วิเคราะห์ หุ้น BJC บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น BJC บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น BJC บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ BJC อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ พาณิชย์ (Commerce) ตามกลุ่มอุตสาหกรรม บริการ (Services)




ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของ Berli Jucker Public Company Limited (BJC)

BJC เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานครอบคลุมค้าปลีก บรรจุภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ ทำให้มีสินทรัพย์จำนวนมากที่ใช้ในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนธุรกิจในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

ธุรกิจเวชภัณฑ์และเทคนิค (Healthcare & Technical)
สินทรัพย์สำคัญ ได้แก่
คลังสินค้าเวชภัณฑ์
ศูนย์กระจายสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์
ระบบควบคุมอุณหภูมิสำหรับสินค้าเฉพาะทาง
อุปกรณ์และเครื่องมือทางเทคนิค
เครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ
สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของ BJC
หากมองในเชิงกลยุทธ์ สินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าให้ BJC มากที่สุดคือ
🏬 เครือข่ายร้าน Big C ทั่วประเทศ
🏭 โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋อง
🚚 ศูนย์กระจายสินค้าและระบบโลจิสติกส์
🏢 ที่ดิน อาคาร และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จำนวนมาก
📦 แบรนด์สินค้าและเครือข่ายจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย
สรุปสำหรับนักลงทุน
BJC เป็นหุ้นที่มีลักษณะ Asset-Heavy หรือมีสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก โดยเฉพาะ
ที่ดินและอาคาร
ห้าง Big C
โรงงานบรรจุภัณฑ์
คลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์
สินทรัพย์เหล่านี้ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว แต่ก็ทำให้บริษัทมีต้นทุนค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการบริหารสินทรัพย์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์น้อยกว่า

ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail Supply Chain)
สินทรัพย์สำคัญ ได้แก่
เครือข่ายห้างค้าปลีก Big C
อาคารสาขา ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิบิ๊กซี
ศูนย์การค้าและพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์
คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Centers)
รถบรรทุกและระบบขนส่งสินค้า
ระบบ POS และระบบ IT สำหรับบริหารร้านค้า

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging)
สินทรัพย์สำคัญ ได้แก่
โรงงานผลิตขวดแก้ว
เตาหลอมแก้วขนาดใหญ่
โรงงานผลิตกระป๋องอลูมิเนียม
โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก
เครื่องจักรผลิตบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติ
คลังเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products)
สินทรัพย์สำคัญ ได้แก่
โรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค
เครื่องจักรการผลิตและบรรจุสินค้า
คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
ยานพาหนะขนส่งสินค้า
เครื่องหมายการค้าและแบรนด์สินค้า (Intangible Assets)


กลุ่มบริษัทในเครือของหุ้น BJC – บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
BJC เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีธุรกิจครบวงจรตั้งแต่การผลิต บรรจุภัณฑ์ การกระจายสินค้า ค้าปลีก เวชภัณฑ์ ไปจนถึงโลจิสติกส์ ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Packaging, Consumer, Healthcare & Technical และ Modern Retail Supply Chain

ธุรกิจอื่น ๆ ในเครือ
Asia Books
B’s Mart
ธุรกิจ E-Commerce
ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุนใหม่ในภูมิภาคอาเซียน

ธุรกิจค้าปลีก (Modern Retail)
ธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุดของ BJC
Big C Supercenter
Big C Mini
Big C Food Place
Big C Shopping Online
กลุ่มค้าปลีกคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 65% ของทั้งบริษัท และเป็นหัวใจสำคัญของ BJC ในการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Supply Chain)
กลุ่มอาหารและขนม
Tasto
Dozo
Party
Campus
กลุ่มของใช้ส่วนบุคคลและในครัวเรือน
Cellox
Zilk
Parrot
Dermapon
Maxmo
Belle
BJC มีจุดแข็งด้านการผลิตและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านเครือข่าย Big C ทั่วประเทศ ทำให้สามารถควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้ครบวงจร

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging Supply Chain)
ประกอบด้วยการผลิต
ขวดแก้ว
กระป๋องอลูมิเนียม
บรรจุภัณฑ์พลาสติกแข็ง
ลูกค้าหลักได้แก่ กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นธุรกิจดั้งเดิมที่สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนให้กับ BJC

ธุรกิจเวชภัณฑ์และเทคนิค (Healthcare & Technical)
Healthcare
จำหน่ายยา
เวชภัณฑ์
เครื่องมือแพทย์
อุปกรณ์ทางการแพทย์
Technical
วัตถุดิบอุตสาหกรรม
เคมีภัณฑ์
ระบบวิศวกรรม
โครงสร้างเหล็กชุบสังกะสี
BJC มีเครือข่ายลูกค้าโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาจำนวนมากทั่วประเทศ

ธุรกิจโลจิสติกส์
Berli Jucker Logistics (BJL)
ล่าสุด BJL ได้ร่วมทุนกับ DHL Supply Chain Thailand เพื่อยกระดับธุรกิจโลจิสติกส์และขยายตลาด Healthcare Logistics ในประเทศไทย

รุปโครงสร้างรายได้ของ BJC


จุดแข็งของ BJC คือการเป็น Conglomerate ที่มีห่วงโซ่ธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่โรงงานผลิต → บรรจุภัณฑ์ → กระจายสินค้า → ค้าปลีก (Big C) → ผู้บริโภค ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและสร้าง Synergy ได้สูงกว่าคู่แข่งหลายรายในตลาดไทย



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจหุ้น BJC – บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
BJC เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีรายได้หลักจากธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Big C) ควบคู่กับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจเวชภัณฑ์ โดยรายได้กว่า 60% มาจากธุรกิจค้าปลีก ทำให้ผลประกอบการผูกกับกำลังซื้อของผู้บริโภคค่อนข้างมาก

ความเสี่ยงจากภาระหนี้และอัตราดอกเบี้ย
BJC เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสินทรัพย์และการลงทุนขนาดใหญ่ หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันกำไรสุทธิได้
สรุปความเสี่ยงสำคัญที่สุดของ BJC
🔥 อันดับ 1: กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว
🔥 อันดับ 2: การแข่งขันรุนแรงในธุรกิจค้าปลีกและออนไลน์
🔥 อันดับ 3: ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานผันผวน
🔥 อันดับ 4: ความเสี่ยงจากการลงทุนขยายสาขา Big C จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ BJC คือมีธุรกิจหลากหลายทั้งค้าปลีก บรรจุภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าหุ้นค้าปลีกทั่วไป และช่วยรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

ความเสี่ยงจากกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว
ธุรกิจหลักของ BJC คือ Big C ซึ่งพึ่งพาการใช้จ่ายของประชาชน หากเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง หรือค่าครองชีพเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และรายได้จากศูนย์การค้าลดลงได้ โดยบริษัทระบุว่าบางช่วงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Non-Food

ความเสี่ยงจากการแข่งขันรุนแรงในธุรกิจค้าปลีก
BJC ต้องแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ต้องใช้งบส่งเสริมการขายสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรในระยะยาว

ความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BJC ใช้แก้ว อะลูมิเนียม พลาสติก และพลังงานในกระบวนการผลิต หากราคาวัตถุดิบหรือค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นได้

ความเสี่ยงจากการขยายสาขาและการลงทุนขนาดใหญ่
BJC มีแผนลงทุนและขยายสาขา Big C อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงสาขาเดิมและขยาย Mini Big C หากการลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจกระทบผลตอบแทนจากการลงทุนและกระแสเงินสดของบริษัทได้

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
การเติบโตของ E-Commerce และ Quick Commerce ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น หาก BJC ไม่สามารถปรับตัวด้าน Omni-Channel ได้ทัน อาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในอนาคต

ความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ
ช่วงที่ผ่านมา BJC มีการปรับโครงสร้าง ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายพิเศษเกิดขึ้นในระยะสั้น และกดดันผลกำไรบางไตรมาสได้


ข้อมูล ณ วันที่ 28 ส.ค. 2568



พัฒนาการที่สำคัญของหุ้น BJC บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท BJC เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีประวัติยาวนานที่สุดของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2425 (ค.ศ. 1882) และพัฒนาจากบริษัทการค้าสู่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและค้าปลีกครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน

พัฒนาโลจิสติกส์และธุรกิจ Healthcare
ปี 2568–2569 บริษัทได้ร่วมมือกับ DHL Supply Chain จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะด้านการขนส่งสินค้าและเวชภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล รองรับการเติบโตของธุรกิจสุขภาพในอนาคต
ปัจจัยที่ช่วยผลักดันการเติบโตในอนาคต
การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ
การเติบโตของธุรกิจ Big C และธุรกิจค้าปลีก
การขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ
การเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
การใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
การเติบโตของธุรกิจ Healthcare และโลจิสติกส์เฉพาะทาง

ก่อตั้งบริษัท (พ.ศ. 2425)
ก่อตั้งโดยตระกูล Berli และ Jucker
เริ่มดำเนินธุรกิจนำเข้า–ส่งออก และการค้าในสยาม
ต่อมาขยายเข้าสู่ธุรกิจการผลิต การจัดจำหน่าย และบริการ

เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2518)
เป็นหนึ่งใน 7 บริษัทแรก ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ช่วยเพิ่มศักยภาพในการระดมทุนและการเติบโตระยะยาว

กลุ่ม TCC เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (พ.ศ. 2544)
กลุ่ม TCC Group ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าถือหุ้นใหญ่
ทำให้ BJC มีฐานทุนแข็งแกร่ง และสามารถขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการหลายแห่งทั้งในไทยและอาเซียน

ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในอาเซียน
ร่วมทุนและเข้าซื้อกิจการโรงงานแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และบรรจุภัณฑ์พลาสติก
ลงทุนในไทย เวียดนาม และมาเลเซีย
ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ของภูมิภาค

ขยายธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค
เข้าซื้อกิจการและขยายแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค
เพิ่มเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
เสริมความแข็งแกร่งด้าน Supply Chain ตั้งแต่การผลิตจนถึงผู้บริโภค

ซื้อกิจการ Big C (พ.ศ. 2559–2560)
ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของบริษัท
ปี 2559 เข้าซื้อหุ้น 97.94% ของ Big C Supercenter
ปี 2560 ทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือจนถือครองทั้งหมด
เปลี่ยน BJC จากบริษัทอุตสาหกรรมและการจัดจำหน่าย สู่ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ของประเทศไทย

พัฒนา Omni-Channel และ Digital Retail
หลังการซื้อ Big C บริษัทลงทุนอย่างต่อเนื่องใน
Big C Online
ระบบสมาชิก (Loyalty)
Click & Collect
Omni-Channel
Data Analytics
ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ
เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ขยายธุรกิจในอาเซียน
บริษัทขยายธุรกิจไปยัง
เวียดนาม
กัมพูชา
ลาว
มาเลเซีย
ผ่านธุรกิจบรรจุภัณฑ์ การกระจายสินค้า และการลงทุนในกิจการต่าง ๆ

ผลักดันธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่
ในช่วงปี 2567–2568 บริษัทเดินหน้าขยาย
Big C Hypermarket
Big C Market
Big C Mini
ตลาดดอนใจ (Don Jai)
ธุรกิจให้เช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์
เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ








วิเคราะห์หุ้น BJC – บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
Berli Jucker Public Company Limited หรือ BJC เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีธุรกิจหลักครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ การจัดจำหน่าย ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ผ่านเครือ Big C ทำให้มีรายได้กระจายตัวและลดความผันผวนจากการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป
โครงสร้างธุรกิจหลัก

  1. ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail)
    หัวใจสำคัญของ BJC คือธุรกิจ Big C ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขนาดเล็ก และพื้นที่ให้เช่าในศูนย์การค้า คิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้รวมในปี 2024
  2. ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging)
    ผลิตขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และบรรจุภัณฑ์พลาสติก ให้กับผู้ผลิตเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ
  3. ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer)
    เจ้าของแบรนด์สินค้าหลายแบรนด์ เช่น Cellox, Zilk, Parrot, Dozo, Tasto และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่จำหน่ายผ่านเครือข่ายของตนเองและคู่ค้า
  4. ธุรกิจ Healthcare และ Technical
    จำหน่ายยา อุปกรณ์การแพทย์ และสินค้าอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้

จุดแข็งของ BJC
✅ มี Big C เป็นฐานรายได้ขนาดใหญ่
ธุรกิจค้าปลีกสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน
✅ ธุรกิจครบวงจร
ผลิตสินค้าเอง
จัดจำหน่ายเอง
ขายผ่านเครือข่ายค้าปลีกของตัวเอง
✅ พอร์ตธุรกิจกระจายความเสี่ยง
ค้าปลีก
บรรจุภัณฑ์
สินค้าอุปโภคบริโภค
การแพทย์และเทคนิค
✅ Valuation ไม่แพง
P/E ประมาณ 14 เท่า
P/BV เพียงประมาณ 0.47 เท่า ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ
ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
⚠️ กำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศชะลอตัว
⚠️ การแข่งขันรุนแรงจาก
Lotus’s
Makro
Tops
ร้านสะดวกซื้อ
⚠️ ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบอาจกระทบธุรกิจบรรจุภัณฑ์
⚠️ ธุรกิจค้าปลีกมีต้นทุนคงที่สูง หากยอดขายชะลอจะกดดันกำไรได้มากกว่าธุรกิจอื่น ๆ
ผลประกอบการล่าสุด
ปี 2025 BJC มีรายได้รวมประมาณ 166,623 ล้านบาท และกำไรสุทธิราว 4,011 ล้านบาท แม้รายได้ลดลงเล็กน้อยจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนตัว แต่บริษัทยังรักษากำไรได้จากการควบคุมต้นทุนและการบริหารประสิทธิภาพการดำเนินงาน
มุมมองการเติบโต
ปัจจัยบวกในระยะกลางถึงยาว ได้แก่
การขยายสาขา Big C ทั้งในไทยและอาเซียน
การปรับปรุงสาขาเดิมเพื่อเพิ่มยอดขาย
การเติบโตของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคแบรนด์ของตนเอง
การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ
การลงทุนขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์และธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง
สรุป
BJC เป็นหุ้นค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ที่มีฐานธุรกิจแข็งแรง กระแสเงินสดมั่นคง และมี Big C เป็นเครื่องยนต์หลักของรายได้
หากเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อผู้บริโภคฟื้นตัวในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า BJC มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากยอดขายค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระดับราคาหุ้นปัจจุบันยังถือว่าซื้อขายที่ Valuation ไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจและสินทรัพย์ที่ถืออยู่ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้น Value + Defensive + ปันผลสม่ำเสมอ มากกว่าหุ้นเติบโตหวือหวาในระยะสั้น


Disclaimer

ใส่ความเห็น