ONE REPORT ANALYSIS FREE

วิเคราะห์ หุ้น INSURE บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น INSURE บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น INSURE บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ INSURE อยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจ ประกันภัยและประกันชีวิต (Insurance) อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจการเงิน (Financials)



รอบผลประกอบการเงินปันผล (ต่อหุ้น)หน่วยวันจ่ายปันผลประเภท
01 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 256710.00บาท20 พ.ค. 2568เงินปันผล

บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ Indara Insurance Public Company Limited เป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2492 ในชื่อ “บริษัท ประกันนิรภัย จำกัด” และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)” เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 .
ประเภทธุรกิจที่ดำเนินการ
บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยทุกประเภท โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการหลัก ได้แก่:
ประกันภัยรถยนต์: ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1, 2+, 3+ และประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า
ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล
ประกันภัยสุขภาพ: เช่น ประกันภัยโรคร้ายแรง, ประกันมะเร็ง
ประกันภัยการเดินทาง
ประกันภัยทรัพย์สิน: เช่น อัคคีภัย, ภัยทางทะเลและขนส่ง



🏢 ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ
ของ บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ธุรกิจประกันภัย “ไม่ได้หนักโรงงาน แต่หนักเงิน + ระบบ + เครือข่าย”
โครงสร้างทรัพย์สินจะต่างจากบริษัทอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก👇
💰 1) สินทรัพย์ทางการเงิน (หัวใจของธุรกิจ)
นี่คือ “ของจริง” ที่ใช้สร้างรายได้และรองรับค่าสินไหม
เงินสด และเงินฝากสถาบันการเงิน
เงินลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตรรัฐบาล / หุ้นกู้)
เงินลงทุนในตราสารทุน (หุ้น)
เงินลงทุนระยะยาวอื่น ๆ
👉 ใช้เพื่อ:
สร้างผลตอบแทน (Investment Income)
รองรับภาระหนี้สินจากการเคลมประกัน
📑 2) ลูกหนี้และสิทธิเรียกร้อง
เบี้ยประกันภัยค้างรับ
ลูกหนี้จากตัวแทน / นายหน้า
สิทธิเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยต่อ (Reinsurance Recoverable)
👉 สำคัญมาก เพราะ:
เป็นกระแสเงินสดในอนาคต
สะท้อนคุณภาพการบริหารพอร์ตลูกค้า
🏢 3) สินทรัพย์ถาวร (โครงสร้างพื้นฐานองค์กร)
แม้ไม่ใช่ธุรกิจโรงงาน แต่ก็มีทรัพย์สินจำเป็น
อาคารสำนักงาน / สำนักงานสาขา
ที่ดิน
อุปกรณ์สำนักงาน และ IT Infrastructure
ยานพาหนะของบริษัท
👉 ใช้เพื่อ:
รองรับการดำเนินงานทั่วประเทศ
สนับสนุนงานขายและบริการลูกค้า
💻 4) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ตัวทำเงินยุคใหม่)
ระบบ IT ประกันภัย
ซอฟต์แวร์บริหารกรมธรรม์
ฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Data)
สิทธิ์การใช้โปรแกรม / License
👉 จุดแข็งจริงอยู่ตรงนี้:
ทำให้บริหารความเสี่ยงแม่น
ลดต้นทุน + เพิ่มสปีดการเคลม
🛡️ 5) สินทรัพย์เฉพาะธุรกิจประกัน (สำคัญมาก)
เงินวางตามกฎหมายกับหน่วยงานกำกับ
เงินสำรองประกันภัย (Technical Reserves)
สินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันความมั่นคง
👉 เป็น “เกราะกันล้ม” ของบริษัท
ถ้าบริหารพลาด = เสี่ยงหนักทันที
⚡ สรุปแบบนักลงทุน
ธุรกิจนี้ ไม่ได้วัดที่โรงงาน
แต่วัดที่
👉 “เงินลงทุน + ความสามารถจ่ายเคลม + การบริหารความเสี่ยง”
จุดที่ต้องจับตา
คุณภาพพอร์ตลงทุน
อัตราส่วนเงินกองทุน (CAR Ratio)
ความสามารถทำกำไรจาก underwriting

บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) (INSURE)
โครงสร้างของบริษัทนี้ต้องมองแบบ “อยู่ใต้ Holding Company” ไม่ได้เป็นกลุ่มใหญ่เอง แต่เป็น บริษัทลูก (Subsidiary) ในกลุ่มทุนขนาดใหญ่
🧩 โครงสร้างภาพใหญ่ (เข้าใจง่ายแบบนักลงทุน)
🔝 บริษัทแม่ (Holding Company)
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
ทำหน้าที่เป็น Holding Company ลงทุนในธุรกิจประกันและการเงินหลายประเภท
ถือหุ้นใน อินทรประกันภัย ประมาณ 62%+
🏢 กลุ่มธุรกิจหลักภายใต้ Thai Group
1️⃣ ธุรกิจประกันวินาศภัย
บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ธุรกิจ: ประกันรถยนต์ / ทรัพย์สิน / อุบัติเหตุ
เป็น “แกนหลัก” ของฝั่ง Non-life insurance
2️⃣ ธุรกิจประกันชีวิต
บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ทำประกันชีวิตครบวงจร
เป็นอีกเสาหลักของกลุ่ม
3️⃣ ธุรกิจการเงิน / สินเชื่อ / รถเช่า
บริษัท อาคเนย์แคปปิตอล จำกัด
ธุรกิจรถเช่า (fleet ใหญ่ระดับองค์กร)
สินเชื่อและบริการทางการเงิน
4️⃣ ธุรกิจอื่นในเครือ
บริษัท รถดีเด็ด ออโต้ จำกัด
จำหน่ายรถมือสอง
เคยเป็นผู้ถือหุ้น INSURE ด้วย
บริษัท แคปปิตอล เซอร์วิส โฮลดิ้ง จำกัด
ธุรกิจสนับสนุนด้านการเงิน/บริการ
🔗 โครงสร้างแบบสรุป (Hierarchy)
Thai Group Holdings (TGH)

├── อินทรประกันภัย (INSURE) ← ประกันวินาศภัย
├── อาคเนย์ประกันชีวิต ← ประกันชีวิต
├── อาคเนย์แคปปิตอล ← การเงิน / รถเช่า
├── รถดีเด็ด ออโต้ ← รถมือสอง
└── บริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม
🧠 Insight สำคัญ (มุมมองนักลงทุน)
อินทรประกันภัย ไม่ได้มีบริษัทย่อยขนาดใหญ่เอง
แต่เป็น “ชิ้นส่วนสำคัญของ Ecosystem ประกัน + การเงิน”
จุดแข็งคือ
มี Backing จาก Holding ใหญ่
Cross-sell ลูกค้า (ประกันชีวิต + รถเช่า + ประกันรถ)
ความเสี่ยงคือ
พึ่งพากลุ่มแม่สูง
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นส่งผลทันที
✅ สรุปสั้นแบบโคตรชัด:
อินทรประกันภัย = บริษัทลูกใน “Thai Group”
ไม่ได้โตแบบเดี่ยว แต่โตแบบ “เกาะกลุ่มทุน”



256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
ค่าตอบแทนรวมของพนักงาน (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของธุรกิจ บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถวิเคราะห์ได้ตามลักษณะของ “ธุรกิจประกันวินาศภัย” ซึ่งมีความเสี่ยงเฉพาะตัวค่อนข้างสูง โดยสรุปแบบเข้าใจง่าย + ใช้ได้จริงในการวิเคราะห์หุ้น/ธุรกิจ มีดังนี้ 👇
🔥 1. ความเสี่ยงจาก “ค่าสินไหมพุ่ง”
ธุรกิจหลักคือรับประกัน เช่น รถยนต์ อัคคีภัย ขนส่ง
👉 ความเสี่ยงคือ
เกิดเหตุใหญ่ เช่น ไฟไหม้โรงงาน น้ำท่วม อุบัติเหตุหมู่
ต้อง “จ่ายเคลมก้อนใหญ่ทันที”
📌 ตัวอย่างจริง: เคยมีเคลมไฟไหม้โรงงานหลัก กว่า 291 ล้านบาท
💥 ผลกระทบ:
กำไรหายทันที
ถ้าคุมไม่ดี = ขาดทุนหนัก
🌪️ 2. ความเสี่ยงภัยพิบัติ (Catastrophic Risk)
เช่น
น้ำท่วมใหญ่
พายุ
ไฟไหม้ขนาดใหญ่
👉 บริษัทประกัน “รับความเสี่ยงแทนลูกค้า”
ถ้าเกิดพร้อมกันจำนวนมาก = เสี่ยงล้มได้
📉 3. ความเสี่ยงด้านการตั้งสำรอง (Under Reserve)
บริษัทต้อง “กันเงินสำรอง” สำหรับจ่ายเคลมในอนาคต
👉 ปัญหา:
ประเมินต่ำไป = เงินไม่พอจ่าย
ประเมินสูงไป = กำไรดูน้อย
📌 เป็นหัวใจของธุรกิจประกันเลย
💸 4. ความเสี่ยงด้านการลงทุน
บริษัทประกันเอา “เบี้ยประกัน” ไปลงทุน เช่น
พันธบัตร
หุ้น
👉 ความเสี่ยง:
ดอกเบี้ยขึ้น/ลง
ตลาดหุ้นผันผวน
💥 ส่งผลต่อกำไรโดยตรง
🧾 5. ความเสี่ยงด้านการแข่งขันสูง
ธุรกิจประกันในไทยแข่งขันรุนแรงมาก
👉 ต้องแข่ง:
ราคาเบี้ย (ถูกลงเรื่อยๆ)
โปรโมชั่น
นายหน้า / โบรคเกอร์
💥 ผลคือ:
Margin ต่ำลง
ลูกค้าย้ายง่าย
⚖️ 6. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Regulation Risk)
ถูกควบคุมโดย คปภ.
👉 เช่น:
ต้องมีเงินกองทุนขั้นต่ำ
ต้องสำรองตามเกณฑ์
จำกัดการลงทุน
💥 ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ = โดนสั่งแก้ไข / จำกัดธุรกิจ
🧠 7. ความเสี่ยงด้านการประเมินความเสี่ยงผิด (Underwriting Risk)
หัวใจของประกันคือ “ประเมินความเสี่ยงลูกค้า”
👉 ถ้าคิดเบี้ยถูกเกิน:
ลูกค้าเสี่ยงสูงเข้ามาเยอะ
เคลมหนัก → ขาดทุน
🏦 8. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ธุรกิจนี้:
รับเงินก่อน (เบี้ย)
แต่ “จ่ายทีหลัง (เคลม)”
👉 ถ้าเคลมมาเร็ว + เยอะ
= เงินสดตึงตัวทันที
🎯 สรุปแบบนักลงทุน
ธุรกิจของ อินทรประกันภัย เป็นธุรกิจที่
👉 “กำไรดีได้…แต่พลาดที เจ็บหนัก”
เพราะต้องบาลานซ์ 3 อย่างให้ดี:
📊 การตั้งเบี้ย
💰 การลงทุน
⚠️ การควบคุมเคลม


รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ข้อมูลผู้ถือหุ้น ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2568


พัฒนาการที่สำคัญของ บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทนี้ถือเป็นหนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยที่มีประวัติยาวนานในไทย โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญหลายช่วง ดังนี้
🔥 จุดเริ่มต้น (ยุคบุกเบิก)
ปี 2492
ก่อตั้งในชื่อ “บริษัท ประกันนิรภัย จำกัด”
ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 5 ล้านบาท
ดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยครบวงจร เช่น อัคคีภัย รถยนต์ ขนส่ง
🔄 การเปลี่ยนแปลงและขยายทุน
ปี 2522
เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท อินเตอร์ไลฟ์ประกันภัย จำกัด”
มีผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามา
เพิ่มทุนจาก 5 ล้านบาท → 10 ล้านบาท
ปี 2525
เพิ่มทุนเป็น 30 ล้านบาท
ปี 2533
เพิ่มทุนเป็น 75 ล้านบาท
📈 เข้าตลาดหลักทรัพย์ (ก้าวสู่บริษัทมหาชน)
ปี 2534
เข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
ปี 2535
เพิ่มทุนเป็น 100 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตและกฎหมายตลาดทุน
🏗️ การพัฒนาองค์กรและโครงสร้าง
มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลายครั้ง
ปัจจุบันมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นหลัก
🚀 ยุคปัจจุบัน (เสถียรภาพ + ธรรมาภิบาล)
ดำเนินธุรกิจ ประกันวินาศภัยครบวงจร
อัคคีภัย
ประกันรถยนต์
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
อุบัติเหตุเบ็ดเตล็ด
เน้น การบริหารความเสี่ยง + ธรรมาภิบาล + ความมั่นคงทางการเงิน
🧠 สรุปภาพใหญ่ (เข้าใจง่ายแบบนักลงทุน)
🧱 เริ่มจากบริษัทเล็ก → เติบโตด้วยการเพิ่มทุนต่อเนื่อง
🔄 รีแบรนด์หลายครั้ง → ปรับตัวตามโครงสร้างผู้ถือหุ้น
📊 เข้าตลาดหุ้น → ยกระดับความน่าเชื่อถือ
🏢 ปัจจุบันอยู่ในกลุ่มทุนใหญ่ (Thai Group) → เสถียรขึ้น





วิเคราะห์งบการเงิน INSURE — บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผมอ้างอิง งบล่าสุดไตรมาส 2/2569 สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นงบเฉพาะกิจการและอยู่ในสถานะ “สอบทาน” จากข้อมูล SET/SETTRADE และเอกสารที่บริษัทนำส่งต่อ ก.ล.ต.
🔎 สรุปภาพใหญ่
INSURE เป็นหุ้นที่ “ฐานะสินทรัพย์ยังมีมูลค่า แต่ความสามารถทำกำไรอ่อนตัวลงอย่างชัดเจน”
จุดที่ต้องจับตาคือ กำไรสุทธิปี 2568 ลดลงแรง จาก 196.73 ล้านบาทในปี 2567 เหลือเพียง 22.26 ล้านบาท และล่าสุดตัวเลขสำคัญที่ SETTRADE แสดงสำหรับปี 2568 ระบุ ROE เพียง 1.41% และ ROA 0.19% ขณะที่ D/E เพิ่มขึ้นเป็น 4.36 เท่า

1. รายได้และกำไร — จุดอ่อนสำคัญ

ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ 22.26 ล้านบาท ลดลงอย่างมากจาก 196.73 ล้านบาทในปี 2567 หรือหดตัวประมาณ 89%

ตัวชี้วัด25672568มุมมอง
กำไรสุทธิ196.73 ลบ.22.26 ลบ.🔴 ลดลงแรง
EPS17.81 บ.1.86 บ.🔴 ลดลงแรง
ROA3.63%0.19%🔴 อ่อนตัว
ROE14.35%1.41%🔴 อ่อนตัว
D/E2.85x4.36x🟠 เพิ่มขึ้น
Net Margin3.78%0.38%🔴 ลดลงมาก

ข้อมูล 5 ปีของ SETTRADE ยังสะท้อนว่า INSURE เคยทำกำไรได้สูงถึง 704.44 ล้านบาทในปี 2565 ก่อนลดลงเหลือ 195.23 ล้านบาทในปี 2566, 196.73 ล้านบาทในปี 2567 และ 22.26 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กำไรมีความผันผวนสูง

ประเด็นสำคัญ: ธุรกิจยังสร้างรายได้ แต่ต้นทุน/ค่าสินไหมและรายการที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันภัยกดความสามารถในการทำกำไรอย่างมาก
2. คุณภาพกำไร — ต้องระวัง “กำไรไม่สม่ำเสมอ”
สำหรับบริษัทประกันภัย ไม่ควรมองเพียงรายได้หรือกำไรสุทธิ แต่ควรดูว่า กำไรจากธุรกิจประกันภัยหลักแข็งแรงหรือไม่
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่ารายได้จากการประกันภัยเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นมาก โดยมีปัจจัยจากการตั้งประมาณการค่าสินไหมที่เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์แผ่นดินไหวและน้ำท่วมภาคใต้ ขณะที่ปีก่อนมีรายการพิเศษจากการขายอาคารสำนักงานใหญ่เข้ามาช่วยผลประกอบการ
ดังนั้นกำไรปี 2568 ที่ลดลงไม่ได้สะท้อนเพียง “ยอดขายลด” แต่สะท้อนว่า ต้นทุนความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยเพิ่มขึ้นมาก
3. งบดุล — มีสินทรัพย์ลงทุนจำนวนมาก
ณ 30 มิ.ย. 2569 INSURE มีสินทรัพย์รวมประมาณ 6,777.65 ล้านบาท
องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 289.98 ล้านบาท
สินทรัพย์จากสัญญาประกันภัย 3,471.38 ล้านบาท
สินทรัพย์ลงทุน 2,581.51 ล้านบาท
ในสินทรัพย์ลงทุนเป็นตราสารหนี้ประมาณ 2,109.49 ล้านบาท
ตราสารทุนประมาณ 471.89 ล้านบาท
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 1,409.08 ล้านบาท
รวมหนี้สิน 5,368.57 ล้านบาท
นี่เป็นโครงสร้างที่สำคัญ เพราะบริษัทประกันภัยต้องถือสินทรัพย์เพื่อรองรับภาระผูกพันจากกรมธรรม์
จุดบวก: สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้สูงกว่าตราสารทุนอย่างชัดเจน ทำให้พอร์ตลงทุนไม่ได้พึ่งพาหุ้นเพียงอย่างเดียว
4. หนี้สินสูง แต่ต้องอ่านแบบ “บริษัทประกันภัย”
D/E ที่ 4.36 เท่าอาจดูสูงมากหากนำไปเทียบกับบริษัทอุตสาหกรรมทั่วไป แต่สำหรับบริษัทประกันภัยต้องแยกให้ชัดว่า หนี้สินจำนวนมากเกิดจากหนี้สินตามสัญญาประกันภัย
ณ 30 มิ.ย. 2569 INSURE มี
หนี้สินจากสัญญาประกันภัย 5,014.53 ล้านบาท
เทียบกับหนี้สินรวม 5,368.57 ล้านบาท
กล่าวง่าย ๆ คือหนี้สินหลักของบริษัทไม่ได้มาจากการกู้เงินเพื่อขยายโรงงานหรือซื้อเครื่องจักร แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ภาระตามสัญญาประกันภัย
ดังนั้นการดู INSURE ต้องเน้น ความเพียงพอของเงินกองทุน การตั้งสำรองค่าสินไหม และคุณภาพสินทรัพย์ลงทุน มากกว่าใช้ D/E เพียงตัวเดียว
5. จุดที่น่าสนใจ — Book Value สูงเมื่อเทียบกับราคา
ข้อมูล SETTRADE ณ 8 มิ.ย. 2569 แสดง Book Value ต่อหุ้นประมาณ 117.08 บาท ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 57.50 บาทในวันดังกล่าว และ P/BV ประมาณ 0.49 เท่า
ส่วนข้อมูลราคาล่าสุดที่ค้นได้จาก SET อยู่ที่ 49 บาท เมื่อ 19 ส.ค. 2569
หากใช้ตัวเลข BVPS ดังกล่าวเป็นฐานแบบหยาบ ๆ ราคาบริเวณ 49 บาทจึงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีค่อนข้างมาก
แต่ต้องระวัง: หุ้นที่ P/BV ต่ำไม่ได้แปลว่า “ถูก” โดยอัตโนมัติ เพราะตลาดอาจกำลังสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับ ความสามารถในการทำกำไรและผลตอบแทนต่อทุนที่ต่ำ
6. ROE คือสัญญาณที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด
ROE ของ INSURE ลดจาก
14.35% → 1.41%
ภายในหนึ่งปีตามข้อมูล SETTRADE
นี่เป็นสัญญาณที่สำคัญมาก
เพราะหมายความว่าแม้บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ประมาณ 1,409 ล้านบาท ณ 30 มิ.ย. 2569 แต่บริษัทกำลังสร้างผลตอบแทนจากทุนได้ต่ำมาก
ดังนั้นธีมการลงทุนของ INSURE ในตอนนี้จึงไม่ใช่เพียง
“หุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี”
แต่ต้องตอบให้ได้ว่า
“บริษัทจะกลับมาสร้าง ROE ในระดับที่ดีได้เมื่อไร?”
ถ้า ROE ฟื้นกลับมาได้ P/BV ต่ำอาจกลายเป็นจุดน่าสนใจ แต่ถ้า ROE ยังต่ำต่อเนื่อง ตลาดอาจให้ Discount กับ Book Value ต่อไป
7. สิ่งที่ต้องจับตาในงบไตรมาสถัดไป
สำหรับ INSURE ผมแนะนำให้ดู 5 ตัวนี้เป็นพิเศษ:
① กำไรจากการบริการประกันภัย
ต้องดูว่ากลับมาเป็นบวกและเติบโตต่อเนื่องหรือไม่
② ค่าใช้จ่าย/ค่าสินไหม
หากลดลง จะเป็นตัวเร่งสำคัญต่อกำไร
③ รายได้จากการลงทุน
บริษัทมีพอร์ตลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท จึงมีความสำคัญต่อกำไรสุทธิอย่างมาก
④ ROE
เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นจากระดับเพียง 1–2% ให้กลับเข้าสู่ระดับที่น่าสนใจ
⑤ เงินกองทุนและความแข็งแรงของงบดุล
ควรติดตามต่อเนื่อง เพราะธุรกิจประกันภัยมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภัยพิบัติและค่าสินไหมที่ผันผวน
🎯 สรุปมุมมองงบการเงิน INSURE
🟢 จุดแข็ง
มีสินทรัพย์รวมประมาณ 6,778 ล้านบาท
มีพอร์ตสินทรัพย์ลงทุนประมาณ 2,582 ล้านบาท
พอร์ตลงทุนเน้นตราสารหนี้มากกว่าตราสารทุน
ส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 1,409 ล้านบาท
ราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่า Book Value อย่างมีนัยสำคัญ
🔴 จุดอ่อน
กำไรสุทธิปี 2568 ลดลงแรงเหลือประมาณ 22 ล้านบาท
ROE ลดเหลือเพียง 1.41%
ROA เหลือเพียง 0.19%
Net Margin เหลือประมาณ 0.38%
D/E เพิ่มเป็น 4.36 เท่า
กำไรมีความผันผวนและได้รับผลกระทบจากค่าสินไหม/เหตุการณ์ภัยธรรมชาติ
⭐ บทสรุป
INSURE เป็นหุ้นที่ “มูลค่าทางบัญชีน่าสนใจ แต่กำไรยังไม่แข็งแรง”
จุดเด่นอยู่ที่ สินทรัพย์และ Book Value ต่อหุ้นที่สูงเมื่อเทียบกับราคาตลาด แต่จุดที่ต้องพิสูจน์คือ การฟื้นตัวของกำไรและ ROE เพราะปี 2568 ผลตอบแทนต่อทุนลดลงอย่างรุนแรง
ดังนั้นในเชิงพื้นฐาน ผมจะจัด INSURE เป็นหุ้นแนว “Deep Value / Asset Play ที่ต้องรอ Earnings Recovery” มากกว่าหุ้น Growth
ตัวแปรที่จะทำให้ภาพเปลี่ยนเป็นบวกอย่างชัดเจน: กำไรจากธุรกิจประกันภัยฟื้น + ค่าสินไหมลดลง + ROE กลับขึ้น + กำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดที่ ก.ล.ต. แสดงมีงบไตรมาส 2/2569 แล้ว และไม่มีรายการงบการเงินที่อยู่ระหว่างการแก้ไข ณ ข้อมูลที่ค้นได้


วิเคราะห์กราฟเทคนิค หุ้น บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
📊 ภาพรวมราคาล่าสุด
ราคาอยู่แถว 61–65 บาท (เคลื่อนไหวแคบ)
Volume บางมาก → หุ้นสภาพคล่องต่ำ (จุดนี้สำคัญมาก!)
🔍 มุมมองกราฟเทคนิค (อ่านให้ขาด)

โครงสร้างพฤติกรรมราคา (สำคัญ)
หุ้น INSURE มีลักษณะ:
🚫 ไม่มีเจ้ามือดันแรง
📉 ขึ้นช้า ลงช้า แต่ “ลงเงียบ”
💸 ปันผลสูง → คนถือยาวเยอะ
👉 ทำให้:
Breakout “ไม่ค่อยเกิด”
Fake breakout “เกิดบ่อย”
🎯 กลยุทธ์เล่น (ตรงไปตรงมา)
🟢 สายเก็งกำไร
รับ: 58–60
ขาย: 64–68
❌ ห้ามไล่ราคาเด็ดขาด
🔵 สายถือยาว
เหมาะ “สะสมปันผล” มากกว่าเทรด
Yield สูง (~10–15%) จากข้อมูลย้อนหลัง
🔴 สิ่งที่ต้องระวัง
Volume ต่ำ → เข้าออกยาก
Gap ราคา → โดนลาก/กดง่าย
เทคนิคใช้ได้ “แค่บางช่วง”
💣 สรุปแบบสายโหด
หุ้นนี้ = ไม่ใช่สายวิ่ง แต่เป็นสายเนิบ
กราฟ = “กรอบแคบ เล่นรอบเท่านั้น”
ถ้าคิดจะรวยเร็วจากตัวนี้…
👉 บอกเลย “ผิดตัว”

แนวโน้ม (Trend)
ลักษณะ: Sideway → Sideway Down
ราคาขึ้นแรงไม่ได้ → มักโดนขายกด
หุ้นนี้ “ไม่ใช่สายเทรนด์แรง” แต่เป็น สายสะสม/ปันผล
👉 ถ้าใช้ MA:
MA สั้น (5–20 วัน) มักแกว่งทับกัน → ไม่มีเทรนด์ชัด
MA ยาว (50–200 วัน) → เอียงลงเล็กน้อย

แนวรับ – แนวต้าน (สำคัญสุด)
จากโครงสร้างราคา:
🟢 แนวรับ: 60 / 58 บาท
🔴 แนวต้าน: 65 / 70 บาท
👉 Insight:
60 บาท = โซน “รับจริง”
65–70 บาท = โซน “ขายทิ้ง”
📌 สรุปง่าย:
เล่นในกรอบ “ซื้อรับ – ขายต้าน” เท่านั้น

อินดิเคเตอร์หลัก
RSI
มักแกว่ง 40–60
👉 = “ไม่มีแรงซื้อ-ขายชัด”
MACD
ตัดขึ้นลงบ่อย
👉 = “หลอกเยอะ / เหมาะสายสั้น”
Volume
บางมาก ❗
👉 สัญญาณเทคนิค “เชื่อถือได้ต่ำ”
📌 ตามหลักเทคนิค:
RSI > 70 = Overbought
RSI < 30 = Oversold


🔥 ภาพรวมธุรกิจ (Business Model)
ธุรกิจ: ประกันวินาศภัย (Non-life Insurance)
รายได้หลัก:
ประกันรถยนต์ 🚗
ประกันอัคคีภัย 🔥
ประกันขนส่ง/ทะเล 🚢
ประกันเบ็ดเตล็ด
👉 จุดสำคัญ:
รายได้ “ดูเหมือนเสถียร” แต่ กำไรผันผวนสูงมาก
เพราะขึ้นอยู่กับ “ค่าสินไหม (Claims)” เป็นหลัก
📉 ผลประกอบการ (กำไร / ขาดทุน)
🔴 สัญญาณอันตรายล่าสุด
ไตรมาส 1/2568:
ขาดทุนสุทธิ ~127 ล้านบาท
จากเดิมปีก่อน “กำไร 148 ล้านบาท”
👉 สาเหตุหลัก:
ตั้งสำรองค่าสินไหม (ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม/แผ่นดินไหว)
ธุรกิจประกัน “กำไรหายทันทีเมื่อเคลมพุ่ง”
📊 แนวโน้มกำไรย้อนหลัง
ปี 2566: กำไร “พุ่งแรงผิดปกติ”
ปี 2567: กำไร “ลดลงแรง”
ปี 2568: เริ่ม พลิกขาดทุน
👉 EPS:
2566 = สูงมาก
2567 = ลดลง
Q1/2568 = ติดลบ -10.59 บาท/หุ้น
📌 สรุป:
➡️ “กำไรไม่สม่ำเสมอ = หุ้นสายเก็ง ไม่ใช่สายพื้นฐานนิ่ง”
📊 วิเคราะห์กราฟ (Technical View)
ราคาปัจจุบัน:
อยู่แถว ~60–70 บาท
🔍 ลักษณะกราฟ:
หุ้น Volume ต่ำมาก (สภาพคล่องต่ำ)
ราคา “นิ่ง ๆ + กระโดดเป็นช่วง”
ไม่มีเทรนด์ชัดเจน
📉 แนวรับ–แนวต้าน (โดยพฤติกรรมราคา)
แนวรับ: 60 บาท
แนวต้าน: 70 บาท
👉 ลักษณะ:
Sideway แคบ
เหมาะ “เก็บรอข่าว” มากกว่าเทรดระยะสั้น
🌍 แนวโน้มธุรกิจ (Industry Outlook)
📈 บวก:
คนไทยทำประกันมากขึ้น
รถยนต์ / สุขภาพ / ธุรกิจ → โตต่อเนื่อง
ดอกเบี้ยสูง → บริษัทประกันลงทุนได้ผลตอบแทนดีขึ้น
📉 ลบ (สำคัญมาก):
ภัยธรรมชาติหนักขึ้น → เคลมพุ่ง
การแข่งขันสูง → เบี้ยประกันถูกลง
กำไรขึ้นกับ “ดวง + เหตุการณ์”
⚠️ จุดเสี่ยงของ INSURE
❌ ขนาดบริษัทเล็ก → รับความเสี่ยงได้น้อย
❌ ผลประกอบการ “เหวี่ยงแรง”
❌ สภาพคล่องหุ้นต่ำ (ซื้อขายยาก)
❌ กำไรขึ้นกับเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้
💡 มุมมองนักลงทุน
🟢 เหมาะกับ:
สาย “เก็งข่าว / turnaround”
เล่นรอบสั้น
🔴 ไม่เหมาะกับ:
สาย VI (เน้นกำไรสม่ำเสมอ)
นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการเสถียร
🎯 สรุปแบบตรง ๆ
หุ้นนี้ = “ประกัน + ความเสี่ยงสูง”
กำไร = ไม่แน่นอน
กราฟ = ไม่ชัด + สภาพคล่องต่ำ
ปัจจัยหลัก = ค่าสินไหม (ควบคุมไม่ได้)
👉 ถ้าจะเล่น:
ต้อง “รอจังหวะ + อ่านงบ + จับข่าวภัยพิบัติ”


Disclaimer

ใส่ความเห็น