมาณ 0.11 เท่า
    Book Value ประมาณ 14.40 บาท/หุ้น
    ขณะที่ราคาหุ้นล่าสุดบริเวณ 6.50 บาท ทำให้ราคาต่ำกว่า Book Value อย่างมาก โดย P/BV อยู่ประมาณ 0.47 เท่า
    พูดง่าย ๆ คือ
    ตลาดกำลังให้มูลค่าหุ้นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าทางบัญชี
    นี่เป็นจุดที่นักลงทุนสาย Value / Asset Play อาจให้ความสนใจเป็นพิเศษ
  4. แต่ P/E ไม่ได้ถูกมากอย่างที่เห็น
    ต้องระวังการมอง PG ว่า “หุ้นถูก” จาก P/BV เพียงอย่างเดียว
    ข้อมูลล่าสุดระบุ P/E ประมาณ 35.9 เท่า และ Dividend Yield ประมาณ 7.46%
    เหตุผลที่ P/E สูง เพราะกำไรของบริษัทยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับขนาดสินทรัพย์
    ดังนั้น PG จึงมีลักษณะ
    P/BV ถูก + หนี้ต่ำ + Dividend น่าสนใจ
    แต่ Earnings Yield ยังไม่โดดเด่นมาก
    การลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับ การฟื้นตัวของกำไร มากกว่าการดู P/E เพียงอย่างเดียว
  5. จุดแข็งของ PG
    🟢 1. งบดุลแข็งแรง
    D/E เพียงประมาณ 0.11–0.12 เท่า ถือว่าต่ำมาก
    🟢 2. ราคาต่ำกว่า Book Value มาก
    ราคาประมาณ 6.5 บาท เทียบกับ BV ประมาณ 14.4 บาท/หุ้น ทำให้ P/BV ต่ำกว่า 0.5 เท่า
    🟢 3. กำไรกลับมาเป็นบวก
    ครึ่งปีแรก 2569 พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรประมาณ 17.92 ล้านบาท
    🟢 4. ต่างประเทศเริ่มกลับมา
    ยอดขายต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุน Q2/2569
    🟢 5. มีโอกาสเป็น Dividend + Value Play
    ข้อมูลล่าสุดสะท้อน Dividend Yield ราว 7% ซึ่งถือว่าน่าสนใจหากบริษัทสามารถรักษาความสามารถในการจ่ายปันผลได้
  6. ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
    🔴 1. รายได้ยังไม่กลับไปสู่ระดับเดิม
    รายได้รวมปี 2568 ลดลงเหลือประมาณ 667 ล้านบาท จาก 838 ล้านบาทในปี 2567
    ดังนั้นการกลับมาของกำไรยังต้องพิสูจน์ว่าเป็น Turnaround ที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงการฟื้นตัวชั่วคราว
    🔴 2. กำไรพึ่งพารายได้อื่นบางส่วน
    Q2/2569 มีทั้งรายได้อื่นและกำไรจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนเข้ามาช่วยผลประกอบการ โดยกำไรจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 7.09 ล้านบาทเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
    ดังนั้นต้องแยกให้ออกระหว่าง
    กำไรจากธุรกิจหลัก
    กับ
    กำไรจากรายการลงทุน
    หากธุรกิจหลักยังไม่โตอย่างชัดเจน การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยกำไรปัจจุบันอาจทำให้เข้าใจผิดได้
    🔴 3. สภาพคล่องการซื้อขายต่ำ
    ราคาล่าสุดช่วงปลายเดือน ส.ค. 2569 อยู่ราว 6.50 บาท และปริมาณซื้อขายบางวันอยู่เพียงหลักพันถึงหลักหมื่นหุ้น
    หุ้นลักษณะนี้จึงอาจเกิด
    “ซื้อยาก–ขายยาก–ราคาแกว่งแรงเมื่อมีออเดอร์ใหญ่”
    ได้ง่ายกว่าหุ้นขนาดใหญ่
    🔴 4. ธุรกิจแฟชั่นแข่งขันสูง
    ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง เทรนด์แฟชั่น และความต้องการของผู้บริโภค หากยอดขายไม่โต การรักษา Margin จะทำได้ยาก
  7. มุมมองเชิงเทคนิค
    ราคาล่าสุดที่มีข้อมูลวันที่ 28 ส.ค. 2569 อยู่ประมาณ 6.50 บาท ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ประมาณ 6.00–9.00 บาท
    ภาพใหญ่จึงยังไม่ใช่หุ้น Momentum ที่กำลังวิ่งแรง แต่เป็นลักษณะ หุ้นฐานราคา / Value Stock ที่รอ Catalyst
    แนวรับสำคัญ
    6.40–6.50 บาท
    หากยืนโซนนี้ได้ มีโอกาสสร้างฐาน
    แนวรับถัดไป
    6.00 บาท
    เป็นโซน Low ของกรอบ 52 สัปดาห์ จึงเป็นแนวรับที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
    แนวต้าน
    6.60–7.00 บาท
    หากผ่าน 7.00 บาทพร้อม Volume จะเริ่มทำให้ภาพทางเทคนิคดูน่าสนใจขึ้น
    แนวต้านถัดไป
    7.50–8.00 บาท
    และหากกลับไปทดสอบ High เดิมบริเวณ 9.00 บาท จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาพระยะกลาง
    สัญญาณที่น่าสนใจจริง ๆ:
    ราคาเบรก 7 บาท + Volume เพิ่มขึ้น + ยืนเหนือ 7 บาทได้
    จะเป็นสัญญาณที่น่าติดตามมากกว่าการไล่ซื้อในช่วงที่ Volume ยังเบาบาง

8. มุมมองการลงทุน ผมมอง PG เป็นหุ้นประเภท “Value + Asset Play + Turnaround” มากกว่าจะเป็นหุ้น Growth

ปัจจัยมุมมอง
ฐานะการเงิน⭐⭐⭐⭐⭐
หนี้สิน⭐⭐⭐⭐⭐
P/BV⭐⭐⭐⭐⭐
เงินปันผล⭐⭐⭐⭐
การเติบโตของรายได้⭐⭐
การฟื้นตัวของกำไร⭐⭐⭐⭐
Momentum ทางเทคนิค⭐⭐
สภาพคล่อง⭐⭐
ความน่าสนใจระยะกลาง⭐⭐⭐⭐

🔥 สรุป

PG มีจุดเด่นที่ “สินทรัพย์เยอะ หนี้ต่ำ ราคาต่ำกว่า Book Value มาก และกำลังกลับมามีกำไร” แต่สิ่งที่ตลาดยังรอคำตอบคือ กำไร 17.92 ล้านบาทในครึ่งปีแรก 2569 จะกลายเป็นกำไรที่ยั่งยืนหรือไม่ ถ้า Q3–Q4/2569 ยังรักษากำไรได้ และยอดขายต่างประเทศเดินหน้าต่อ หุ้นตัวนี้มีโอกาสถูก Re-rate จากหุ้น P/BV ต่ำ ไปสู่หุ้น Turnaround ได้

จุดจับตาทางเทคนิค: 6.40–6.50 บาท
ด่านสำคัญ: 7.00 บาท
สัญญาณบวก: เบรก 7 บาทพร้อม Volume
เป้าหมายเชิงเทคนิคถัดไป: 7.50–8.00 บาท และ 9.00 บาท

ทั้งนี้ไม่ควรมอง 14.40 บาทซึ่งเป็น Book Value ว่าเป็น “ราคาเป้าหมาย” โดยอัตโนมัติ เพราะการจะปลดล็อกส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับ BV ต้องอาศัย กำไรและ ROE ที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ที่มีอยู่ในงบเท่านั้น


Disclaimer

ใส่ความเห็น