วิเคราะห์ หุ้น TIGER บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น TIGER บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น TIGER บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) TIGER อยู่ใน กลุ่มอุตสาหกรรม MAI อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction)




**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****

**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ข้อพิพาท ทางกฏหมายที่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เงื่อนไขและสัญญาต่างๆ ที่ส่งผลต่อบริษัท ความเสี่ยงของบริษัท

ความเสี่ยงจะมี 2 ส่วนคือ

  • การประกอบธุรกิจและผลการดำเนินงาน
  • การขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

ความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทหรือกลุ่มบริษัทในปัจจุบันที่ครอบคลุมประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****


พัฒนาการที่สำคัญ หุ้น TIGER — บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER เป็นบริษัท Holding Company โดยมี บริษัท ไทย อิงเกอร์ จำกัด (TEC) เป็นบริษัทแกน ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธา รวมถึงงานออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
🔎 พัฒนาการสำคัญที่น่าจับตา

  1. ได้งานก่อสร้างโรงแรม 6 ดาวที่ภูเก็ต มูลค่า 670 ล้านบาท
    ช่วงปลายปี 2567 TIGER สามารถประมูลงานก่อสร้างโรงแรมระดับ 6 ดาวในจังหวัดภูเก็ต มูลค่าประมาณ 670 ล้านบาท ถือเป็นงานขนาดใหญ่ที่เข้ามาเสริม Backlog อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ Backlog ณ สิ้นปี 2567 เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 1,575 ล้านบาท
  2. Backlog ยังเป็นฐานรายได้สำคัญ แต่ลดลงในช่วงปี 2568
    แม้ปี 2568 บริษัทเผชิญภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมรับเหมาที่ชะลอตัว จนไม่มีงานใหม่เพิ่มเข้ามา แต่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บริษัทมี Backlog สูงถึงประมาณ 1,449 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่บริษัทมองว่าสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต
  3. ปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมารับงานใหม่
    ในไตรมาส 1/2569 TIGER สามารถประมูลงานใหม่ได้ 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท แม้จะเป็นโครงการขนาดเล็ก แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกหลังจากปี 2568 ไม่มีงานใหม่เพิ่มเติม
  4. Backlog ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 827 ล้านบาท
    ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 Backlog ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 827 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงานภาคเอกชน 46% และงานภาครัฐ 54% สะท้อนว่าบริษัทมีฐานงานจากทั้งสองตลาด แต่ต้องเร่งเติมงานใหม่เพื่อรักษาระดับ Backlog ในระยะถัดไป
  5. ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมามีกำไร
    จุดที่น่าสนใจคือไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้ 196.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 166.88 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568 และมีกำไรสุทธิ 4.80 ล้านบาท จากเดิมขาดทุนสุทธิประมาณ 2.95 ล้านบาท
    ปัจจัยสำคัญมาจากการเร่งวางบิลในโครงการโรงแรม 6 ดาวที่ภูเก็ต ผลงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

📊 มุมมองเชิงธุรกิจ
พัฒนาการของ TIGER ในช่วงล่าสุดจึงมีภาพ “Backlog เดิมกำลังถูกส่งมอบ + เริ่มเติมงานใหม่ + ผลประกอบการเริ่มฟื้น” แต่ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือการเติม Backlog หลังจากลดลงจาก 1,449 ล้านบาท ณ กลางปี 2568 มาเหลือ 827 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2569
ดังนั้น Key Driver ของ TIGER ในระยะต่อไป คือการคว้างานก่อสร้างใหม่ โดยเฉพาะโครงการขนาดกลาง–ใหญ่ หากสามารถเติม Backlog กลับขึ้นมาได้ จะช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของรายได้และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพางานในมือเดิม
⚠️ ประเด็นที่นักลงทุนควรจับตา
การเพิ่ม Backlog ใหม่ หลังยอดคงเหลือลดลง
ความสามารถในการรักษา Gross Margin
การควบคุมต้นทุนโครงการก่อสร้าง
ความเร็วในการรับรู้รายได้จากงานโรงแรม 6 ดาวภูเก็ต
สัดส่วนงานภาครัฐและเอกชน
ความต่อเนื่องของการพลิกกลับมามีกำไร
สรุป: TIGER กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องพิสูจน์การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมามีกำไร และเริ่มได้งานใหม่อีกครั้ง จุดชี้ขาดสำคัญจึงไม่ใช่แค่กำไรไตรมาสเดียว แต่คือ “จะเติม Backlog ได้เร็วแค่ไหน และรักษา Margin ได้หรือไม่” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดศักยภาพการเติบโตของ TIGER ในระยะต่อไป
ข้อมูลนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****



สรุปผลการวิเคราะห์ บริษัท

วิเคราะห์หุ้น TIGER — บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER เป็นหุ้น Holding Company ที่มีบริษัท ไทย อิงเกอร์ จำกัด (TEC) เป็นบริษัทแกนธุรกิจ โดยเน้นงานรับเหมาก่อสร้างวิศวกรรมโยธา รวมถึงงานออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
🔎 ภาพรวมล่าสุด
ข้อมูล SET ณ 20 ส.ค. 2569 ระบุว่า TIGER ปิดที่ 0.40 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ -4.76% มูลค่าการซื้อขายประมาณ 0.14 ล้านบาท ขณะที่กรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 0.21–0.99 บาท สะท้อนว่าหุ้นมีความผันผวนสูงและสภาพคล่องค่อนข้างบาง
จุดที่น่าสนใจคือ Factsheet ระบุ Market Cap ราว 193.2 ล้านบาท และ P/BV ประมาณ 0.41 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี แต่การซื้อขายที่ P/BV ต่ำไม่ได้หมายความว่าหุ้นถูกเสมอไป เพราะต้องพิจารณาคุณภาพสินทรัพย์และความสามารถในการสร้างกำไรประกอบด้วย
📊 วิเคราะห์พื้นฐาน

  1. รายได้ยังมีฐานจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
    ใน 1Q/2569 TIGER มีรายได้ 196.21 ล้านบาท เพิ่มจาก 166.88 ล้านบาทใน 1Q/2568 หรือประมาณ +17.6% YoY ขณะที่ปี 2568 มีรายได้ 618.31 ล้านบาท ลดลงจาก 690.18 ล้านบาทในปี 2567
    ดังนั้นภาพธุรกิจมีสัญญาณว่า รายได้เริ่มฟื้นตัวในปี 2569 แต่ยังต้องติดตามว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้จะสามารถเปลี่ยนเป็นกำไรได้หรือไม่
  2. จุดอ่อนสำคัญคือ “กำไร”
    นี่คือประเด็นที่ต้องจับตาที่สุด
    ผลประกอบการ 2Q/2569 บริษัทมีขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ประมาณ 8.16 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 0.56 ล้านบาทใน 2Q/2568
    สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ขาดทุนสุทธิประมาณ 3.74 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 3.40 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
    พูดง่าย ๆ คือ
    รายได้โต แต่กำไรยังไม่กลับมา
    นี่เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระวัง เพราะธุรกิจรับเหมามีความเสี่ยงจากต้นทุนวัสดุ ค่าแรง การประเมินต้นทุนโครงการ และความล่าช้าในการเบิกจ่าย
  1. ⚠️ บทเรียนจากปี 2568 สำคัญมาก
    ปี 2568 TIGER ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก โดยข้อมูลบริษัทระบุว่าการปรับประมาณการต้นทุนของโครงการสำคัญ 3 โครงการส่งผลกระทบอย่างรุนแรง จนเกิดขาดทุนสุทธิประมาณ 48 ล้านบาท
    นอกจากนี้ บริษัทเคยระบุถึงปัญหา กระแสเงินสดจมอยู่ในโครงการภาครัฐกว่า 500 ล้านบาท และข้อจำกัดด้านบุคลากรวิศวกรรม ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการรับรู้รายได้จากโครงการที่มีอยู่
    ดังนั้น TIGER ไม่ใช่หุ้นรับเหมาที่ควรดูเพียง Backlog หรือรายได้ แต่ต้องดูว่า
    Backlog → รับรู้รายได้ → คุมต้นทุน → เก็บเงิน → เปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด
    ได้ดีแค่ไหน
  1. 💰 ฐานะการเงิน
    ในงบเฉพาะกิจการ ณ 1Q/2569 พบว่าเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่มีเงินให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับประมาณ 56.21 ล้านบาท
    สำหรับหุ้นรับเหมา จุดที่ต้องติดตามเป็นพิเศษคือ
    ลูกหนี้การค้า
    เงินรับล่วงหน้า
    ต้นทุนงานก่อสร้าง
    งานระหว่างก่อสร้าง
    เจ้าหนี้การค้า
    กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
    หนี้สินที่มีดอกเบี้ย
    เพราะบริษัทสามารถรายงาน “รายได้โต” ได้ แต่หาก เก็บเงินไม่ได้หรือเงินจมในโครงการ ฐานะสภาพคล่องก็ยังมีความเสี่ยง
    📈 มุมมองเชิงหุ้น
    ณ ระดับราคาประมาณ 0.40 บาท TIGER อยู่ในกลุ่มหุ้นขนาดเล็กมาก โดย Market Cap ประมาณ 193 ล้านบาท และมี P/BV ราว 0.41 เท่า
    ข้อดี
    ✅ Valuation ทาง P/BV ต่ำ
    ✅ รายได้ 1Q/69 ฟื้นตัวจากปีก่อน
    ✅ มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและวิศวกรรมเป็นธุรกิจหลัก
    ✅ หากควบคุมต้นทุนโครงการได้ดี การกลับมาทำกำไรสามารถสร้าง Upside ต่อ Valuation ได้มาก
    ข้อเสีย
    ❌ ผลประกอบการยังขาดทุน
    ❌ ประวัติมีความเสี่ยงจากการปรับประมาณการต้นทุนโครงการ
    ❌ กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียนเป็นประเด็นสำคัญ
    ❌ สภาพคล่องของหุ้นต่ำ
    ❌ ราคาหุ้นผันผวนสูง
    ❌ P/BV ต่ำอาจสะท้อนความกังวลของตลาดต่อความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์
    🎯 สิ่งที่ต้องจับตาในงบต่อไป
    สำหรับ TIGER ผมให้น้ำหนักกับ 5 ตัวนี้มากที่สุด
  2. กำไรขั้นต้นของงานรับเหมา
    ถ้ากำไรขั้นต้นเริ่มฟื้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญมาก
  3. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
    ควรเปลี่ยนเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่กำไรทางบัญชี
  4. ลูกหนี้และเงินที่จมในโครงการ
    เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงของธุรกิจรับเหมาโดยตรง
  5. การปรับประมาณการต้นทุนโครงการ
    หากมีการตั้งสำรองหรือปรับต้นทุนเพิ่มอีก จะกดดันกำไรทันที
  6. การกลับมากำไรสุทธิ
    นี่คือ Catalyst ที่สำคัญที่สุดสำหรับการ Re-rating ของหุ้น

🔥 สรุป TIGER
TIGER เป็นหุ้น Turnaround ที่มี “โอกาส” แต่ยังไม่ใช่หุ้นพื้นฐานแข็งแรงที่เห็นกำไรชัดเจน
ภาพปัจจุบันคือ
รายได้เริ่มฟื้น 🟢
Valuation ต่ำ 🟢
กำไรยังติดลบ 🔴
กระแสเงินสดต้องจับตา 🔴
ความเสี่ยงต้นทุนโครงการสูง 🔴
สภาพคล่องหุ้นต่ำ 🔴
ดังนั้น จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ใช่แค่ “รายได้โต” แต่คือ TIGER ต้องพิสูจน์ให้ตลาดเห็นว่าสามารถเปลี่ยนงานในมือให้เป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริง
สำหรับนักลงทุนสายพื้นฐาน ผมมองว่า ยังต้องรอหลักฐานการฟื้นตัวของกำไรและ Cash Flow มากกว่าการเข้าซื้อเพียงเพราะ P/BV ต่ำ
ส่วนสายเก็งกำไร TIGER เหมาะกับการจับตา Volume + Momentum + Breakout มากกว่าไล่ราคา เพราะหุ้นมีสภาพคล่องต่ำและสามารถแกว่งแรงได้


Disclaimer

ใส่ความเห็น