รูปโฆษณา โดยมีข้างหลังเป็นกราฟหุ้น มีรูปตึก SET ประกอบ

วิเคราะห์ หุ้น IFS บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น IFS บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

วิเคราะห์ หุ้น IFS บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อ หุ้น คือ IFS อยู่ในหมวดธุรกิจ เงินทุนและหลักทรัพย์ (Finance & Securities) เป็นส่วนของกลุ่ม ธุรกิจการเงิน (Financials)




ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของ IFS Capital (Thailand) Public Company Limited หรือหุ้น IFS ส่วนใหญ่จะเป็น “สินทรัพย์ทางการเงิน” มากกว่าสินทรัพย์ประเภทโรงงานหรือเครื่องจักร เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจด้านบริการทางการเงิน โดยเฉพาะแฟคตอริ่งและลีสซิ่ง
ทรัพย์สินหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ IFS
ลูกหนี้จากสัญญาแฟคตอริ่ง (Factoring Receivables)
ถือเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท
IFS ให้บริการรับซื้อลูกหนี้การค้าแก่ SME และบริษัทต่าง ๆ ทำให้เกิด “ลูกหนี้แฟคตอริ่ง” อยู่ในงบดุลจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมหลักของบริษัท
ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและลีสซิ่ง
บริษัทมีธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง จึงมีสินทรัพย์ประเภท
สัญญาเช่าซื้อ
สัญญาลีสซิ่ง
ดอกเบี้ยค้างรับ
เป็นทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดระยะยาวให้บริษัท
เงินให้กู้ยืมและสินเชื่อธุรกิจ
IFS มีบริการสินเชื่อทางการค้า เช่น
Inventory Financing
Contract Financing
Block Discounting
Floor Plan Financing
ทำให้บริษัทมี “สินเชื่อคงค้าง” เป็นสินทรัพย์สำคัญในงบการเงิน
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
ธุรกิจการเงินจำเป็นต้องถือสภาพคล่องสูง
IFS มีเงินสดและเงินฝากจำนวนมากเพื่อใช้ปล่อยสินเชื่อและบริหารสภาพคล่อง โดยข้อมูลล่าสุดมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดระดับหลายร้อยล้านบาท
อาคารสำนักงานและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
แม้ไม่ใช่ทรัพย์สินหลัก แต่บริษัทมีสำนักงานและทรัพย์สินสำหรับดำเนินงาน เช่น
สำนักงานใหญ่
อุปกรณ์สำนักงาน
ระบบ IT และซอฟต์แวร์ทางการเงิน
รวมถึงมีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่สำนักงานบางส่วน
ระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลลูกค้า
ธุรกิจแฟคตอริ่งต้องใช้ระบบวิเคราะห์เครดิตและบริหารความเสี่ยงลูกหนี้ จึงถือว่า
ระบบ IT
ระบบบริหารสินเชื่อ
ฐานข้อมูลลูกค้า SME
เป็นทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท
สรุปโครงสร้างทรัพย์สินของ IFS
IFS เป็นหุ้นกลุ่ม “การเงิน” ดังนั้นทรัพย์สินหลักจะอยู่ในรูป
ลูกหนี้การค้า
สินเชื่อ
สัญญาเช่าซื้อ
เงินให้กู้
เงินสด
ไม่ใช่ทรัพย์สินประเภทโรงงาน เครื่องจักร หรือที่ดินจำนวนมากเหมือนหุ้นอุตสาหกรรมทั่วไป โดยรายได้หลักมาจาก “ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทางการเงิน” เป็นสำคัญ


กลุ่มบริษัทและโครงสร้างธุรกิจของ IFS Capital (Thailand) Public Company Limited หรือหุ้น IFS มีลักษณะเป็น “บริษัทลูกในเครือการเงินระดับภูมิภาค” โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจากสิงคโปร์เป็นหลัก
โครงสร้างกลุ่มบริษัท IFS
บริษัทแม่หลัก คือ IFS Capital Limited จากสิงคโปร์
ดำเนินธุรกิจด้านแฟคเตอริ่ง ลีสซิ่ง สินเชื่อการค้า ประกันเครดิต และการเงินทางเลือกในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ IFS ไทย ได้แก่
IFS Capital Holdings (Thailand) Co., Ltd.
IFS Capital Limited (Singapore)
ถือหุ้นรวมกันกว่า 73% ของ IFS
เครือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
IFS Thailand เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนการเงินของสิงคโปร์ ได้แก่
PhillipCapital
เป็นกลุ่มการเงินขนาดใหญ่ในเอเชีย ครอบคลุม
นายหน้าหุ้น
บริหารสินทรัพย์
วาณิชธนกิจ
สินเชื่อธุรกิจ
Wealth Management
โดย Phillip Assets Pte. Ltd. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ IFS Capital Singapore อีกทอดหนึ่ง
ธุรกิจในเครือ/พันธมิตรของกลุ่ม IFS
กลุ่ม IFS ในภูมิภาคมีธุรกิจเกี่ยวข้อง เช่น
สินเชื่อแฟคเตอริ่ง (Factoring)
Leasing / Hire Purchase
Trade Finance
Credit Insurance
Bonds & Guarantees
Venture Capital
Consumer Finance ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Friday Finance ในสิงคโปร์
สถานะของ IFS Thailand
จุดสำคัญคือ
ปัจจุบัน IFS Capital (Thailand) Public Company Limited “ไม่มีบริษัทย่อยและบริษัทร่วม” ในประเทศไทย ณ ข้อมูลล่าสุดของบริษัท
ดังนั้น IFS ในตลาดหุ้นไทยจึงเป็นลักษณะ:
บริษัทลูกของกลุ่มการเงินสิงคโปร์
เน้นธุรกิจแฟคเตอริ่งและสินเชื่อ SME
ไม่ได้แตกบริษัทลูกจำนวนมากเหมือนกลุ่มไฟแนนซ์ขนาดใหญ่ในไทย
จุดเด่นของเครือ IFS
มีเครือข่ายต่างประเทศผ่าน FCI Global Network กว่า 90 ประเทศ
แข็งแรงด้าน Factoring และ Supply Chain Finance
เชื่อมฐานลูกค้า SME ไทยกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ
ได้อานิสงส์จากการค้าระหว่างประเทศและธุรกิจส่งออก



งบปี ->256525662567
รายได้จากการดำเนินงานรวม (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากในประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
รายได้จากต่างประเทศ (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศจีน (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศสหราชอาณาจักร (พันบาท)0.000.000.00
ประเทศอื่น ๆ (พันบาท)0.000.000.00




256525662567
ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลูกบาศก์เมตร)0.000.000.00

256525662567
การจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน 0.000.000.00

งบปี ->256525662567
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนา (บาท)0.000.000.00


ความเสี่ยงของหุ้น IFS Capital (Thailand) Public Company Limited หรือ IFS มีหลายด้านที่นักลงทุนต้องจับตา เพราะธุรกิจหลักของบริษัทคือ “แฟคตอริ่งและสินเชื่อธุรกิจ” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพลูกหนี้และภาวะเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน
ตลาดแฟคตอริ่งและสินเชื่อ SME แข่งกันรุนแรง ทั้งจาก:
ธนาคาร
Non-Bank
Fintech
ผู้ให้บริการ Supply Chain Finance รายใหม่
หาก IFS ไม่สามารถรักษาคุณภาพลูกค้าได้ อาจต้องลดดอกเบี้ยแข่ง ทำให้กำไรลดลง
สรุปภาพรวมความเสี่ยง IFS
IFS เป็นหุ้นการเงินสาย “ปันผล + Value” ที่ P/BV ต่ำ แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ “คุณภาพลูกหนี้” และ “การตั้งสำรองหนี้สูญ”
จุดแข็ง:
ธุรกิจแฟคตอริ่งมีฐานลูกค้าเดิม
รายได้ยังเติบโต
Q1/2026 เริ่มกลับมามีกำไรอีกครั้ง
จุดที่ต้องจับตา:
NPL และ Credit Cost
กำไรที่ผันผวน
การพึ่งพารายได้จากแฟคตอริ่งสูง
ความสามารถควบคุมต้นทุนทางการเงิน
เหมาะกับ:
นักลงทุนสาย Value ที่รับความผันผวนได้
คนที่เน้นปันผลและมองการฟื้นตัวระยะกลาง
ไม่เหมาะกับ:
นักลงทุนที่ต้องการหุ้นเติบโตสูง
คนที่รับความเสี่ยงด้านเครดิตไม่ได้

ความเสี่ยงด้านหนี้เสีย (NPL) และคุณภาพลูกหนี้
IFS ทำธุรกิจแฟคตอริ่ง ปล่อยเงินทุนหมุนเวียนให้ SME และธุรกิจการค้า หากเศรษฐกิจชะลอ ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้จะเพิ่มขึ้นทันที
ปี 2025 บริษัทมีการตั้งสำรอง Expected Credit Loss เพิ่มขึ้นแรง โดยค่าเผื่อหนี้สูญพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว สะท้อนว่าความเสี่ยงลูกหนี้เริ่มสูงขึ้น
จุดที่ต้องระวัง:
ลูกหนี้ SME เปราะบางต่อเศรษฐกิจ
หากหนี้เสียเพิ่ม จะกดกำไรทันที
ต้องตั้งสำรองสูง กระทบ ROE และเงินปันผล

กำไรผันผวน แม้รายได้โต
แม้รายได้รวมปี 2025 โตประมาณ 5.8% แต่กำไรสุทธิลดลงกว่า 30% เพราะต้นทุนและการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น
สะท้อนว่า:
รายได้โตไม่ได้แปลว่ากำไรโต
Margin ของธุรกิจการเงินยังเปราะบาง
หากเครดิตลูกค้าแย่ กำไรสามารถหายเร็วมาก

พึ่งพาธุรกิจ Factoring สูงเกินไป
รายได้หลักของ IFS มาจากธุรกิจแฟคตอริ่งเป็นสัดส่วนสูงมากกว่า 60% ของรายได้ทั้งหมด
ความเสี่ยงคือ:
ถ้าตลาดสินเชื่อ SME ชะลอ บริษัทจะได้รับผลกระทบหนัก
กระจายรายได้ยังไม่มากพอ
ธุรกิจ Leasing และ Hire Purchase ยังมีสัดส่วนเล็ก

ความเสี่ยงจากดอกเบี้ย
IFS ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมา “ปล่อยต่อ” หากดอกเบี้ยขาขึ้น ต้นทุนทางการเงินจะเพิ่ม
ผลกระทบ:
ส่วนต่างดอกเบี้ย (Spread) ลดลง
กำไรอาจถูกบีบ
หากแข่งขันลดดอกเบี้ยกับคู่แข่ง Margin จะยิ่งบาง

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและภาระหนี้
มีสัญญาณว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานบางช่วงติดลบ และธุรกิจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง
แม้บริษัทจะยังบริหารสภาพคล่องได้ แต่ธุรกิจประเภทนี้มีความเสี่ยงเรื่อง:
การ Roll Over หนี้
การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ความเชื่อมั่นของธนาคารเจ้าหนี้

ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทยและ SME
ลูกค้าหลักของ IFS คือกลุ่ม SME ซึ่งได้รับผลกระทบเร็วจาก:
กำลังซื้อชะลอ
ดอกเบี้ยสูง
ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม
การส่งออกชะลอ
ถ้าเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า NPL อาจกลับมาสูงอีกครั้ง

หุ้นขนาดเล็ก สภาพคล่องต่ำ
IFS เป็นหุ้น Small Cap มูลค่าตลาดไม่สูง และ Free Float ค่อนข้างจำกัด
ผลคือ:
ราคาแกว่งแรง
Volume ซื้อขายบางวันเบา
นักลงทุนรายใหญ่สามารถกดหรือดันราคาได้ง่าย




พัฒนาการที่สำคัญของ IFS Capital (Thailand) Public Company Limited หรือหุ้น IFS ถือเป็นเส้นทางการเติบโตของ “ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟคเตอริ่ง” ที่ค่อย ๆ ขยายบทบาทจากธุรกิจรับซื้อลูกหนี้การค้า ไปสู่ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจรสำหรับ SME และองค์กรธุรกิจ
จุดเริ่มต้นธุรกิจแฟคเตอริ่ง (ปี 2534)
IFS ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2534 ภายใต้ชื่อ “Ayudhaya International Factors Co., Ltd.” ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เป็นการร่วมทุนระหว่าง Bank of Ayudhaya Public Company Limited และ IFS Capital จากสิงคโปร์ โดยเริ่มต้นจากธุรกิจ “แฟคเตอริ่ง” หรือการรับซื้อลูกหนี้การค้าเป็นหลัก
เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ (ปี 2550)
IFS Group จากสิงคโปร์เข้าซื้อหุ้นจากกรุงศรีอยุธยา และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “IFS Capital (Thailand) Co., Ltd.” ก่อนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน พร้อมเพิ่มทุนเป็น 350 ล้านบาท ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทเริ่มขยายบริการทางการเงินมากขึ้น
ขยายธุรกิจสู่ลีสซิ่งและเช่าซื้อ (ปี 2552–2553)
IFS ได้รับใบอนุญาตเพิ่มเติมในการดำเนินธุรกิจ
ลีสซิ่ง (Leasing)
เช่าซื้อ (Hire Purchase)
โดยเน้นสินทรัพย์ประเภทเครื่องจักร รถขนส่ง และอุปกรณ์อุตสาหกรรม ช่วยให้บริษัทเปลี่ยนจาก “ผู้ให้บริการแฟคเตอริ่ง” ไปสู่ “ผู้ให้บริการสินเชื่อธุรกิจครบวงจร” มากขึ้น
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET (ปี 2553)
วันที่ 10 สิงหาคม 2553 IFS เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พร้อมเพิ่มทุนจาก IPO ทำให้ทุนชำระแล้วเพิ่มเป็น 470 ล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความน่าเชื่อถือ และเพิ่มศักยภาพในการขยายพอร์ตสินเชื่อ
เติบโตในฐานะผู้นำแฟคเตอริ่งสำหรับ SME
IFS ค่อย ๆ สร้างจุดแข็งในตลาดสินเชื่อหมุนเวียนสำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง เช่น
อุตสาหกรรมอาหาร
ยานยนต์และชิ้นส่วน
ก่อสร้าง
โลจิสติกส์
บรรจุภัณฑ์
เครื่องใช้ไฟฟ้า
จุดเด่นสำคัญคือ
อนุมัติเร็ว
ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
เปลี่ยนใบแจ้งหนี้เป็นเงินสดได้ภายใน 24 ชั่วโมง
ให้วงเงินสูงสุดถึง 90% ของมูลค่าใบแจ้งหนี้
เชื่อมเครือข่ายต่างประเทศ
IFS เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย FCI (Factors Chain International) ที่มีพันธมิตรกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ช่วยสนับสนุนบริการ Export Factoring และธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
ยุคดิจิทัลและ Supply Chain Finance
ในช่วงหลัง บริษัทเริ่มพัฒนา
e-Factoring
Supply Chain Financing
สินเชื่อคู่ค้า
สินเชื่อวัตถุดิบ
เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันในยุคดิจิทัล และตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่มากขึ้น
ภาพสะท้อนปัจจุบันของ IFS
ปัจจุบัน IFS ถือเป็นหุ้นการเงินขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน “แฟคเตอริ่ง” ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพคล่องของภาคธุรกิจโดยตรง รายได้หลักยังมาจากธุรกิจแฟคเตอริ่งเป็นสัดส่วนสูงมาก ขณะที่ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อเป็นธุรกิจเสริม
จุดแข็งของบริษัทคือ
เชี่ยวชาญตลาด niche
ฐานลูกค้า SME
เครือข่ายต่างประเทศ
ประสบการณ์กว่า 30 ปีในธุรกิจแฟคเตอริ่ง
แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่
ความเสี่ยงหนี้เสียของ SME
ภาวะดอกเบี้ย
การแข่งขันจากสถาบันการเงินและ fintech รุ่นใหม่


หน่วย: ล้านบาท


หน่วย: ล้านบาท


หน่วย: ล้านบาท


**** อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ****




วิเคราะห์หุ้น IFS Capital (Thailand) Public Company Limited หรือ IFS บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
IFS คือหุ้นสาย “การเงินเฉพาะทาง” ที่หลายคนมองข้าม แต่กำลังมีเสน่ห์ในฐานะหุ้นปันผลและหุ้น Value ที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีค่อนข้างมาก โดยธุรกิจหลักคือ “แฟคเตอริ่ง” หรือการรับซื้อลูกหนี้การค้า ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ SME และผู้ประกอบการต่าง ๆ
ภาพรวมธุรกิจ
IFS เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินครบวงจร ทั้ง
สินเชื่อแฟคเตอริ่ง
ลีสซิ่ง
เช่าซื้อ
สินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ
Inventory Financing และ Supply Chain Finance
ลูกค้าหลักคือกลุ่ม SME และภาคอุตสาหกรรม เช่น อาหาร ยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และบริการต่าง ๆ
จุดแข็งสำคัญคือ IFS มีความเชี่ยวชาญด้าน Factoring มายาวนานกว่า 30 ปี และถือเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเฉพาะทางของไทย
จุดเด่นของหุ้น IFS

  1. รายได้ยังเติบโตต่อเนื่อง
    ปี 2025 รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 467.8 ล้านบาท เติบโต +5.8% จากปีก่อน แม้เศรษฐกิจยังชะลอตัว
    ธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนรายได้คือ “Factoring Business” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของรายได้บริษัท
  2. Valuation ถูกมาก
    ข้อมูลล่าสุด
    P/E ประมาณ 7–10 เท่า
    P/BV เพียงประมาณ 0.48 เท่า
    ถือว่า “ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี” ค่อนข้างมาก สะท้อนว่าตลาดยังให้มูลค่าไม่สูงนัก
  3. หุ้นปันผลน่าสนใจ
    IFS เป็นหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และ Dividend Yield อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหุ้นการเงินหลายตัว
    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
  4. กำไรยังผันผวน
    แม้รายได้เติบโต แต่กำไรสุทธิปี 2025 ลดลงกว่า 30% สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินและคุณภาพลูกหนี้
  5. ธุรกิจอิงเศรษฐกิจ SME
    หากเศรษฐกิจชะลอ ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม อาจกระทบคุณภาพสินทรัพย์และ NPL ได้
  6. สภาพคล่องหุ้นไม่สูง
    IFS เป็นหุ้นขนาดเล็ก มูลค่าตลาดต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ทำให้แรงซื้อขายอาจไม่หนาแน่น และราคาผันผวนได้ง่าย
    มุมมองทางเทคนิค
    แนวโน้มของ IFS มักเป็นลักษณะ “สะสมพลัง” มากกว่าหุ้นเก็งกำไรหวือหวา
    หากราคายืนเหนือโซนฐานเดิมได้ มีโอกาสเกิดรอบรีบาวด์จากแรงซื้อ Value Play และ Dividend Play
    จุดที่นักลงทุนควรจับตา
    การเติบโตของพอร์ตแฟคเตอริ่ง
    คุณภาพลูกหนี้
    ทิศทางดอกเบี้ย
    การฟื้นตัวของ SME ไทย

สรุป
IFS เป็นหุ้นการเงินขนาดเล็กที่โดดเด่นด้าน “แฟคเตอริ่ง” มีฐานธุรกิจเฉพาะทาง แข็งแรง และมีประวัติยาวนาน
จุดน่าสนใจคือ
หุ้นยัง Valuation ต่ำ
P/BV ต่ำกว่าบุ๊ก
ปันผลค่อนข้างดี
รายได้ยังเติบโต
แต่ข้อควรระวังคือ
กำไรผันผวน
สภาพคล่องหุ้นต่ำ
อ่อนไหวต่อคุณภาพลูกหนี้และเศรษฐกิจ SME
เหมาะกับนักลงทุนสาย
Value Investing
หุ้นปันผล
ถือรอรอบฟื้นตัวระยะกลางถึงยาว มากกว่าสายเก็งกำไรระยะสั้น


Disclaimer

ใส่ความเห็น