วิเคราะห์ หุ้น STPI บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น STPI บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น STPI บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) STPI อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ บริการรับเหมาก่อสร้าง (Construction Services) อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction)




ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ หุ้น STPI
STPI หรือ บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบธุรกิจแปรรูปและประกอบโครงสร้างเหล็ก งานท่อ และงาน Module สำหรับโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีทรัพย์สินหลักเป็น โรงงานผลิต พื้นที่ประกอบและลานจัดเก็บ/ขนส่งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการรับงานและผลิตชิ้นงานของบริษัท

  1. โรงงานแปรรูปโครงสร้างเหล็ก จ.ชลบุรี
    พื้นที่รวมประมาณ 89,920 ตารางเมตร
    พื้นที่ผลิตประมาณ 15,000 ตารางเมตร
    พื้นที่คลุมสำหรับการผลิตประมาณ 14,200 ตารางเมตร
    พื้นที่เปิดประมาณ 75,720 ตารางเมตร
    พื้นที่จัดเก็บประมาณ 30,000 ตารางเมตร
    ใช้สำหรับงานแปรรูปเหล็กทั้ง Light–Heavy Steel รวมถึง Pipe, Pressure Vessel และ Tank
    กำลังการผลิตงานโครงสร้างเหล็กประมาณ 30,000 ตันต่อปี
    ตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังประมาณ 50 กม.
  2. โรงงานแปรรูป จ.ระยอง
    ตั้งอยู่ที่ นิคมพัฒนา จ.ระยอง
    พื้นที่รวมประมาณ 76,800 ตารางเมตร
    พื้นที่ผลิตประมาณ 20,000 ตารางเมตร
    พื้นที่คลุมประมาณ 15,000 ตารางเมตร
    พื้นที่เปิดประมาณ 61,800 ตารางเมตร
    พื้นที่จัดเก็บประมาณ 14,000 ตารางเมตร
    รองรับงานแปรรูป Light–Medium Steel และ Pipe
    กำลังการผลิตโครงสร้างเหล็กประมาณ 20,000 ตันต่อปี
  3. โรงงานผลิตงานท่อ จ.ชลบุรี
    Sriracha Pipe Fabrication Shop
    พื้นที่รวมประมาณ 83,200 ตารางเมตร
    พื้นที่ผลิตประมาณ 11,600 ตารางเมตร
    พื้นที่คลุมประมาณ 11,600 ตารางเมตร
    พื้นที่เปิดประมาณ 71,600 ตารางเมตร
    บริษัทระบุว่ามีพื้นที่จัดเก็บประมาณ 71,600 ตารางเมตร
    รองรับการผลิตงาน Pipe Fabrication
    กำลังการผลิตประมาณ 1,000,000 Dia-Inch ต่อปี
    อยู่ที่ศรีราชา จ.ชลบุรี และอยู่ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังประมาณ 20 กม.
  4. ลานประกอบและขนส่งแหลมฉบัง
    Laem Chabang Assembly Yard
    พื้นที่รวมประมาณ 120,000 ตารางเมตร
    พื้นที่สำหรับการผลิต/ประกอบประมาณ 80,000 ตารางเมตร
    พื้นที่คลุมประมาณ 3,000 ตารางเมตร
    พื้นที่เปิดประมาณ 110,000 ตารางเมตร
    ใช้เป็น Assembly Yard และ Load Out Facility
    เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการประกอบ Module ก่อนขนส่งออกไปยังโครงการ
    กำลังการประกอบ Module ประมาณ 30,000 ตันต่อปี

สรุปทรัพย์สินหลักของ STPI

ทรัพย์สินพื้นที่รวมการใช้งานหลัก
โรงงานชลบุรี89,920 ตร.ม.Steel / Pipe / Pressure Vessel / Tank
โรงงานระยอง76,800 ตร.ม.Steel / Pipe
โรงงานศรีราชา83,200 ตร.ม.Pipe Fabrication
ลานแหลมฉบัง120,000 ตร.ม.Module Assembly / Load Out
รวม369,920 ตร.ม.ฐานการผลิตและประกอบโครงการอุตสาหกรรม

จุดที่น่าสนใจ: จากข้อมูลพื้นที่ของบริษัท STPI มีฐานการผลิตและประกอบรวมประมาณ 369,920 ตารางเมตร กระจายอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออก โดยเฉพาะชลบุรี–ศรีราชา–แหลมฉบัง–ระยอง ซึ่งเอื้อต่อการผลิตชิ้นส่วนขนาดใหญ่ การประกอบ Module และการขนส่งทางทะเลไปยังโครงการต่าง ๆ

ในด้านงบการเงินล่าสุด SET แสดง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิ 4,959.36 ล้านบาท และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนสุทธิ 2,556.73 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดำเนินงานมีสัดส่วนสำคัญในฐานสินทรัพย์ของ STPI


กลุ่มบริษัทในเครือ หุ้น STPI
บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI ปัจจุบันขยายธุรกิจจากงานโครงสร้างเหล็กและงานก่อสร้าง ไปสู่ พลังงานทดแทน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และธุรกิจลงทุน โดยข้อมูลบริษัทระบุว่ามี บริษัทย่อย 14 แห่ง บริษัทร่วมค้า 2 แห่ง และบริษัทร่วม 1 แห่ง

  1. กลุ่มธุรกิจเครื่องจักรและงานก่อสร้าง
    บริษัท เอส ที ไอ ที จำกัด (STIT) — STPI ถือหุ้น 100%
    จำหน่ายและให้เช่าเครื่องมือ/เครื่องจักรสำหรับงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม รวมถึงให้บริการด้านวิศวกรรม
    บริษัท เอสทีไอที 2011 จำกัด (STIT 2011) — ถือหุ้น 100% ผ่าน STIT
    จำหน่ายและให้เช่าอุปกรณ์และเครื่องจักรก่อสร้าง รวมถึงรับจ้างงานเหล็กและงานปูน
    บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ เซอร์วิสเซส จำกัด (STPS) — STPI ถือหุ้น 100%
    ดำเนินธุรกิจให้บริการงานก่อสร้าง
  2. กลุ่มธุรกิจพลังงาน
    บริษัท ดับเบิลยูพีจีอี เพชรบุรี จำกัด (WPP) — ถือหุ้น 60% ผ่าน STIT
    ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนและการผลิต/จำหน่ายไฟฟ้า
    บริษัท อิมแพคท์ โซล่าร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (ISGT) — STPI ถือหุ้น 100%
    ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึง Solar Rooftop และ Solar Farm
    บริษัท อิมแพค โซล่าร์ จำกัด (ISL) — STPI ถือหุ้น 100%
    ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
    นอกจากนี้ STPI มีการลงทุนทางอ้อมใน โครงการพลังงานลม Monsoon ใน สปป.ลาว ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนสิงหาคม 2568 ตามข้อมูลของบริษัท
  3. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์
    บริษัท เอสที พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด (STP&L) — STPI ถือหุ้น 100%
    ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
    บริษัท เอสที ฮิลล์ จำกัด (ST HILL) — ถือหุ้น 100% ผ่าน STP&L
    พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
    บริษัท เอสที ฮับ จำกัด (ST HUB) — ถือหุ้น 100% ผ่าน STP&L
    พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
    บริษัท โกรท แวร์เฮ้าส์ จำกัด (Growth Warehouse หรือ GW) — ถือหุ้น 90% ผ่าน STP&L
    พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และให้บริการโลจิสติกส์ โดยเน้นคลังสินค้าให้เช่า
  4. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน
    บริษัท ฟิลอัพ เนตเวิร์ค จำกัด (FILL UP) — STPI ถือหุ้น 100% ตามข้อมูลภาษาอังกฤษล่าสุดของบริษัท
    ดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการน้ำมันอัตโนมัติในชุมชน
  5. กลุ่มธุรกิจลงทุนและ Holding Company
    STPI ยังจัดตั้งบริษัทเพื่อทำหน้าที่เป็นบริษัทลงทุนหรือ Holding Company ได้แก่
    บริษัท เอสที คลีน พลาเน็ต จำกัด (STCP) — ถือหุ้น 100%
    ST Evolution Pte. Ltd. (STE) — ถือหุ้น 100%
    ST Clean Planet (Asia) Limited (STCPA) — ถือหุ้น 100%
    บริษัทเหล่านี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ และการขยายการลงทุนของกลุ่ม STPI
    หมายเหตุ: บริษัท Cannatory Co., Ltd. (CAN) เคยเป็นบริษัทย่อยที่ STPI ถือหุ้น 100% เพื่อศึกษาธุรกิจกัญชง แต่บริษัทระบุว่าได้ยุติการศึกษา/ลงทุนและจดทะเบียนเลิกบริษัทในปี 2566 โดยอยู่ระหว่างกระบวนการชำระบัญชี จึงไม่ควรนับเป็นธุรกิจหลักที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน

สรุปโครงสร้างแบบเข้าใจง่าย
STPI
├── 🏗️ ก่อสร้าง/เครื่องจักร → STIT, STIT 2011, STPS
├── ⚡ พลังงาน → WPP, ISGT, ISL และการลงทุนพลังงานลม
├── 🏢 อสังหาริมทรัพย์/โลจิสติกส์ → STP&L → ST HILL, ST HUB, Growth Warehouse
├── ⛽ น้ำมันชุมชน → FILL UP
└── 💼 บริษัทลงทุน → STCP, STE, STCPA
ดังนั้น โครงสร้างของ STPI ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นกลุ่มธุรกิจที่กระจายจากธุรกิจหลักด้านวิศวกรรมและโครงสร้างเหล็ก ไปสู่พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และการลงทุน ซึ่งบริษัทระบุว่ารายได้จากธุรกิจไฟฟ้าและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมกับรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ คิดเป็นประมาณ 15% ของรายได้รวมในปี 2568



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น STPI
บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน)
STPI ดำเนินธุรกิจหลักด้าน แปรรูปและติดตั้งโครงสร้างเหล็ก ระบบท่อ โรงงานสำเร็จรูป และงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่น โรงแยกก๊าซ และอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ รวมถึงขยายไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และพลังงานทดแทน
จากข้อมูลความเสี่ยงที่บริษัทและตลาดหลักทรัพย์เปิดเผย สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  1. ⚠️ ความผันผวนของรายได้จากลักษณะธุรกิจโครงการ
    ธุรกิจหลักมีลักษณะเป็น งานโครงการ (Project-based) รายได้จึงอาจไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับการได้รับงานใหม่ การส่งมอบงาน และความคืบหน้าของแต่ละโครงการ หากช่วงใดมีงานใหม่เข้ามาน้อย อาจส่งผลให้รายได้และกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    ข้อมูลย้อนหลังสะท้อนความผันผวนของรายได้ โดยปี 2566 มีรายได้ 4,055.59 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 2,687.19 ล้านบาทในปี 2567 และฟื้นขึ้นเป็น 3,597.64 ล้านบาทในปี 2568
  2. ⚠️ ความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบ
    เหล็กและวัสดุที่เกี่ยวข้องเป็นต้นทุนสำคัญของงานโครงสร้างเหล็ก หากราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้นเร็ว ขณะที่บริษัทไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้เต็มจำนวน อาจกดดัน อัตรากำไรของโครงการ
    ตลาดหลักทรัพย์ระบุความเสี่ยงของ STPI โดยตรงในเรื่อง การขาดแคลนหรือความผันผวนของราคาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต
  3. ⚠️ ความเสี่ยงด้านแรงงานและบุคลากรเฉพาะทาง
    งานผลิต ติดตั้ง และก่อสร้างโครงสร้างเหล็กต้องใช้แรงงานและบุคลากรที่มีทักษะ หากเกิด การขาดแคลนแรงงานฝีมือ ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น หรือไม่สามารถจัดหาบุคลากรได้เพียงพอ อาจกระทบทั้งต้นทุน ระยะเวลาส่งมอบ และความสามารถในการรับงาน
    บริษัทระบุเรื่องการขาดแคลนหรือการพึ่งพิงแรงงานที่มีศักยภาพเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ต้องบริหารจัดการ
  4. ⚠️ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
    หาก STPI มีรายได้ ต้นทุน หรือภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ความผันผวนของค่าเงินบาทสามารถทำให้มูลค่ารายได้หรือต้นทุนเมื่อแปลงเป็นเงินบาทเปลี่ยนแปลงได้
    บริษัทจึงจัดให้ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
  5. ⚠️ ความเสี่ยงด้านลูกหนี้และเครดิต
    โครงการขนาดใหญ่เกี่ยวข้องกับมูลค่างานและเงินรับที่ค่อนข้างสูง หากลูกค้าหรือคู่สัญญามีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือการเรียกเก็บเงินล่าช้า อาจกระทบ กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน
    บริษัทระบุ Credit Risk เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของกลุ่มบริษัท
  6. ⚠️ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
    ธุรกิจโครงการอาจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนก่อนที่จะได้รับเงินจากลูกค้า ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ดังนั้นหากเกิดความล่าช้าในการรับเงินหรือมีโครงการขนาดใหญ่พร้อมกันหลายโครงการ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อสภาพคล่อง
    ตลาดหลักทรัพย์ระบุ Liquidity Risk เป็นหนึ่งในความเสี่ยงของ STPI
  7. ⚠️ ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
    การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะหากบริษัทหรือบริษัทย่อยมีภาระหนี้หรือใช้แหล่งเงินกู้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการลงทุน
    บริษัทจัด Interest Rate Risk ไว้ในกลุ่มความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ
  8. ⚠️ ความเสี่ยงจากการควบคุมงานก่อสร้างและการส่งมอบ
    งานโครงการขนาดใหญ่มีความซับซ้อน หากเกิดปัญหาด้านการออกแบบ การผลิต การติดตั้ง วัสดุ แรงงาน หรือการประสานงาน อาจทำให้โครงการล่าช้าและเพิ่มต้นทุน
    ความเสี่ยงดังกล่าวมีความสำคัญต่อธุรกิจที่มีรายได้จากงานโครงการ เพราะ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้เต็มจำนวนอาจกระทบกำไรของโครงการ
  9. ⚠️ ความเสี่ยงจากกฎระเบียบและมาตรฐาน
    ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดของโครงการ หากกฎระเบียบเปลี่ยนแปลงหรือบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามได้ อาจเพิ่มต้นทุนหรือกระทบการดำเนินงาน
    บริษัทระบุ Regulatory Risk เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ
  10. ⚠️ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และระบบสารสนเทศ
    การพึ่งพาระบบ IT ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล หรือระบบคอมพิวเตอร์หยุดชะงัก ซึ่งอาจกระทบต่อการดำเนินงานและข้อมูลสำคัญของบริษัท
    STPI ระบุ Cyber Risk และความปลอดภัยของข้อมูล/ระบบคอมพิวเตอร์ไว้ในกรอบการบริหารความเสี่ยง
  11. ⚠️ ความเสี่ยงจากการขยายธุรกิจใหม่
    STPI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจโครงสร้างเหล็ก แต่ได้ขยายไปยัง อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และพลังงานทดแทน ซึ่งช่วยกระจายแหล่งรายได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพิ่มความซับซ้อนในการบริหารและทำให้บริษัทต้องเผชิญความเสี่ยงของธุรกิจแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน
    ตัวอย่างเช่น ในปี 2569 บริษัทได้ลงทุนเพิ่มเติม 36 ล้านบาทในบริษัท ซิโนพาวเวอร์ เพื่อการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ PPA
  12. ⚠️ ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
    เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมและพลังงานมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง หากบริษัทไม่สามารถปรับตัวหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขันให้ทัน อาจกระทบโอกาสในการรับงานในอนาคต
    STPI ระบุ Emerging Risk จากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ไว้โดยตรง

🔎 ประเด็นที่ควรจับตา STPI เป็นพิเศษ
รายได้โครงการ → งานใหม่ → ราคาวัตถุดิบ → Margin → Backlog → กระแสเงินสด
แม้ผลประกอบการปี 2568 ฟื้นตัว โดยมีรายได้ 3,597.64 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 195.14 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิ 90.97 ล้านบาทในปี 2567 แต่ลักษณะธุรกิจยังทำให้รายได้มีความผันผวนตามโครงการและภาวะอุตสาหกรรม
ดังนั้น สำหรับการติดตาม STPI ควรให้ความสำคัญกับ การได้รับโครงการใหม่ มูลค่างานในมือ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน อัตรากำไร กระแสเงินสด และการขยายธุรกิจใหม่ ควบคู่กับงบการเงินแต่ละไตรมาส


ข้อมูล ณ วันที่ 21 ส.ค. 2569

ลำดับผู้ถือหุ้นจำนวนหุ้น (หุ้น)%หุ้น
1บลจ.เกียรตินาคินภัทร (รับโอนจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อการจัดการหุ้นของนายกรัฐมนตรี)178,306,1429.84
2น.ส. ภราไดย สืบมา122,630,7476.77
3บริษัท เบสท์ ควอลิตี้ สกิลส์ จำกัด81,938,8254.52
4นาย จิรัฎฐ์ ธราเพชรสวัสดิ์78,000,0114.30
5นาย ยรรยง นิติสาโรจน์75,210,6174.15
6UBS SWITZERLAND AG68,306,5113.77
7นาย ชวลิต ลิ่มพานิชย์64,899,9953.58
8นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล64,589,7653.56
9นาย สมชาย ประภากมล53,985,8812.98
10น.ส. พัชร์สิตา พงษ์พิทยศิริ46,105,9712.54
11UBS AG SINGAPORE BRANCH – FOR CLIENTS’ ACCOUNTS40,753,0142.25
12บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด30,064,7061.66
13นาย ภานุพงศ์ คุโณปการพันธ์27,500,0001.52
14นาย ทรงชัย อัจฉริยหิรัญชัย21,179,0001.17
15นาง ละออง ทองสุข18,592,4331.03
16นาย สิริพงศ์ จิระวงศ์ประภา18,480,0001.02
17นาย ทวีศักดิ์ วีระประเสริฐ18,100,0001.00
18นาง อนิลรัตน์ นิติสาโรจน์16,224,9950.90
19นาย สุภัค หิรัญญนิธิวัฒนา14,650,0000.81
20นาย วัชระ แก้วสว่าง13,000,0000.72
21นาง ศิริพร แดงสุภา13,000,0000.72
22นาย วรวิทย์ แก้วสว่าง12,960,3000.72
23นาย ทรงชัย เทอดกตัญญูวงศ์12,805,0000.71
24น.ส. น้ำทิพย์ วิชชุเกรียงไกร9,990,0000.55
25นาย วรากร เชิดจิระพงษ์9,565,9000.53

ลำดับรายชื่อตำแหน่ง
1นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูลประธานกรรมการ
2นาย ชำนิ จันทร์ฉายรองประธานกรรมการ คนที่ 2
3นาย วิชา จิวาลัยรองประธานกรรมการ คนที่ 1, กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ
4นาย มาศถวิน ชาญวีรกูลกรรมการผู้จัดการ, กรรมการ
5นาย ชวลิต ลิ่มพานิชย์กรรมการ
6นาย คณิต วัลยะเพ็ชร์กรรมการอิสระ
7พลตำรวจเอก เจตน์ มงคลหัตถีกรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ
8นางสาว สิรังรอง โชว์วิวัฒนากรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ

พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น STPI
บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน)
จากข้อมูลบริษัทและข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ล่าสุดที่เผยแพร่ถึงปี 2569 สามารถเรียบเรียงพัฒนาการสำคัญของ STPI ได้ดังนี้

  1. จุดเริ่มต้นและการพัฒนาธุรกิจโครงสร้างเหล็ก
    STPI ก่อตั้งขึ้นในปี 2518 และพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปเหล็กมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันธุรกิจหลักครอบคลุม โครงสร้างเหล็ก ระบบท่อ และโรงงานสำเร็จรูป (Module) สำหรับโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ โรงงานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
  2. ขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่
    บริษัทมีฐานการผลิตสำคัญใน ชลบุรี ระยอง ศรีราชา และท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 100,000 ตันต่อปี ช่วยรองรับงานโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่และงาน Module สำหรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
  3. ขยายธุรกิจจากงานรับเหมาโครงการสู่รายได้ต่อเนื่อง
    ในช่วงหลัง STPI ปรับแนวทางธุรกิจโดยมุ่งสร้าง Recurring Income เพิ่มขึ้น จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากงานโครงการเป็นหลัก โดยขยายการลงทุนไปยังธุรกิจ พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ระยะยาวและลดการพึ่งพาธุรกิจโครงการเพียงอย่างเดียว
  4. เริ่มลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน
    ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา บริษัททยอยลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัท
  5. เดินหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์
    STPI ขยายพอร์ตการลงทุนเข้าสู่ อสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้ที่มั่นคงและผลตอบแทนในระยะยาว นับเป็นการกระจายฐานธุรกิจออกจากอุตสาหกรรมโครงสร้างเหล็กและงานก่อสร้างขนาดใหญ่
  6. การลงทุนเพิ่มเติมในบริษัท ซิโนพาวเวอร์ จำกัด ในปี 2569
    พัฒนาการล่าสุดที่สำคัญคือ 13 พฤษภาคม 2569 STPI ลงทุนเพิ่มเติมใน บริษัท ซิโนพาวเวอร์ จำกัด จำนวน 36 ล้านบาท เพื่อชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนในสัดส่วน 60% โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปลงทุนเพิ่มเติมในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)
  7. งานโครงการขนาดใหญ่ยังเป็นธุรกิจหลัก
    แม้บริษัทจะกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ แต่ STPI ยังคงให้ความสำคัญกับ งานโครงสร้างเหล็ก Module ขนาดใหญ่ งานรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมัน และโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งบริษัทระบุว่ายังเป็นธุรกิจหลักที่สามารถสร้างกำไรและมีโอกาสได้รับงานจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
  8. ผลประกอบการสะท้อนการขยายตัวของธุรกิจ
    ในปี 2568 STPI มีรายได้ 3,597.64 ล้านบาท เพิ่มจาก 2,687.19 ล้านบาท ในปี 2567 และมีกำไรสุทธิ 195.14 ล้านบาท เพิ่มจาก 90.97 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้ 636.84 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 24.53 ล้านบาท

สรุปพัฒนาการของ STPI แบบจับประเด็น
STPI จากผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างเหล็ก → ขยายสู่ธุรกิจโครงการขนาดใหญ่ → กระจายการลงทุน → มุ่งสร้าง Recurring Income
จุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงหลังคือการนำกระแสเงินทุนและความเชี่ยวชาญของธุรกิจเดิมไปต่อยอดใน พลังงานหมุนเวียน + อสังหาริมทรัพย์ + โลจิสติกส์ โดยเฉพาะการลงทุนเพิ่มเติมใน ซิโนพาวเวอร์ในปี 2569 เพื่อขยายโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสะท้อนทิศทางของบริษัทที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ระยะยาวควบคู่กับการรักษาธุรกิจโครงสร้างเหล็กซึ่งเป็นฐานหลักของ STPI


งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด261.26494.49387.61499.03201.93
ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ833.33793.86848.49913.28643.35
สินค้าคงเหลือ225.69227.23179.14200.45178.61
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน3,462.353,159.342,729.883,071.152,474.09
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิ2,147.735,482.195,127.955,332.604,959.36
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน8,781.5712,455.0512,443.6012,410.2412,293.19
รวมสินทรัพย์12,243.9215,614.4015,173.4815,481.3914,767.28
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืม893.001,223.00168.00983.0028.00
เจ้าหนี้และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ986.83492.96444.22589.44538.84
หนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี175.98344.58392.98363.59414.87
รวมหนี้สินหมุนเวียน2,243.722,378.481,480.042,278.851,355.04
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน2,180.004,130.864,500.373,970.004,100.00
รวมหนี้สิน4,423.726,509.335,980.416,248.855,455.04
ทุนจดทะเบียน400.33474.13474.13474.13474.13
ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า400.33453.07453.07453.07453.07
ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น1,356.912,060.262,060.262,060.262,060.26
กำไร(ขาดทุน)สะสม5,948.985,986.706,258.616,284.936,266.38
หุ้นทุนรับซื้อคืน–––––
หุ้นที่ถือโดยบริษัทย่อย–––––
องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น-9.75114.33-24.288.7282.88
– ส่วนเกิน (ต่ำกว่า) ทุน–––––
รวมส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่7,696.468,614.378,747.668,806.988,862.59
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย123.74490.70445.41425.56449.65

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ3,888.002,507.213,408.891,717.511,576.85
รายได้อื่น84.49142.09160.16107.8715.58
รวมรายได้4,055.592,687.193,597.641,838.791,608.38
ต้นทุน3,206.191,909.892,397.911,076.061,182.43
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร234.03263.00416.54188.94187.77
รวมต้นทุนและค่าใช้จ่าย3,867.832,430.493,233.441,405.341,573.60
EBITDA363.12528.471,011.89580.72410.84
ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย181.86301.19538.08261.10259.45
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้181.27227.28473.82319.62151.39
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ : ผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่200.9990.97195.14207.682.05
กำไรต่อหุ้น (บาท)0.130.050.110.110.00

งบปี 2566
01 ม.ค. 2566 – 31 ธ.ค. 2566
งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
ประเภทงบงบรวมงบรวมงบรวมงบรวมงบรวม
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน835.82359.001,145.77551.31271.79
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน-1,609.03-322.14-357.29-138.12-7.68
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน695.97230.39-741.96-373.54-447.81
เงินสดสุทธิ-77.24267.2546.5339.65-183.69

งบปี 2567
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2567
งบปี 2568
01 ม.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568
งบ 6 เดือน/2568
01 ม.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2568
งบ 6 เดือน/2569
01 ม.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า)3.084.152.744.20
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน)118.4487.93133.3186.92
อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (เท่า)9.3912.6210.2314.31
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (วัน)38.8628.9135.6825.51
อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (เท่า)2.875.473.064.81
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า (วัน)126.9866.68119.2375.92
วงจรเงินสด (วัน)30.3350.1649.7536.51

วิเคราะห์กราฟเทคนิค STPI — เอสทีพี แอนด์ ไอ
STPI ปิดล่าสุด 5.50 บาท ณ วันที่ 25 ก.ย. 2569 ลดลง 0.05 บาท หรือ -0.90% โดยระหว่างวันแกว่งในกรอบ 5.45–5.55 บาท และมีปริมาณซื้อขายประมาณ 6.08 ล้านหุ้น
จากข้อมูลราคาย้อนหลัง ช่วงกลางเดือน ก.ย. หุ้นเคยเร่งตัวขึ้นจากบริเวณ 5.35–5.45 บาท และขึ้นแตะ 5.80 บาทในวันที่ 17 ก.ย. ก่อนย่อตัวกลับมาสู่โซน 5.50–5.60 บาทในช่วงล่าสุด
🔥 ภาพกราฟ: “พักตัวหลังเด้ง — รอจุดเบรก”
STPI กำลังอยู่ในช่วง แกว่งสะสมกำลังบริเวณ 5.50 บาท หลังจากมีแรงซื้อเข้ามาอย่างชัดเจนในช่วงกลางเดือน โดยวันที่ 17 ก.ย. มีวอลุ่มสูงถึงประมาณ 18.27 ล้านหุ้น พร้อมราคาปิดบวก 2.73% สะท้อนว่าบริเวณดังกล่าวเคยมีแรงเก็งกำไรเข้ามาค่อนข้างมาก
ด้านโมเมนตัมยังไม่ได้เสียทรงทั้งหมด โดยข้อมูลอินดิเคเตอร์ล่าสุดระบุว่า RSI 14 อยู่ที่ 45.33 ซึ่งยังอยู่ในโซนกลาง ขณะที่ MACD อยู่เหนือเส้น Signal และ Stochastic %K อยู่เหนือ %D สะท้อนว่ามีการพยายามสะสมโมเมนตัมกลับมา
📌 แนวรับ–แนวต้านสำคัญ
แนวรับ
5.45 บาท — แนวรับระยะสั้น
5.35–5.40 บาท — ฐานสำคัญ หากหลุดมีโอกาสเห็นแรงขายเพิ่ม
5.20 บาท — แนวรับถัดไป
แนวต้าน
5.55–5.60 บาท — ด่านแรกที่ราคากำลังทดสอบ
5.80 บาท — แนวต้านสำคัญจากยอดเดิมช่วง 17 ก.ย.
5.95–6.00 บาท — โซนเป้าหมายถัดไป หากเกิด Breakout
ข้อมูลจากกราฟอัตโนมัติล่าสุดประเมินแนวรับบริเวณ 5.23 บาท และแนวต้านประมาณ 5.53 บาท ขณะที่ราคายังยืนเหนือค่าเฉลี่ย 50 วันได้ ซึ่งเป็นอีกจุดที่ควรติดตาม
🚨 จุดที่สายเทคนิคต้องจับตา
เกมของ STPI อยู่ที่ 5.60 บาท
หากราคาสามารถ Breakout 5.60 บาท พร้อม Volume เพิ่มขึ้น จะเป็นสัญญาณว่าการพักตัวอาจจบลง และเปิดทางให้กลับไปทดสอบ 5.80 บาท ก่อนลุ้นโซน 5.95–6.00 บาท
แต่ถ้ายังผ่าน 5.60 บาทไม่ได้ ราคามีโอกาสแกว่งออกข้างเพื่อสะสมกำลังต่อ
ในทางกลับกัน หาก หลุด 5.45 บาท ต้องระวังแรงขายกดกลับลงมาทดสอบ 5.35–5.40 บาท และหากหลุดฐานดังกล่าว ภาพระยะสั้นจะเริ่มอ่อนแอลง
⚡ สรุปสไตล์เพจหุ้นสายเทคนิค
STPI “พักตัวไม่เสียทรง… จ่อเบรก 5.60!”
ราคาเกาะโซน 5.50 บาท ขณะที่ Momentum เริ่มฟื้น
5.45 = แนวรับ / 5.60 = ด่านเบรก / 5.80 = ด่านสำคัญ
ถ้า Volume กลับมา พร้อมทะลุ 5.60 บาทได้ มีโอกาสเห็นรอบเร่งตัว
แต่ถ้าหลุด 5.45 บาท ต้องระวังแรงขายกดฐาน
มุมมองทางเทคนิค: ปัจจุบันเป็นลักษณะ “Sideway สะสมกำลัง รอเลือกทาง” มากกว่าจะเป็นสัญญาณขาขึ้นที่ยืนยันแล้ว โดยจุดชี้ขาดระยะสั้นอยู่ที่ 5.60 บาท และควรใช้ Volume เป็นตัวช่วยยืนยัน Breakout


วิเคราะห์หุ้น STPI — บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน)
STPI เป็นบริษัทในกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง / บริการรับเหมาก่อสร้าง โดยธุรกิจดั้งเดิมคือการแปรรูปและติดตั้งโครงสร้างเหล็ก ระบบท่อ และ Process Module สำหรับโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันบริษัทกำลังเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง เช่น พลังงานทดแทน อสังหาริมทรัพย์ และโลจิสติกส์

  1. โครงสร้างธุรกิจ
    ธุรกิจหลักของ STPI แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มสำคัญ
  1. Steel Structure Fabrication
    ผลิตและติดตั้งโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่
    รองรับโรงไฟฟ้า โรงกลั่น โรงแยกก๊าซ โรงงานปิโตรเคมี
    รวมถึงอาคารสูง สนามบิน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐาน
  2. Piping & Process Module
    ผลิตและประกอบระบบท่อ
    ผลิต Module สำเร็จรูปสำหรับโครงการอุตสาหกรรม
    มีโรงประกอบที่แหลมฉบัง ซึ่งเอื้อต่อการขนส่งโครงสร้างขนาดใหญ่ไปต่างประเทศ
    บริษัทระบุกำลังการผลิตรวมประมาณ 100,000 ตันต่อปี และในปี 2568 ใช้กำลังการผลิตประมาณ 60% จึงยังมี Capacity เหลือรองรับงานใหม่ได้พอสมควร
  3. พลังงานทดแทน
    โรงไฟฟ้าขยะชุมชน
    โรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ในลาว
    Solar Rooftop / Solar Farm
    โครงการ Monsoon ขนาด 600 MW เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่ 22 สิงหาคม 2568 และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี โดย STPI มีสัดส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 15.87%
  4. อสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์
    มีทั้งโรงงาน คลังสินค้า ที่ดินรอพัฒนา Community Mall และอาคารสำนักงาน โดยบริษัทระบุว่าธุรกิจกลุ่มนี้มีเป้าหมายสร้างรายได้ประจำเพิ่มเติมจากธุรกิจรับเหมา
  1. จุดเปลี่ยนสำคัญของ STPI
    จุดที่น่าสนใจคือ STPI กำลังเปลี่ยนจากบริษัทที่พึ่งพา รายได้จากงานโครงการขนาดใหญ่ ไปสู่โครงสร้างธุรกิจที่มีรายได้หลายทางมากขึ้น
    ในปี 2568 บริษัทระบุว่า รายได้จากการขายไฟฟ้า/บริการเกี่ยวกับไฟฟ้าและรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์รวมกันคิดเป็นประมาณ 15% ของรายได้รวม และรายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น 85% จากปี 2567
    จึงเกิดภาพธุรกิจ 2 ขา:
    ขาที่ 1: งาน Steel / Piping / Module → รายได้จากงานโครงการ
    ขาที่ 2: ไฟฟ้า + อสังหาริมทรัพย์ + Logistics → รายได้ต่อเนื่อง
    หากขาที่สองขยายตัวได้ตามแผน ความผันผวนของรายได้จากธุรกิจรับเหมาจะมีโอกาสถูกลดทอนลง
  2. ผลประกอบการล่าสุด
    ข้อมูล SET ณ 23 กันยายน 2569 ระบุราคาหุ้น 5.55 บาท Market Cap ประมาณ 10,058 ล้านบาท และ P/BV ประมาณ 1.13 เท่า ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 3.44–7.10 บาท
    ด้านผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2569:
รายการ6M/25686M/2569
รายได้จากธุรกิจ1,717.51 ลบ.1,576.85 ลบ.
กำไรสุทธิ207.68 ลบ.2.05 ลบ.
กำไรสุทธิ/หุ้น0.115 บาท0.001 บาท

กำไรสุทธิ 6 เดือนลดลงอย่างมากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 2/2569 พลิกเป็น ขาดทุน 22.48 ล้านบาท จากกำไร 83.09 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568


ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะแม้บริษัทมีธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น แต่ กำไรระยะสั้นยังไม่ได้สะท้อนการเติบโตอย่างชัดเจน
4. ฐานะการเงิน
ข้อมูล SET ณ งบ 6 เดือนปี 2569 แสดงว่า
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดประมาณ 201.93 ล้านบาท
เงินลงทุนระยะสั้นประมาณ 113.64 ล้านบาท
ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นประมาณ 643.35 ล้านบาท
สินค้าคงเหลือประมาณ 178.61 ล้านบาท
D/E ประมาณ 0.59 เท่า
Current Ratio ประมาณ 1.83 เท่า
ภาพรวมจึงมี หนี้สินต่อทุนไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับลักษณะธุรกิจโครงการ แต่ต้องติดตามเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน เพราะธุรกิจ Fabrication/Construction ต้องใช้เงินกับวัตถุดิบ แรงงาน และต้นทุนโครงการก่อนรับเงินจากลูกค้า
5. จุดแข็งของ STPI
🔹 1. มีประสบการณ์ในงานโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่
บริษัทก่อตั้งตั้งแต่ปี 2518 และมีประสบการณ์ในธุรกิจแปรรูปเหล็กมากกว่า 50 ปี โดยมีฐานผลิตในชลบุรี ระยอง ศรีราชา และแหลมฉบัง
🔹 2. มีความสามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่
งานของ STPI ไม่ได้จำกัดเพียงการผลิตเหล็กทั่วไป แต่ครอบคลุม Engineering, Fabrication, Assembly และ Construction รวมถึง Module ขนาดใหญ่
🔹 3. มีโอกาสจากอุตสาหกรรมพลังงาน
ธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้า โรงกลั่น โรงแยกก๊าซ ปิโตรเคมี และโครงการพลังงาน ซึ่งสามารถสร้างโอกาสจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานในระยะยาว
🔹 4. เริ่มมีรายได้ประจำมากขึ้น
การลงทุนใน Monsoon + Solar + โรงไฟฟ้าขยะ + อสังหาริมทรัพย์/คลังสินค้า ทำให้ STPI ไม่ได้พึ่งพารายได้จากงาน Fabrication เพียงอย่างเดียว
🔹 5. ยังมี Capacity เหลือ
ปี 2568 บริษัทใช้กำลังการผลิตประมาณ 60% ของกำลังการผลิตรวม 100,000 ตัน/ปี หากสามารถรับงานใหม่ได้เพิ่ม การใช้สินทรัพย์เดิมให้เต็มขึ้นอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้
6. ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
⚠️ 1. กำไรมีความผันผวนสูง
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เพราะกำไร 6 เดือนปี 2569 เหลือเพียง 2.05 ล้านบาท จาก 207.68 ล้านบาทในปีก่อน
⚠️ 2. ธุรกิจรับเหมาขึ้นกับงานโครงการ
รายได้อาจไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอเหมือนธุรกิจที่มีรายได้ประจำ แต่ขึ้นกับการได้งานใหม่ ความคืบหน้าของโครงการ และการรับรู้รายได้ตามสัญญา
⚠️ 3. ความเสี่ยงต้นทุนโครงการ
เหล็ก ค่าแรง ค่าขนส่ง และต้นทุนก่อสร้างสามารถกระทบ Margin ได้ โดยเฉพาะโครงการที่มีระยะเวลาดำเนินงานยาว
⚠️ 4. ความเสี่ยงจากธุรกิจพลังงานที่ลงทุนเพิ่ม
การขยายไปสู่โรงไฟฟ้าและพลังงานช่วยสร้างรายได้ประจำ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง การเดินเครื่อง ค่าใช้จ่ายทางการเงิน และเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟ
⚠️ 5. ความเสี่ยงจากการกระจายธุรกิจ
การมีธุรกิจหลายประเภทช่วยกระจายแหล่งรายได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้โครงสร้างกลุ่มบริษัทซับซ้อนขึ้น และนักลงทุนต้องติดตามผลประกอบการของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมหลายแห่ง
7. มุมมองเชิง VI
ถ้ามอง STPI แบบ Value Investor ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียง “กำไรไตรมาสนี้เท่าไร” แต่ต้องมองว่า
สินทรัพย์ + ธุรกิจใหม่ + รายได้ประจำในอนาคต จะสามารถสร้างกำไรได้มากแค่ไหน
สิ่งที่น่าติดตามคือ
ธุรกิจเดิม
Steel Structure → Piping → Module → งานโครงการใหม่
ธุรกิจใหม่
Wind → Solar → Waste-to-Energy → Property → Logistics
หากธุรกิจใหม่เพิ่ม Contribution ต่อกำไรได้มากขึ้น STPI จะมีโครงสร้างรายได้ที่แตกต่างจากบริษัทรับเหมาทั่วไปมากขึ้น
แต่ปัจจุบันตัวเลขกำไร 6M/2569 ยังไม่สามารถยืนยันการฟื้นตัวของกำไรได้ จึงควรติดตามงบไตรมาสถัดไปเป็นพิเศษ
8. มุมมองเชิงเทคนิค
ราคาหุ้น ณ วันที่ 23 กันยายน 2569 อยู่บริเวณ 5.55 บาท ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 3.44–7.10 บาท
สำหรับสายเทคนิค สิ่งที่ควรจับตาคือ
แนวรับ
5.30–5.40 บาท
5.00 บาท
แนวต้าน
5.80–6.00 บาท
6.50 บาท
7.10 บาท — บริเวณ High 52 สัปดาห์
หากราคาสามารถผ่านโซน 5.80–6.00 บาท พร้อม Volume เพิ่มขึ้น จะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการติดตาม Momentum แต่หากหลุด 5.30 บาทพร้อมแรงขายเพิ่มขึ้น ภาพระยะสั้นจะต้องระมัดระวังมากขึ้น
ระดับดังกล่าวเป็นกรอบวิเคราะห์จากข้อมูลราคา ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขาย
🔎 สรุป STPI แบบจับประเด็น
STPI เป็นหุ้นที่มี “2 เครื่องยนต์”
🏗️ เครื่องยนต์เดิม: Steel Structure + Piping + Module
⚡ เครื่องยนต์ใหม่: Renewable Energy + Property + Logistics
จุดที่น่าสนใจคือบริษัทกำลังสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องมากขึ้น โดยปี 2568 รายได้จากไฟฟ้า/บริการเกี่ยวกับไฟฟ้าและค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์รวมกันคิดเป็นประมาณ 15% ของรายได้ และบริษัทมีโครงการพลังงานหลายรูปแบบ รวมถึง Monsoon ที่เริ่ม COD แล้ว
แต่ ตัวเลขกำไรล่าสุดยังเป็นจุดที่ต้องระวัง เพราะกำไร 6 เดือนปี 2569 ลดลงอย่างมาก และ Q2/2569 ขาดทุน 22.5 ล้านบาท
ดังนั้นตัวแปรสำคัญที่ควรติดตามต่อจากนี้คือ
งานใหม่เข้า → Backlog → Utilization โรงงาน → Margin งานโครงการ → รายได้โรงไฟฟ้า → รายได้ค่าเช่า → กระแสเงินสด → กำไรสุทธิ
หากตัวเลขเหล่านี้เริ่มฟื้นพร้อมกัน จะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินการเปลี่ยนผ่านของ STPI จาก “หุ้นรับเหมางานโครงการ” ไปสู่ “บริษัทที่มีรายได้ประจำผสมกับธุรกิจโครงการ” อย่างเป็นรูปธรรม


Disclaimer

ใส่ความเห็น