ONE REPORT ANALYSIS FREE

วิเคราะห์ หุ้น JMT บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น JMT บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น JMT บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ JMT อยู่ในหมวดธุรกิจ เงินทุนและหลักทรัพย์ (Finance & Securities) เป็นส่วนของกลุ่ม ธุรกิจการเงิน (Financials)




ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ หุ้น JMT
JMT Network Services หรือ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) มีธุรกิจหลักเกี่ยวกับ ติดตามและเร่งรัดหนี้ บริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจประกันภัย และนายหน้าประกันภัย ดังนั้นทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินงานจึงมีทั้งอสังหาริมทรัพย์ อุปกรณ์สำนักงาน ระบบเทคโนโลยี และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับพอร์ตหนี้ที่บริษัทเข้าซื้อและบริหาร

  1. พอร์ตลูกหนี้ด้อยคุณภาพ — ทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจ
    หัวใจของ JMT คือ พอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่บริษัทหรือบริษัทย่อยเข้าซื้อจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบการ แล้วนำมาบริหารและติดตามเรียกเก็บหนี้ ถือเป็นสินทรัพย์หลักที่สร้างกระแสเงินสดให้กับธุรกิจบริหารหนี้
    โดยเฉพาะ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (J-AMC) ซึ่ง JMT ถือหุ้น 90% มีหน้าที่รับซื้อและบริหารหนี้ด้อยคุณภาพที่มีภาระผูกพันทางกฎหมาย
  2. อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการบริหารหนี้
    การบริหารหนี้และการดำเนินคดีอาจเกี่ยวข้องกับ หลักประกันและอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ เช่น ที่ดิน อาคาร และทรัพย์สินอื่นที่ใช้เป็นหลักประกัน ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการติดตามหนี้ ฟ้องร้อง สืบทรัพย์ และบังคับคดี
    นอกจากนี้ ในกลุ่มบริษัทยังมีธุรกิจประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ได้แก่ บริษัท ทรู แวลูเอชั่น จำกัด และ บริษัท เค.ที. แอพไรซัล จำกัด ซึ่งช่วยสนับสนุนงานประเมินทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริหารหนี้
  3. อาคารสำนักงานและสถานที่ปฏิบัติงาน
    JMT มีสำนักงานใหญ่ที่ อาคารเจมาร์ท ถนนรามคำแหง กรุงเทพฯ และใช้พื้นที่สำนักงานสำหรับงานบริหารจัดการ ติดตามหนี้ งานกฎหมาย งานบัญชี การบริหารลูกค้า และงานสนับสนุนต่าง ๆ
  4. อุปกรณ์สำนักงานและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
    ธุรกิจติดตามหนี้ต้องพึ่งพาระบบข้อมูลจำนวนมาก จึงมีทรัพย์สินประเภท
    คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT
    ระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลลูกหนี้
    ระบบโทรศัพท์และศูนย์ปฏิบัติการติดตามหนี้
    ระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารพอร์ตหนี้
    อุปกรณ์สำนักงานและเครื่องใช้สำนักงาน
    ระบบรักษาความปลอดภัยและสำรองข้อมูล
    ทรัพย์สินกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการรองรับการบริหารบัญชีลูกหนี้จำนวนมากและการติดตามชำระหนี้อย่างเป็นระบบ
  5. ทรัพย์สินไม่มีตัวตน
    อีกกลุ่มหนึ่งคือ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์ ระบบงาน และสิทธิหรือทรัพย์สินทางเทคโนโลยีที่ใช้สนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจที่ต้องบริหารข้อมูลลูกหนี้และธุรกรรมจำนวนมาก
  6. ทรัพย์สินและระบบสนับสนุนธุรกิจประกันภัย
    JMT ยังมีการลงทุนในธุรกิจประกันภัยและนายหน้าประกันภัย โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจอยู่ 5 บริษัท รวมถึง เจมาร์ท ประกันภัย และ เจ มาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์
    ดังนั้นทรัพย์สินที่ใช้ในส่วนนี้จะครอบคลุมระบบงานประกันภัย ฐานข้อมูลลูกค้า ระบบบริหารกรมธรรม์ อุปกรณ์สำนักงาน และทรัพย์สินที่ใช้ในการให้บริการลูกค้า

สรุปสำหรับวิเคราะห์หุ้น JMT
ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของ JMT ไม่ใช่โรงงานหรือเครื่องจักร แต่คือ “พอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพ + ระบบบริหารจัดเก็บหนี้ + บุคลากรและเทคโนโลยี”
จุดที่นักลงทุนควรจับตาคือ ความสามารถในการเก็บเงินจากพอร์ตหนี้, กระแสเงินสดจากการบริหารหนี้, การซื้อพอร์ต NPL ใหม่ และคุณภาพของสินทรัพย์/หลักประกัน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรของ JMT


กลุ่มบริษัทในเครือ หุ้น JMT
JMT Network Services Public Company Limited หรือ JMT – บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในกลุ่ม Jaymart Group โดยธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับการติดตามหนี้และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และมีบริษัทย่อยที่ JMT ถือหุ้นโดยตรงหลายแห่งบริษัทย่อยของ JMT

บริษัทสัดส่วนถือหุ้นลักษณะธุรกิจ
บริษัท เจ แอสเซท แมเนจเม้นท์ จำกัด (J Asset Management)90.00%ซื้อและบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ/หนี้ที่มีภาระทางกฎหมาย
บริษัท เจเอ็มที อินชัวรันส์ จำกัด (มหาชน)75.80%ธุรกิจประกันวินาศภัย
บริษัท เจเอ็มที อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด99.99%นายหน้าประกันภัย
บริษัท ทรู แวลู จำกัด (True Value)65.00%ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
บริษัท เค.ที. แอพไพรซัล จำกัด (K.T. Appraisal)55.00%ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน

ข้อมูลโครงสร้างกลุ่มบริษัทล่าสุดของ JMT ระบุว่า ณ 31 ธันวาคม 2568 (2025) บริษัทมีบริษัทย่อยที่ดำเนินงานอยู่ 5 แห่ง ตามรายการข้างต้น

มองโครงสร้างธุรกิจแบบเข้าใจง่าย
JMT
↳ J Asset Management → ซื้อ/บริหารหนี้เสีย
↳ JMT Insurance → ประกันวินาศภัย
↳ JMT Insurance Broker → นายหน้าประกันภัย
↳ True Value → ประเมินราคาทรัพย์สิน
↳ K.T. Appraisal → ประเมินราคาทรัพย์สิน
ดังนั้น จุดแข็งของโครงสร้างกลุ่ม JMT คือการเชื่อมโยงธุรกิจ บริหารหนี้ + ประกันภัย + นายหน้าประกัน + ประเมินทรัพย์สิน ซึ่งช่วยให้กลุ่มบริษัทมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันในสายการเงินและการบริหารสินทรัพย์
หมายเหตุ: JMT เป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ภายใต้ Jaymart Group Holdings (JMART) โดยข้อมูลของ Jaymart ระบุว่า JMART ถือหุ้น JMT ในฐานะบริษัทย่อยของกลุ่ม



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น MST
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ดังนั้นผลประกอบการจึงมีความสัมพันธ์กับภาวะตลาดทุน ปริมาณการซื้อขาย และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโบรกเกอร์ค่อนข้างสูง โดย SET ระบุว่า MST อยู่ในหมวดธุรกิจการเงิน/เงินทุนและหลักทรัพย์ และเป็นบริษัทหลักทรัพย์

  1. ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น
    หากตลาดหุ้นไทยผันผวนหรืออยู่ในช่วงขาลง มูลค่าการซื้อขายและกิจกรรมของนักลงทุนอาจลดลง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของ MST รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน
    ประเด็นสำคัญ: ธุรกิจโบรกเกอร์มีรายได้ที่ค่อนข้างผูกกับวัฏจักรของตลาด ยิ่งตลาดเงียบ รายได้จากธุรกรรมก็มีโอกาสชะลอตัว
  2. ความเสี่ยงจากการแข่งขันรุนแรง
    ธุรกิจหลักทรัพย์มีการแข่งขันสูง ทั้งด้านค่าธรรมเนียม แพลตฟอร์มออนไลน์ คุณภาพบทวิเคราะห์ โปรโมชั่น และบริการด้านการลงทุน การแข่งขันด้านราคาสามารถกดดันอัตรากำไรของบริษัทได้
    นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนไปสู่การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์และแพลตฟอร์มที่มีต้นทุนต่ำ ทำให้บริษัทต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
  3. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและระบบซื้อขาย
    MST ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์และผลิตภัณฑ์การลงทุนผ่านระบบดิจิทัล หากระบบเกิดขัดข้อง ระบบซื้อขายล่าช้า หรือเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ อาจกระทบต่อการให้บริการ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และชื่อเสียงของบริษัท
  4. ความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้า
    ธุรกิจหลักทรัพย์มีความเสี่ยงจากลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้ลูกค้าใช้วงเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ โดยงบการเงินของ MST ระบุความเสี่ยงด้านเครดิตจากลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เงินฝาก และเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ
    หากราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ บริษัทอาจต้องรับภาระขาดทุนหรือเพิ่มการตั้งสำรอง
  5. ความเสี่ยงจากการลงทุนและตราสารทางการเงิน
    MST มีสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินหลายประเภท รวมถึงเงินลงทุนและตราสารอนุพันธ์ ทำให้ผลประกอบการบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาด อัตราดอกเบี้ย และปัจจัยทางการเงินอื่น ๆ
  6. ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์และการกำกับดูแล
    ธุรกิจหลักทรัพย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด การเปลี่ยนแปลงกฎของ ก.ล.ต., ตลท. และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้บริษัทต้องปรับระบบ ควบคุมความเสี่ยง และเพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน
    ปัจจุบัน MST ยังมีการประกาศเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ซื้อ/จำนำในบัญชี Margin และธุรกรรม SBL ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจส่วนนี้ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์และข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงได้
  7. ความเสี่ยงด้านบุคลากรและการแข่งขันด้านนักวิเคราะห์
    ธุรกิจหลักทรัพย์พึ่งพาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น นักวิเคราะห์ ผู้แนะนำการลงทุน และทีมวาณิชธนกิจ หากสูญเสียบุคลากรสำคัญอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า คุณภาพงานวิจัย และความสามารถในการสร้างรายได้
  8. ความเสี่ยงด้านคดีความและชื่อเสียง
    งบการเงินของ MST ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ระบุว่าบริษัทมีข้อพิพาททางกฎหมายที่อยู่ในชั้นศาล โดยจำนวนเงินที่ถูกร้องประมาณ 21 ล้านบาท และฝ่ายบริหารได้ตั้งสำรองส่วนหนึ่งตามการประเมินความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
    สำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะความเชื่อมั่นของลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาฐานลูกค้าและรายได้
  9. ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดทุนไทย
    MST ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นหลัก โดยข้อมูลในงบการเงินระบุว่าบริษัทดำเนินธุรกิจในเขตภูมิศาสตร์เดียวคือประเทศไทย ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจไทย ตลาดหุ้นไทย สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศจึงมีผลต่อธุรกิจค่อนข้างมาก
  10. ความเสี่ยงจากภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
    แม้ตลาดผันผวนบางช่วงอาจเพิ่มปริมาณการซื้อขาย แต่หากความผันผวนรุนแรงจนทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงหรือถอนเงินออกจากตลาด อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อรายได้ของบริษัทได้เช่นกัน

สรุป: ความเสี่ยงหลักของ MST คือ “รายได้ผูกกับวัฏจักรตลาดทุน + การแข่งขันของธุรกิจโบรกเกอร์ + ความเสี่ยงเครดิต/มาร์จิ้น + เทคโนโลยี + กฎเกณฑ์กำกับดูแล” นักลงทุนจึงควรติดตามทั้ง มูลค่าการซื้อขายของตลาด, ส่วนแบ่งตลาดของ MST, รายได้ค่านายหน้า, รายได้จากธุรกิจ Investment Banking, ผลขาดทุนด้านเครดิต และคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่กัน


ข้อมูล ณ วันที่ 04 มี.ค. 2569


ลำดับรายชื่อตำแหน่ง
1นาย อดิศักดิ์ สุขุมวิทยาประธานกรรมการ
2นาย สุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ
3นาย ปิยะ พงษ์อัชฌากรรมการ
4นาย เอกชัย สุขุมวิทยากรรมการ
5นาย กฤษณ์ จันทโนทกกรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ
6นาย ครรชิต ควะชาติกรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ
7นาย เริงชัย อิงคภากรกรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ

พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น JMT
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เป็นบริษัทในกลุ่มเจมาร์ทที่มีธุรกิจหลักด้าน ติดตามเร่งรัดหนี้ บริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และธุรกิจประกัน/นายหน้าประกันภัย โดยบริษัทก่อตั้งในปี 2537 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555
พัฒนาการสำคัญตามลำดับ

🔎 จุดที่น่าจับตาของ JMT
พอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพ และความสามารถในการจัดเก็บกระแสเงินสด
การลงทุนซื้อ NPL ใหม่ และการบริหารต้นทุนเงินทุน
การใช้ เทคโนโลยี/ดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามหนี้
การเติบโตของ ธุรกิจประกันและนายหน้าประกันภัย
แผน JUMP+ ปี 2569–2571 ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่าบริษัท
ผลประกอบการล่าสุดถึง ไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นงบการเงินล่าสุดที่ SET แสดงไว้ในปัจจุบัน
สรุป: พัฒนาการของ JMT คือการเปลี่ยนจากผู้ให้บริการติดตามหนี้ไปสู่ แพลตฟอร์มบริหารหนี้และสินทรัพย์ที่ครบวงจรมากขึ้น พร้อมขยายธุรกิจประกันและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในปี 2569 ประเด็นที่ต้องติดตามเป็นพิเศษคือ การเดินหน้าแผน JUMP+ 2569–2571 และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากพอร์ตหนี้ที่มีอยู่


งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปรับปรุง (31 ธ.ค. 2568)งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสด1,786.111,786.11607.081,021.16357.06
เงินลงทุนสุทธิ
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ23,756.0123,537.7320,074.2221,091.6620,024.01
– เงินให้สินเชื่อและลูกหนี้22,899.2522,899.2519,820.4320,634.5619,829.94
ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ280.67280.67437.96413.96455.34
รวมสินทรัพย์42,444.4542,038.7537,913.2238,594.2437,053.13
เงินกู้ยืมและเงินรับฝาก100.00100.00300.00950.00
รวมหนี้สิน15,137.0214,731.329,996.4710,775.809,264.22
ทุนจดทะเบียน765.55765.55765.55765.55765.55
ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า729.87729.87729.87729.87729.87
ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น20,559.7520,559.7520,559.7520,559.7520,559.75
กำไร(ขาดทุน)สะสม2,509.422,509.423,112.673,010.392,971.42
หุ้นทุนรับซื้อคืน
หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย
ส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่26,543.9126,543.9127,124.9827,046.8926,983.83

งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ5,086.595,225.874,801.722,474.802,245.22
– รายได้ดอกเบี้ย3,500.073,990.173,699.021,888.991,753.44
– จากสินเชื่อและเงินฝาก00
– รายได้ค่านายหน้า
– รายได้จากการดำเนินธุรกิจ – อื่น ๆ914.43693.72567.56289.02238.04
รวมรายได้5,157.545,334.664,916.352,528.592,309.33
ต้นทุน1,566.961,798.321,764.62935.24771.33
(กลับรายการ) ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น462.71612.78891.36434.66607.92
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร793.23902.14752.71376.42384.99
ค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและบริการ
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้2,902.792,484.591,755.98965.18754.07
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่2,010.661,615.221,029.56576.50486.16
กำไรต่อหุ้น (บาท)1.381.110.710.390.33

งบปี 256601 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566งบปี 256701 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567งบปี 256801 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568งบ 6 เดือน/256801 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568งบ 6 เดือน/256901 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน-2,182.271,365.693,038.991,927.371,078.23
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน-4,536.53630.81-236.66-3.61-30.05
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน5,707.80-2,681.24-3,296.62-2,004.04-1,298.31
เงินสดสุทธิ-1,011.00-684.75-494.28-80.28-250.13

วิเคราะห์งบการเงินหุ้น JMT
JMT Network Services หรือ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจหลักด้านบริหารและติดตามหนี้ รวมถึงธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (AMC) โดยงบล่าสุดที่มีข้อมูลคือ ไตรมาส 2/2569 สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2569 และเป็นงบรวมที่ผ่านการสอบทานแล้ว

  1. ภาพรวมฐานะการเงิน
    จุดที่ต้องจับตาของ JMT คือ โครงสร้างธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนซื้อหนี้มาบริหาร ดังนั้นสินทรัพย์และเงินทุนจึงมีความสำคัญมากกว่าบริษัททั่วไป
    ข้อมูลจากบริษัทสำหรับ 1Q/2569 ระบุว่า
    สินทรัพย์รวม: 38,478.99 ล้านบาท
    ส่วนของผู้ถือหุ้น: 27,377.68 ล้านบาท
    รายได้รวม: 1,146.01 ล้านบาท
    กำไรสุทธิ: 252.20 ล้านบาท
    ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า JMT มี ฐานทุนค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ และมี Equity เป็นฐานรองรับการขยายธุรกิจบริหารหนี้
  2. รายได้และกำไร
    สำหรับ JMT สิ่งที่ไม่ควรมองเพียงตัวเลข “รายได้รวม” แต่ควรดูว่า การเก็บกระแสเงินสดจากพอร์ตหนี้ทำได้ตามเป้าหรือไม่ เพราะธุรกิจ AMC มีลักษณะลงทุนซื้อหนี้ก่อน แล้วทยอยเรียกเก็บเงินในระยะยาว
    กำไรสุทธิ 1Q/2569 อยู่ที่ 252.20 ล้านบาท จากรายได้รวม 1,146.01 ล้านบาท คิดเป็น Net Profit Margin เบื้องต้นประมาณ 22% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตาม แนวโน้มกำไรไตรมาสต่อไตรมาส มากเป็นพิเศษ เพราะหากต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น หรือการจัดเก็บหนี้ต่ำกว่าประมาณการ จะกระทบกำไรได้ค่อนข้างเร็ว
  3. จุดแข็งของงบ JMT
    ① ฐานทุนแข็งแรง
    ส่วนของผู้ถือหุ้นระดับกว่า 27,000 ล้านบาทใน 1Q/2569 เป็นกันชนสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
    ② ธุรกิจสร้างกำไรจากพอร์ตหนี้ระยะยาว
    JMT ไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายสินค้าแบบบริษัทค้าปลีก แต่มีพอร์ตสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการติดตามหนี้ในระยะยาว
    ③ มีโอกาสได้ประโยชน์จากหนี้เสียในระบบ
    หากสถาบันการเงินมี NPL เพิ่มขึ้น JMT มีโอกาสเข้าซื้อพอร์ตหนี้มาบริหารมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งโอกาสในการขยายสินทรัพย์และสร้างรายได้ในอนาคต
    บริษัทเองระบุทิศทางการยกระดับธุรกิจเป็น “Financial Recovery Partner” และ Digital AMC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารหนี้
  4. จุดที่ต้องระวัง
    ⚠️ ต้นทุนทางการเงิน
    ธุรกิจซื้อหนี้ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก หากต้นทุนเงินสูงขึ้น แต่ผลจัดเก็บหนี้ไม่ได้เพิ่มตาม อัตรากำไรอาจถูกกดดัน
    ⚠️ ความเสี่ยงด้าน Cash Collection
    มูลค่าพอร์ตหนี้ไม่ได้เท่ากับเงินสดที่บริษัทจะเก็บได้จริง ต้องติดตามว่าการจัดเก็บหนี้ทำได้ตามประมาณการหรือไม่
    ⚠️ การเติบโตต้องใช้เงินทุน
    หาก JMT ต้องการซื้อพอร์ตหนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง บริษัทจำเป็นต้องบริหารสมดุลระหว่าง การลงทุนซื้อหนี้ – หนี้สิน – กระแสเงินสด – เงินทุนของผู้ถือหุ้น
    ⚠️ กำไรอาจผันผวนตามคุณภาพพอร์ต
    หากเศรษฐกิจชะลอตัว ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง การจัดเก็บเงินอาจช้ากว่าประมาณการ

5. มุมมองเชิงคุณภาพของงบ

ประเด็นมุมมอง
รายได้🟢 ยังมีฐานธุรกิจรองรับ
กำไรสุทธิ🟢 มีกำไรและ Margin น่าสนใจ
ฐานทุน🟢 แข็งแรง
กระแสเงินสด🟡 ต้องติดตาม Collection
ต้นทุนทางการเงิน🟡 เป็นปัจจัยสำคัญ
การขยายพอร์ตหนี้🟢 มีโอกาสเติบโต
ความเสี่ยง🟠 อยู่ที่คุณภาพหนี้และความสามารถในการเก็บเงิน

🔎 สรุป JMT แบบนักลงทุน
JMT เป็นหุ้นที่ “ฐานทุนแข็ง แต่ต้องจับตาคุณภาพการเก็บหนี้และต้นทุนเงิน”
งบล่าสุดยังสะท้อนภาพของบริษัทที่มีฐานทุนขนาดใหญ่และสามารถสร้างกำไรได้ แต่สำหรับการประเมินว่ากำลังเข้าสู่รอบฟื้นตัวเต็มตัวหรือไม่ ควรโฟกัส 4 ตัวแปรต่อไปนี้มากที่สุด:
กำไรสุทธิ ↑ + กระแสเงินสดจากการเก็บหนี้ ↑ + Collection ทำได้ตามเป้า + ต้นทุนทางการเงิน ↓ = สัญญาณบวกต่อ JMT
ในทางกลับกัน หาก เก็บหนี้ชะลอ + ต้องใช้เงินซื้อหนี้เพิ่ม + ต้นทุนการเงินสูง นักลงทุนต้องระวังแรงกดดันต่อกำไร
ล่าสุด SET ระบุว่างบที่ใช้เป็นฐานข้อมูลคือ งบรวม Q2/2569 ณ 30 มิ.ย. 2569 และราคาหุ้น JMT ที่หน้า SET แสดงล่าสุดอยู่ที่ 11.70 บาท ณ 20 ส.ค. 2569
บทสรุป: งบ JMT ยังมีจุดแข็งด้านฐานทุนและความสามารถในการทำกำไร แต่ “หัวใจสำคัญ” ไม่ใช่แค่กำไรบัญชี — ต้องดู เงินสดที่เก็บได้จริงและผลตอบแทนจากพอร์ตหนี้ เป็นหลัก จึงจะประเมินคุณภาพกำไรได้แม่นยำขึ้น


🎯 แนวรับ–แนวต้าน

ระดับมุมมอง
11.40–11.50 บาท🟢 แนวรับแรก / โซนประคองราคา
11.00–11.20 บาท🟢 แนวรับสำคัญ หากหลุดมีโอกาสพักฐานลึก
11.80–12.00 บาท🔥 ด่านแรกของการกลับมาเป็นบวก
12.20–12.40 บาท🚀 แนวต้านถัดไป
12.60–13.00 บาท🔥 โซนต้านใหญ่ / จุดวัดพลังรอบใหม่

ข้อมูลย้อนหลังของ SET แสดงให้เห็นว่าช่วงเดือน ก.ค. JMT เคยมีการซื้อขายหนาแน่นบริเวณ 12 บาทขึ้นไป และเคยขึ้นไปแตะ 13.00 บาท ก่อนย่อตัวลงมา

⚡ สัญญาณ Breakout ที่ต้องรอ
จุดเปลี่ยนเกมอยู่ที่ 12.00 บาท
หาก JMT สามารถ ทะลุ 12.00 บาท พร้อมวอลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะเป็นการผ่านโซนต้านระยะสั้น และมีโอกาสเปิดทางไปทดสอบ 12.20–12.40 บาท
ถ้าผ่าน 12.40 บาทได้อีก ด่านสำคัญถัดไปจะอยู่แถว 12.60–13.00 บาท
ในทางกลับกัน หาก หลุด 11.40–11.50 บาท พร้อมแรงขายเพิ่มขึ้น ภาพรีบาวด์ระยะสั้นจะเริ่มเสียทรง และมีโอกาสถอยกลับไปทดสอบ 11.00–11.20 บาท
📊 Volume ต้องมา!
สิ่งที่สายเทคนิคควรจับตามากที่สุดไม่ใช่แค่ราคา แต่คือ “ราคา + วอลุ่ม”
ช่วงที่ JMT ขึ้นแรงในเดือน ก.ค. เคยมีปริมาณซื้อขายสูงถึงประมาณ 39 ล้านหุ้น ในวันที่ 10 ก.ค. และประมาณ 28 ล้านหุ้น ในวันที่ 9 ก.ค. ขณะที่การพักตัวในช่วงหลังมีวอลุ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นสูตรที่น่าจับตาคือ:
เบรก 12.00 + Volume พุ่ง = สัญญาณบวก 🚀
เบรก 12.40 + Volume ต่อเนื่อง = ลุ้นรอบใหม่ 🔥
หลุด 11.40 + Volume ขายเพิ่ม = ต้องระวัง ⚠️
🧭 สรุปแบบเพจหุ้นสายเทคนิค
JMT ยังไม่ใช่จังหวะไล่ราคา แต่เป็นหุ้นที่ควร “เฝ้าจับตา Breakout”
โครงสร้างระยะกลางยังน่าสนใจจากผลตอบแทน 60 วันและ YTD ที่ยังเป็นบวก แต่ระยะสั้นราคากำลังอยู่ในช่วงทดสอบกำลังซื้อ
🔥 Key Level: 12.00 บาท
🚀 ผ่านได้ = โมเมนตัมมีโอกาสกลับมา
🎯 เป้าถัดไป: 12.20 → 12.40 → 12.60–13.00 บาท
🛡️ แนวรับ: 11.40–11.50 บาท
⚠️ หลุด 11.40 บาท = ระวังการพักฐานต่อ
หมายเหตุ: ระดับแนวรับ–แนวต้านข้างต้นเป็นการประเมินเชิงเทคนิคจากข้อมูลราคาย้อนหลัง ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์ และควรใช้ราคากับวอลุ่มล่าสุดประกอบการตัดสินใจด้วย
JMT ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ต้องติดตามควบคู่ โดยบริษัทมีงบ Q2/2569 ที่ผ่านการสอบทานแล้ว และ SET ระบุว่าราคาหุ้นล่าสุดในข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ที่ 11.60 บาท



สรุปผลการวิเคราะห์ บริษัท

วิเคราะห์หุ้น JMT — บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)
JMT Network Services หรือ JMT เป็นหุ้นกลุ่มบริหารหนี้/ติดตามหนี้ที่มีประเด็นน่าสนใจตรงการฟื้นตัวของกำไรและความสามารถในการเก็บกระแสเงินสดจากพอร์ตหนี้ ขณะที่ราคาหุ้นยังอยู่ในโซนที่ต้องจับตาการสร้างฐานและการเบรกแนวต้าน
ข้อมูลล่าสุดที่พบจาก SET ระบุว่า JMT ปิดที่ 11.50 บาท ณ 19 ส.ค. 2569 ลดลง 0.10 บาท หรือ -0.86% และมีปริมาณซื้อขาย 3.61 ล้านหุ้น ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 7.65–13.50 บาท
🔥 จุดเด่นของ JMT

  1. ธุรกิจหลักอยู่ในธีมบริหารหนี้
    ซื้อและบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL
    ติดตามและเรียกเก็บหนี้
    มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการติดตามหนี้และบริหารสินทรัพย์
    จุดสำคัญของโมเดลธุรกิจคือการซื้อพอร์ตหนี้ในราคาที่เหมาะสม แล้วสร้างกระแสเงินสดจากการติดตามเก็บหนี้ในระยะยาว
    ดังนั้น JMT ไม่ใช่หุ้นที่ควรมองเฉพาะ “กำไรไตรมาสเดียว” แต่ควรติดตาม คุณภาพพอร์ตหนี้ + กระแสเงินสดจากการจัดเก็บ + ต้นทุนทางการเงิน + ความสามารถในการซื้อหนี้ใหม่

📊 ผลประกอบการล่าสุด — ยังต้องจับตาการฟื้นตัว
งบไตรมาส 2/2569 เป็นงบล่าสุดที่บริษัทเผยแพร่ โดยเป็นงบรวมและผ่านการสอบทานแล้ว
Q2/2569
กำไรสุทธิ 233.96 ล้านบาท
ลดลง 5.1% YoY
EPS ประมาณ 0.16 บาท
6 เดือนแรกปี 2569
กำไรสุทธิ 486.16 ล้านบาท
ลดลงจาก 576.50 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน
EPS 0.33 บาท
ภาพรวมจึงยังไม่ใช่ลักษณะ “กำไรเร่งตัวแรง” แต่เป็นช่วงที่ตลาดกำลังประเมินว่า กำไรของ JMT ผ่านจุดต่ำสุดหรือยัง และจะกลับมาเติบโตได้เร็วแค่ไหน
📈 มุมมองกราฟเทคนิค
จากราคาล่าสุดบริเวณ 11.50 บาท ผมมองโครงสร้างเป็นลักษณะ แกว่งสร้างฐานหลังจากเคยขึ้นไปทำ High 13.50 บาทในรอบ 52 สัปดาห์
แนวรับสำคัญ
11.40–11.50 บาท
เป็นโซนที่ต้องรักษาให้ได้ หากราคายืนได้ มีโอกาสเกิดแรงซื้อกลับ
ถัดลงมาให้จับตา
11.00 บาท
และบริเวณ 10.50–10.70 บาท
แนวต้าน
11.80–12.00 บาท → ด่านแรกที่ต้องผ่าน
หากผ่านพร้อมวอลุ่ม
12.30–12.50 บาท → มีโอกาสเร่ง Momentum
ถัดไป
13.00–13.50 บาท → โซน High เดิม/แนวต้านสำคัญ
🚨 จุดที่ต้องระวัง
JMT มีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่
กำไรยังชะลอตัว จากตัวเลข 6 เดือนแรกปี 2569
ความสามารถในการจัดเก็บหนี้อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ
ต้นทุนทางการเงินมีความสำคัญต่อธุรกิจบริหารหนี้
การประเมินมูลค่าพอร์ตหนี้และสมมติฐานการเรียกเก็บเงินมีผลต่อผลประกอบการ
หากซื้อพอร์ตใหม่มากเกินไปในช่วงต้นทุนสูง อาจกดดันผลตอบแทนของพอร์ตในอนาคต
🎯 สัญญาณที่สายเทคนิคควรจับตา
Bullish Signal 🔥
ถ้า JMT สามารถ ทะลุ 11.80–12.00 บาท พร้อม Volume เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณบวกว่ากำลังออกจากกรอบสะสม และมีโอกาสเปิดทางไปทดสอบ 12.30–12.50 บาท
แต่ถ้าผ่าน 12.50 บาท ได้อย่างแข็งแรง โมเมนตัมจะน่าสนใจมากขึ้น เพราะมีโอกาสกลับไปทดสอบ 13.00–13.50 บาท
Bearish Signal ⚠️
หากหลุด 11.40 บาท พร้อมวอลุ่มขายเพิ่มขึ้น ต้องระวังแรงขายต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้าหลุด 11.00 บาท เพราะจะทำให้โครงสร้างการสร้างฐานเสียรูปมากขึ้น
🔎 สรุปแบบเพจหุ้นสายเทคนิค
JMT = หุ้นที่กำลัง “วัดใจแนวต้าน”
11.80–12.00 บาท คือด่านสำคัญ
ผ่าน + วอลุ่มเข้า = ลุ้น Breakout 🚀
ไม่ผ่าน = ยังเป็น Sideway สะสมกำลัง
หลุด 11.40 บาท = ต้องระวังแรงขาย
ปัจจัยพื้นฐานล่าสุดยังสะท้อนว่า กำไร 6 เดือนปี 2569 ลดลง YoY ดังนั้นการกลับมาเป็นขาขึ้นรอบใหม่ควรเห็นทั้ง กำไรฟื้น + กระแสเงินสดจากการเก็บหนี้ดีขึ้น + ราคาเบรกแนวต้านพร้อม Volume ประกอบกัน ไม่ควรดูสัญญาณทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว


Disclaimer

ใส่ความเห็น