วิเคราะห์ หุ้น RPC บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น RPC บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น RPC บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ RPC อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) เป็นส่วนย่อยของกลุ่มอุตสาหกรรม ทรัพยากร (Resources)





ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมีธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจหลัก (เดิม) ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันขนาด 17,000 บาร์เรลต่อวัน บริหารคลังน้ำมัน 1 แห่ง เพื่อจัดจำหน่ายน้ำมันดีเซล เบนซิน 91 แก๊สโซฮอลล์ 91 แก๊สโซฮอลล์ 95 แก๊สโซฮอลล์ E85 เคมีภัณฑ์ และน้ำมันเตา รวมถึงค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูป


ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของหุ้น RPC
RPC หรือ บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีลักษณะเป็น Holding Company โดยลงทุนหลักใน 2 กลุ่ม คือ ธุรกิจพลังงาน และ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น “ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ” ของ RPC จึงควรมองทั้งในระดับบริษัทแม่และทรัพย์สินของบริษัทย่อย/กิจการที่เข้าไปลงทุน

RPC มีงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปี 2568 และมีการเผยแพร่รายงานประจำปี 2568 ต่อ ก.ล.ต. แล้ว

สรุปโครงสร้างทรัพย์สินของ RPC



มุมมองสำหรับนักลงทุน: RPC ควรประเมินมูลค่าจาก คุณภาพและมูลค่าของสินทรัพย์ที่บริษัทถือผ่านบริษัทย่อย/กิจการลงทุน มากกว่ามองเฉพาะทรัพย์สินถาวรของบริษัทแม่ เพราะโมเดลธุรกิจปัจจุบันเป็น Holding Company ที่กระจายการลงทุนไปยัง พลังงานและอสังหาริมทรัพย์

หากต้องการตัวเลขแบบเจาะลึก ผมสามารถต่อให้ได้เป็น “ทรัพย์สินของ RPC มีอะไรบ้าง พร้อมมูลค่าตามงบปี 2568 แยกที่ดิน โรงไฟฟ้า เงินลงทุน อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางการเงิน” ซึ่งจะเหมาะสำหรับใช้วิเคราะห์มูลค่าหุ้น RPC มากกว่า.


กลุ่มบริษัทในเครือของหุ้น RPC

RPCG Public Company Limited หรือ RPC — บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจที่กระจายอยู่ทั้ง พลังงาน/สถานีบริการน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยบริษัทมีบริษัทย่อยที่สำคัญหลายแห่ง และมี Sammakorn Public Company Limited หรือ SAMCO เป็นบริษัทย่อยที่สำคัญของกลุ่มด้วย

บริษัทหลักในกลุ่ม RPC


ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยระบุว่า PTEC และ SCT Sahaphan เป็นบริษัทย่อยที่ RPC ถือหุ้น 100% และในปี 2566 RPC เปลี่ยนสถานะของ SAMCO จาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย” เนื่องจากมีอำนาจควบคุมโดยพฤตินัย (De Facto Control) แม้สัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 48.25%

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการรวมต้องพิจารณาเป็นรายธุรกิจ เพราะธุรกิจน้ำมันมีความอ่อนไหวต่อ ราคาน้ำมัน ค่าการตลาด และปริมาณขาย ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ขึ้นอยู่กับ ยอดโอน สภาวะตลาดที่อยู่อาศัย และต้นทุนทางการเงิน

สำหรับปี 2568 RPCG และบริษัทย่อยรายงาน ขาดทุนสุทธิ 52.75 ล้านบาท ลดลงจากขาดทุน 71.92 ล้านบาทในปี 2567 หรือผลขาดทุนลดลงประมาณ 26.65% ซึ่งสะท้อนว่าผลประกอบการยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวมากกว่าจะเป็นการเติบโตของกำไรอย่างชัดเจน



256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00


256525662567
ค่าตอบแทนรวมของพนักงาน (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ หุ้น RPC
บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ RPC
จากข้อมูลล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์ฯ งบปี 2568 RPC ยังมี ขาดทุนสุทธิ 52.75 ล้านบาท แม้ขาดทุนลดลงจาก 71.92 ล้านบาทในปี 2567 สะท้อนว่าบริษัทอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงด้านความสามารถในการทำกำไรยังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน

มุมมอง: 🟠 ปานกลาง

🔎 สรุปความเสี่ยง RPC แบบนักลงทุน



🎯 ประเด็นที่ผมมองว่านักลงทุนควรจับตาเป็นพิเศษ
RPC ไม่ได้เป็นหุ้นที่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ “ยอดขายตก” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหุ้นที่ต้องจับตาเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านธุรกิจและการกลับมาทำกำไร”
สิ่งที่ควรติดตามในงบไตรมาสถัดไปคือ
รายได้ ↑ + Gross Margin ↑ + EBITDA ↑ + กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ↑ + ขาดทุนลดลงต่อเนื่อง
หากตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะเป็นสัญญาณว่าการ Turnaround เริ่มมีคุณภาพมากขึ้น แต่ถ้ารายได้เติบโตจากการขยายธุรกิจ ขณะที่กำไรและกระแสเงินสดยังไม่ดีขึ้น นักลงทุนควรระวัง “โตแต่ไม่ทำเงิน”
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดที่ SET เผยแพร่ระบุว่างบปี 2568 เป็นงบที่ตรวจสอบแล้ว และ RPC ยังมีผลขาดทุนสุทธิ 52.75 ล้านบาท จึงควรให้น้ำหนักกับการพิสูจน์ความสามารถในการทำกำไรมากกว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว
หมายเหตุ: การวิเคราะห์นี้เป็นมุมมองเชิงข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์


รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ข้อมูลผู้ถือหุ้น ข้อมูล ณ วันที่ 02 พ.ค. 2568


พัฒนาการที่สำคัญของหุ้น RPC
บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) (RPC)
จากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาการของ RPC ในช่วงหลังควรมองควบคู่ทั้ง ธุรกิจพลังงานเดิม การบริหารสินทรัพย์ และฐานะการเงิน โดยข้อมูลล่าสุดที่ SET แสดงเป็นงบไตรมาส 1/2569 ขณะที่บริษัทได้เผยแพร่คำอธิบายและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569


สรุปพัฒนาการ RPC แบบนักลงทุน
RPC อยู่ในช่วงที่ “ต้องพิสูจน์การเปลี่ยนฐานสินทรัพย์ให้กลับมาเป็นกำไรและกระแสเงินสดที่ยั่งยืน”
จุดที่น่าสนใจคือบริษัทมีฐานสินทรัพย์รวมกว่า 8.8 พันล้านบาท และมีเงินสด/เงินลงทุนระยะสั้นอยู่พอสมควร แต่ในอีกด้านหนึ่งยังมีหนี้สินรวมกว่า 5 พันล้านบาท ทำให้การบริหารสินทรัพย์และโครงสร้างเงินทุนเป็นประเด็นสำคัญมาก
ธีมที่ต้องจับตาต่อจากนี้:
“ฟื้นผลประกอบการ + บริหารสินทรัพย์ + ลดแรงกดดันทางการเงิน + สร้างกระแสเงินสด”
หาก 4 ปัจจัยนี้เริ่มเห็นพัฒนาการชัดเจน จะเป็นสัญญาณที่สำคัญต่อการประเมิน โอกาส Turnaround ของ RPC ในระยะถัดไป
ข้อมูลข้างต้นเป็นการวิเคราะห์เชิงข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์


งบแสดงฐานะทางการเงิน งบแสดงฐานะการเงินหน่วย: ล้านบาท




วิเคราะห์กราฟเทคนิคหุ้น RPC
บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) — RPC
จากข้อมูลราคาล่าสุดที่ค้นได้จากตลาดหลักทรัพย์ฯ หุ้น RPC อยู่ที่ 0.36 บาท ลดลง 0.01 บาท หรือ -2.70% โดยมีกรอบการเคลื่อนไหว 52 สัปดาห์ที่ 0.26–0.52 บาท และวันที่ 23 ก.ค. 2569 มีปริมาณซื้อขายประมาณ 922,121 หุ้น มูลค่าราว 0.34 ล้านบาท
📊 ภาพรวมแนวโน้ม
RPC อยู่ในช่วง “Sideway / สะสมกำลัง” มากกว่าจะเป็นขาขึ้นชัดเจน โดยราคายังแกว่งตัวในกรอบค่อนข้างกว้าง และวอลุ่มซื้อขายไม่ได้หนาแน่นมาก
จุดที่น่าสนใจคือราคาสามารถขยับจากโซนต่ำแถว 0.26 บาท ขึ้นมาทดสอบบริเวณ 0.38–0.40 บาท แต่ยังไม่สามารถสร้างโมเมนตัมต่อเนื่องได้ จึงต้องจับตาการทะลุแนวต้านพร้อมวอลุ่มเป็นหลัก


🔎 แนวรับ–แนวต้านสำคัญ



ข้อมูล SET ระบุว่าราคาปัจจุบันอยู่ใกล้กรอบ 0.36–0.38 บาท และกรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 0.26–0.52 บาท จึงทำให้โซน 0.38–0.40 บาท เป็นบริเวณที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
🚀 จุดเปลี่ยนสำคัญของกราฟ
สัญญาณบวก:
หาก RPC สามารถ ทะลุ 0.38–0.40 บาท ได้อย่างชัดเจน พร้อมปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้น จะถือเป็นสัญญาณว่ากำลังซื้อเริ่มกลับมา และมีโอกาสเปิดทางไปทดสอบ 0.42–0.44 บาท ก่อน
หากผ่าน 0.44 บาทได้อีกระดับ ภาพจะเริ่มเปลี่ยนจาก Sideway เป็น ขาขึ้นระยะสั้น และมีโอกาสกลับไปทดสอบโซน 0.48–0.52 บาท
สัญญาณลบ:
หากหลุด 0.34 บาท และมีวอลุ่มขายเข้ามาเพิ่ม ต้องระวังแรงขายต่อเนื่อง โดยมีโอกาสถอยลงทดสอบ 0.32 และ 0.30 บาท
💥 กลยุทธ์สายเทคนิค
ยังไม่ใช่จังหวะไล่ราคา เพราะหุ้นยังติดแนวต้านและสภาพคล่องค่อนข้างต่ำ
กลยุทธ์ที่น่าสนใจกว่าคือ
รอราคายืน 0.34–0.35 บาท ให้ได้
หากเบรก 0.38–0.40 บาท + วอลุ่มพุ่ง → เป็นจุดยืนยันโมเมนตัม
เป้าหมายถัดไป 0.42–0.44 บาท
หากผ่านได้ → ลุ้น 0.48 บาท และบริเวณ High 52 สัปดาห์ 0.52 บาท
หากหลุด 0.34 บาท → ควรระวังภาพเทคนิคเสีย
สรุป: RPC เป็นหุ้นที่ต้องใช้คำว่า “จับตาเบรก” มากกว่า “ไล่ซื้อ” ในตอนนี้ จุดชี้ขาดอยู่ที่ 0.38–0.40 บาท หากทะลุพร้อมวอลุ่ม จะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากขึ้น แต่ถ้ายังผ่านไม่ได้ กราฟมีโอกาสแกว่งสะสมกำลังต่อไป
หมายเหตุ: การวิเคราะห์นี้อ้างอิงข้อมูลราคาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยแพร่ล่าสุดที่ค้นพบ และไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์ โดยเฉพาะ RPC ที่มีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างต่ำ ควรให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและวอลุ่มประกอบการตัดสินใจด้วย



วิเคราะห์หุ้น RPC — บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน)
บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ RPC เป็นหุ้นขนาดเล็กในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค โดยมีธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับพลังงาน ขณะเดียวกันมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจให้เช่า/บริการ และร้านอาหาร-เบเกอรี่เข้ามาช่วยกระจายแหล่งรายได้
🔎 ภาพรวมล่าสุด
ข้อมูล SET ณ 8 สิงหาคม 2569 ระบุว่า RPC ปิดที่ 0.37 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาท หรือ +2.78% ในวันดังกล่าว โดยมีปริมาณซื้อขาย 218,886 หุ้น มูลค่าประมาณ 78.82 ล้านบาท
จุดที่ต้องระวังคือ สภาพคล่องของหุ้นค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ ดังนั้นราคาสามารถเคลื่อนไหวแรงจากคำสั่งซื้อขายที่ไม่มากนัก

2. งบ Q1/2569 มีสัญญาณ “พลิกฟื้น”

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ RPC คือ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมาเป็นบวก


ตัวเลขจาก MD&A ของบริษัทระบุชัดว่า Q1/2569 รายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ ต้นทุนขายลดลงเร็วกว่ารายได้ ขณะที่กำไรสุทธิพลิกจากขาดทุน 20.23 ล้านบาทมาเป็นกำไร 6.45 ล้านบาท หรือดีขึ้น 26.68 ล้านบาท

⭐ แต่ต้องดู “คุณภาพของกำไร”
จุดสำคัญมากคือ Q1/2569 บริษัทมี กำไรจากการเวนคืนที่ดิน 246.50 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ดังนั้นผมยังไม่มองว่า RPC กลับมาเป็นบริษัทที่กำไรแข็งแรงอย่างเต็มตัว
กำไร Q1 ดีขึ้นจริง แต่มีรายการพิเศษเข้ามาช่วยอย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือจุดที่นักลงทุนต้องแยกให้ออกระหว่าง
“กำไรฟื้น” กับ “ธุรกิจหลักฟื้น”
สองอย่างนี้ยังไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

  1. จุดแข็งของ RPC
    🟢 1. Valuation ต่ำมากเมื่อเทียบกับ Book Value
    ราคาหุ้นบริเวณ 0.37 บาท ขณะที่ข้อมูลตลาดสะท้อนว่า Book Value ต่อหุ้นอยู่ในระดับสูงกว่าราคาตลาดมาก ทำให้ RPC มีลักษณะเป็นหุ้น Deep Value / Asset Play
    อย่างไรก็ตาม การซื้อขายต่ำกว่า Book Value ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะต้องกลับไปหา Book Value เสมอ เพราะต้องดูด้วยว่า สินทรัพย์เหล่านั้นสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยแค่ไหน
    🟢 2. ฐานสินทรัพย์ค่อนข้างใหญ่
    ณ 31 มีนาคม 2569
    สินทรัพย์รวม 8,855.03 ล้านบาท
    หนี้สินรวม 5,007.47 ล้านบาท
    ส่วนผู้ถือหุ้น 3,847.56 ล้านบาท
    คิดเป็น D/E ประมาณ 1.30 เท่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงผิดปกติสำหรับบริษัทที่มีสินทรัพย์หลายประเภท
    จุดนี้ทำให้ RPC มีลักษณะเป็นหุ้นที่ต้องมอง มูลค่าทรัพย์สิน + ความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กัน
    🟢 3. มีธุรกิจหลายขา
    การมีทั้งพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่า บริการ และอาหาร/เบเกอรี่ ทำให้บริษัทไม่ได้พึ่งพารายได้จากธุรกิจเดียวทั้งหมด
    หากบริษัทสามารถปรับพอร์ตธุรกิจไปยังส่วนที่มี Margin สูงกว่าได้ จะช่วยให้โครงสร้างกำไรในระยะยาวดีขึ้น
  2. จุดอ่อนและความเสี่ยง ⚠️
    🔴 1. กำไรยังไม่แข็งแรง
    แม้ Q1/2569 พลิกกำไร แต่กำไรสุทธิอยู่ที่เพียง 6.45 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้กว่า 2,000 ล้านบาท ถือว่ามี Margin ต่ำมาก
    แปลว่า
    บริษัทมีรายได้จำนวนมาก แต่สร้างกำไรสุทธิได้น้อย
    ดังนั้นการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น หาก Margin ยังต่ำ
    🔴 2. ค่าใช้จ่ายบริหารพุ่งแรง
    Q1/2569 ค่าใช้จ่ายขายและบริหารอยู่ที่ 254.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 31.87% YoY
    โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้นประมาณ 48.23% และบริษัทระบุว่ามีค่าใช้จ่ายจากการรื้อถอนและตัดจำหน่ายสินทรัพย์รวมประมาณ 58.33 ล้านบาท
    นี่เป็นจุดที่ต้องจับตาอย่างมากในไตรมาสต่อไป
    ถ้าค่าใช้จ่ายพิเศษเหล่านี้หมดไป → กำไรมีโอกาสดีขึ้น
    แต่ถ้าค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับสูง → กำไรอาจกลับมากดดันอีกครั้ง
    🔴 3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีแรงกดดัน
    บริษัทระบุว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว รวมถึงเศรษฐกิจภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลต่อยอดขายอสังหาริมทรัพย์
    ดังนั้นการคาดหวังว่าธุรกิจอสังหาฯ จะเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรในระยะสั้นยังต้องระมัดระวัง
    🔴 4. หุ้นมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
    ราคาหุ้นต่ำกว่า 1 บาทและมูลค่าซื้อขายในหลายวันอยู่ในระดับไม่สูงมาก
    ทำให้ RPC เหมาะกับนักลงทุนที่เข้าใจ หุ้น Small Cap / Micro Cap มากกว่านักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง
    🔴 5. ประเด็นธรรมาภิบาลต้องติดตาม
    มีข้อมูลจาก ก.ล.ต. ว่ามีกรณีการดำเนินการทางแพ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการสร้างราคาหุ้น RPC ในปี 2564 และสถานะที่เผยแพร่ล่าสุดระบุว่ายังอยู่ระหว่างกระบวนการของพนักงานอัยการ
    ประเด็นนี้ไม่ควรมองข้าม เพราะสำหรับหุ้นขนาดเล็ก ธรรมาภิบาลและพฤติกรรมการซื้อขาย เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก
  3. มุมมองเชิงพื้นฐาน
    ผมจัด RPC ในกลุ่ม
    “หุ้น Asset Play + Turnaround ที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง”
    มากกว่าจะเป็นหุ้น Growth Stock
    สิ่งที่ตลาดกำลังรอ
  4. กำไรจากธุรกิจหลักต้องกลับมา
    ไม่ใช่พึ่งพารายการพิเศษ
  5. Margin ต้องดีขึ้น
    ยอดขายต้องเปลี่ยนเป็นกำไรได้มากขึ้น
  6. ค่าใช้จ่ายบริหารต้องลดลง
    โดยเฉพาะรายการพิเศษจากการรื้อถอน/ตัดจำหน่าย
  7. กระแสเงินสดจากการดำเนินงานต้องแข็งแรง
    เพราะกำไรทางบัญชีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
  8. ธุรกิจใหม่ต้องสร้างผลตอบแทนต่อสินทรัพย์
    หากมีสินทรัพย์จำนวนมากแต่ ROE ต่ำ หุ้นอาจยังถูกต่อไปอีกนาน
  9. มุมมองทางเทคนิค
    ราคาปัจจุบันบริเวณ 0.37 บาท ถือว่าเป็นหุ้นที่ต้องเน้น “พฤติกรรมราคา + Volume” มากกว่าการไล่ซื้อเพียงเพราะราคาต่ำ
    จากข้อมูลล่าสุดของ SET วันที่ 8 ส.ค. 2569 ราคาปิด 0.37 บาท โดยวันดังกล่าวแกว่งในกรอบ 0.36–0.37 บาท
    ผมมองกรอบติดตามเบื้องต้นดังนี้:
    แนวรับ
    0.36 บาท
    0.35 บาท
    0.34 บาท
    แนวต้าน
    0.38 บาท
    0.40 บาท
    0.42–0.45 บาท
    🔥 สัญญาณที่น่าสนใจ
    หาก RPC สามารถ
    ผ่าน 0.38 → 0.40 บาท พร้อม Volume เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
    จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกทางเทคนิคมากขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนจากการแกว่งสะสมเป็นการเล่นรอบ
    แต่ถ้า หลุด 0.35 บาท พร้อมแรงขายเพิ่มขึ้น ภาพระยะสั้นจะกลับมาเป็นลบ และควรระวังการลงไปทดสอบฐานเดิม

สำหรับ RPC ผมให้น้ำหนักกับ Volume มากกว่าการเบรกด้วยราคาบาง ๆ เพราะสภาพคล่องของหุ้นค่อนข้างจำกัด
7. สรุปคะแนน RPC


🎯 บทสรุป
RPC เป็นหุ้นที่ “ดูถูกจาก Book Value แต่ยังต้องพิสูจน์จากกำไร”
สิ่งที่น่าสนใจคือ Q1/2569 บริษัท พลิกจากขาดทุน 20.23 ล้านบาท มาเป็นกำไร 6.45 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์รวมยังอยู่ระดับประมาณ 8.86 พันล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นประมาณ 3.85 พันล้านบาท
แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็น Turnaround เต็มรูปแบบ เพราะกำไรไตรมาสนี้ได้รับแรงหนุนจาก กำไรจากการเวนคืนที่ดิน 246.50 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายลดลง และค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้นแรง
ดังนั้น Thesis ที่น่าสนใจที่สุดของ RPC ตอนนี้คือ
🚨 “หุ้นทรัพย์สินสูง + ราคาต่ำ + มีโอกาส Turnaround แต่ต้องรอพิสูจน์ว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะกลับมาอย่างยั่งยืนหรือไม่”
สำหรับนักลงทุนสายเก็งกำไร ผมมอง 0.38–0.40 บาท เป็นโซนที่ควรจับตา หากทะลุพร้อม Volume มีโอกาสเปิดรอบใหม่ แต่ถ้ายังไม่ผ่านและ Volume ไม่เข้ามา การเคลื่อนไหวอาจยังเป็นเพียงการแกว่งตัวในกรอบ
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นการวิเคราะห์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยเฉพาะ และ RPC เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงและสภาพคล่องสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่


Disclaimer

ใส่ความเห็น